Green–Gray Infrastructure : ตอนที่ 1 ความจำเป็น

ชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ได้หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์มาเป็นหมื่นๆ ปี ตลอดช่วงเวลานั้น มนุษย์มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยให้เปลี่ยนผ่านจากการดำรงชีวิตแบบล่าสัตว์และเก็บของป่า ไปสู่การตั้งถิ่นฐานในรูปแบบชุมชนเกษตรกรรมขนาดเล็ก และในที่สุดก็กลายเป็นสังคมรัฐที่ซับซ้อน พื้นที่ชายฝั่งอย่างปากแม่น้ำ อ่าว และทะเลสาบ เป็นท่าเรือธรรมชาติมาแต่เดิม เมื่อชุมชนชายฝั่งเติบโตขึ้น พื้นที่เหล่านี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ผู้คนพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร สร้างโครงข่ายคมนาคม และจัดการสภาพแวดล้อมชายฝั่งให้เหมาะกับการดำรงชีพและขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อความมั่งคั่งของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้น เมืองและชุมชนจึงขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งมากขึ้น แต่การขยายตัวของเมืองที่หนาแน่นก็ทำให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติของชายฝั่งรับภาระเกินขีดจำกัด ทั้งด้านการดูดซับมลพิษและการรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในโลกยุคปัจจุบันที่มีประชากรเกือบ 8 พันล้านคน และกว่าครึ่งอาศัยอยู่ห่างจากทะเลไม่เกิน 200 กิโลเมตร พื้นที่ที่สามารถใช้สำหรับการอยู่อาศัยและการดำเนินไปของธรรมชาติก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ พื้นที่ธรรมชาติถูกลดทอนและรบกวนด้วยสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เมื่อระบบธรรมชาติไม่สามารถรองรับผู้คนได้อีกต่อไป ประชากรจำนวนมากจึงย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่เติบโตอย่างไร้ระเบียบ เป็นชุมชนแออัดที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ทั้งทางกายภาพและการบริการของรัฐ หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว กำลังทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็เร่งลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง ประชากร และอุตสาหกรรม แต่คำถามสำคัญคือ การพัฒนาเหล่านี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวางแผน การดำเนินงาน และการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม หากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ยั่งยืน อาจกลายเป็นภาระของคนรุ่นหลัง ทั้งในรูปแบบของหนี้สิน ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น และการเสียโอกาสในการปรับตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่านี้ในอนาคต ขณะที่สังคมเริ่มตระหนักถึงความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ใหญ่อีกประการหนึ่ง นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก สภาพอากาศรุนแรง ที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นและหนักขึ้นเพราะโลกร้อน เช่น พายุขนาดใหญ่หรือฝนตกหนักผิดปกติ ในอนาคตอันใกล้ปัญหา ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของชุมชนชายฝั่ง เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงทั้งจากน้ำท่วมและน้ำเค็มที่ซึมเข้าแหล่งน้ำใต้ดิน […]

Beachlover

May 2, 2025

Hybrid solution แนวทางผสมผสานเพื่อป้องกันชายฝั่ง

การกัดเซาะชายฝั่งทะเลเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของชุมชนชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แนวทางดั้งเดิม เช่น กำแพงกันคลื่นและเขื่อนกันคลื่น มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย และการรบกวนพลวัตของตะกอนตามธรรมชาติ แนวทางการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนคือการใช้ “Hybrid Solution” หรือ “แนวทางผสมผสาน” ซึ่งรวมข้อดีของวิศวกรรมโครงสร้างทางวิศวกรรม เข้ากับโครงสร้างที่เลียนแบบธรรมชาติ (nature-based solutions หรือ NbS) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชายฝั่งและฟื้นฟูระบบนิเวศ แนวทาง Hybrid Solution: การผสมผสานเพื่อการป้องกันชายฝั่งที่ยั่งยืน 1. โครงสร้างเลียนแบบธรรมชาติ (Nature-Based Solutions – NbS) NbS มุ่งเน้นการใช้หรือฟื้นฟูองค์ประกอบธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลน การสร้างแนวสันทราย หรือการใช้แนวไม้ไผ่เพื่อชะลอคลื่น แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงคลื่นและการกัดเซาะ แต่ยังส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศชายฝั่ง 2. โครงสร้างทางวิศวกรรม (Grey Infrastructure) โครงสร้างทางวิศวกรรม เช่น เขื่อนกันคลื่น (seawalls), แนวหินป้องกัน (revetments), และแนวหินใต้น้ำ (submerged breakwaters) มักถูกใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้โครงสร้างเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและการเคลื่อนที่ของตะกอนทราย​ 3. […]

Beachlover

April 28, 2025

กรมทะเลฯ สำรวจแนวชายฝั่งตากใบ จ.นราธิวาส

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 24 เมษายน 2568 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สทช.9) โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลสถานภาพชายฝั่ง ณ ตำบลศาลาใหม่ และตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดเขาตันหยง–ตากใบ จากการสำรวจพบว่า พื้นที่ชายฝั่งเป็นหาดทรายตลอดแนว มีการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง อาทิ เขื่อนกันทรายและคลื่นบริเวณปากร่องน้ำ เขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง และรอดักทราย (Groin) ซึ่งพบว่ามีร่องรอยการกัดเซาะบริเวณด้านเหนือของรอดักทรายและเขื่อนกันทรายและคลื่น แต่ยังไม่พบความเสียหายต่อโครงสร้างดังกล่าว โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งจะดำเนินการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงวิชาการ เพื่อจัดทำ “รายงานสถานภาพชายฝั่งทะเลประจำปี 2568” สำหรับจังหวัดนราธิวาสต่อไป การติดตามสถานภาพชายฝั่งและตรวจสอบโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนของพื้นที่ชายฝั่ง การสำรวจข้อมูลภาคสนามจะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจัดการทรัพยากรและออกแบบมาตรการป้องกันภัยธรรมชาติได้ตรงจุด พร้อมสนับสนุนการจัดทำรายงานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ

Beachlover

April 25, 2025

หัวหาดเทียม (Artificial Headlands) คืออะไร

หัวหาดเทียม หนึ่งในโครงการบรรเทาการกัดเซาะ ส่งเสริมการตกตะกอนของตะกอนทราย และปกป้องแนวชายฝั่ง โครงสร้างเหล่านี้ถูกออกแบบให้เลียนแบบลักษณะของหัวหาดธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูมิลักษณ์ที่ยื่นออกไปในทะเลและมีอิทธิพลต่อรูปแบบของคลื่นและการเคลื่อนย้ายตะกอน หัวหาดเทียมมักได้รับการพิจารณาให้เหมาะสมมากกว่าสิ่งก่อสร้างป้องกันชายฝั่งแบบแข็ง เช่น เขื่อนกันคลื่นหรือรอดักทราย เนื่องจากมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ทางนิเวศควบคู่ไปกับการตอบสนองต่อความจำเป็นในการป้องกันชายฝั่ง หัวหาดเทียม มักสร้างขึ้นจากฝั่งแล้วยื่นออกไปในทะเลคล้ายแหลมหัวหาดธรรมชาติ เพื่อเลียนแบบบทบาทของแหลมที่ปกป้องชายหาดจากการกัดเซาะของคลื่น โดยมักจะใช้ร่วมกับการเติมทราย (beach nourishment) เพื่อให้เกิดชายหาดรูปพระจันทร์เสี้ยว (crescent-shaped bay) ระหว่างหัวหาด หน้าที่ของหัวหาดเทียม องค์ประกอบโดยทั่วไป ผลกระทบทางนิเวศในเชิงบวก หัวหาดเทียมสามารถส่งผลดีทางนิเวศวิทยาในหลายด้าน ได้แก่ การสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่สิ่งมีชีวิตในทะเล การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และการส่งเสริมการเติบโตของระบบนิเวศชายฝั่ง ตัวอย่างเช่น หัวหาดเทียมสามารถทำหน้าที่เป็นที่อยู่อาศัยทดแทนสำหรับสิ่งมีชีวิตเกาะติดพื้นผิว ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งธรรมชาติ นอกจากนี้ โครงสร้างหัวหาดเทียมยังสามารถลดพลังงานของคลื่น และก่อให้เกิดสภาวะที่สงบในบริเวณด้านในของโครงสร้าง (lee side) ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของระบบพืชพรรณชายฝั่ง เช่น ทุ่งหญ้าชายเลน หรือพืชลุ่มน้ำเค็มอื่น ๆ อีกทั้ง หัวหาดเทียมยังสามารถมีบทบาทในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่เสื่อมโทรม โดยทำหน้าที่เป็นแนวปะการังเทียม (artificial reef) ที่ให้ที่หลบภัยและแหล่งวางไข่สำหรับปลาและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในบางกรณี หัวหาดเทียมได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถเพิ่มผลผลิตของทรัพยากรประมง โดยการเพิ่มชนิดพันธุ์และความชุกชุมของสัตว์หน้าดิน ผลกระทบทางนิเวศในเชิงลบ แม้หัวหาดเทียมจะมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ทางนิเวศ แต่หากไม่ได้รับการออกแบบหรือติดตั้งอย่างเหมาะสม ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบได้ โครงการที่ขาดการวางแผนรอบคอบอาจนำไปสู่การสูญเสียถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ การรบกวนกระบวนการเคลื่อนย้ายตะกอน และการเปลี่ยนแปลงพลศาสตร์ชายฝั่ง […]

Beachlover

March 31, 2025

เราศึกษาผลกระทบของกำแพงกันคลื่นกันอย่างไร

การเลือกมาตรการป้องกันโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมควรเลือกเฉพาะพื้นที่ที่มีความจำเป็นมากทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม โดยพิจารณาทางเลือกอื่นๆประกอบการพิจารณา หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้โครงสร้างได้ ควรใช้อย่างจำกัดที่สุด และเลือกรูปแบบที่รบกวนกระบวนการธรรมชาติให้น้อยที่สุดเท่านั้น   โครงสร้างกำแพงกันคลื่นเป็นทางเลือกเพื่อการป้องกันชายฝั่งทะเลที่นิยมใช้กันมากในยุคปัจจุบัน โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมักระบุว่าเป็นแนวทางเลือกที่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการป้องกันชายฝั่งในหลายๆพื้นที่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุด เช่น หาดมหาราช หาดม่วงงาม จ.สงขลา หาดชะอำ จ.เพชรบุรี ปากน้ำปราณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งของคำอธิบายโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีดังนี้ (1) ก่อสร้างได้ง่าย และรวดเร็วกว่าโครงสร้างประเภทอื่นๆ (2) เป็นโครงสร้างทางทะเลที่ไม่ต้องจัดทำรายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นช่วงก่อนปี 2566 ที่การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นไม่ต้องจัดทำ EIA) ยิ่งส่งผลให้กระบวนการใช้ระยะเวลาสั้นลงกว่ารูปแบบอื่น (3) ง่ายต่อการบำรุงรักษาเพราะเป็นโครงสร้างประชิดชายฝั่ง  (4) พื้นที่บนสันกำแพงและด้านหน้าสามารถใช้เป็นพื้นที่สาธารณะและปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ (5) พื้นที่ด้านหลังกำแพงปลอดภัยจากการการกัดเซาะชายฝั่ง ข้อเท็จจริงตามทฤษฎีคือ โครงสร้างกำแพงกันคลื่นมีลักษณะเป็นกําแพงวางตัวตามแนวประชิดและขนานชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่น ทำหน้าที่ตรึงแนวชายฝั่งให้อยู่กับที่ ช่วยรักษาเสถียรภาพของพื้นที่บริเวณริมชายฝั่งด้านหลังกำแพงกันคลื่นไม่ให้ถูกกัดเซาะ แต่ไม่ช่วยป้องกันพื้นที่ชายหาดบริเวณด้านหน้ากำแพงกันคลื่น และบริเวณข้างเคียง บริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาการกัดเซาะพบว่าชายหาดด้านหน้ากำแพงกันคลื่นจะมีขนาดแคบลง และมักจะหายไปในที่สุดถ้าตะกอนบริเวณชายฝั่งมีปริมาณไม่เพียงพอ โดยจะออกแบบไปเป็นรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเชิงพื้นที่ทั้งในแง่ของลักษณะทางกายภาพ กระบวนการทางชายฝั่ง การยอมรับของประชาชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และงบประมาณ  กำแพงกันคลื่นทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างน้ำและตะกอนทรายรวมไปถึงคลื่นและกระแสน้ำ ไม่เหมือนเดิมกับชายหาดธรรมชาติในส่วนที่ไม่มีโครงสร้างกำแพงกันคลื่น ดังนั้นพื้นที่ชายฝั่งและบริเวณข้างเคียงกำแพงกันคลื่นจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากกรณีที่ไม่มีโครงสร้างกำแพงกันคลื่น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามอ่านเพิ่มเติมได้จากโพส กำแพงกันคลื่น…ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากเราจะศึกษาผลกระทบของกำแพงกันคลื่นที่สร้างไปแล้ว เราต้องทำยังไง? […]

Beachlover

February 14, 2025

กำแพงแนวดิ่ง หรือ กำแพงหินเรียง ?

Beach Lover เน้นย้ำไว้ในหลายโพสเสมอว่า การใช้มาตรการ“กำแพงกันคลื่น” เพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ควรเป็นทางเลือกท้ายๆ และควรใช้ยามจำเป็นเท่านั้น แต่หากจำเป็นต้องเลือกใช้ “กำแพงกันคลื่น” เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ทั้งในเชิงเทคนิค เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการบำรุงรักษาในระยะยาว ในโพสนี้ Beach Lover ชวนเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของกำแพงกันคลื่นสองรูปแบบคือ คอนกรีตเสริมเหล็กแบบตั้งตรง ที่มักพบเห็นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะงานก่อสร้างในอดีตที่องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชายฝั่งทะเลยังไม่กว้างขวาง และอีกแบบคือแบบหินทิ้ง ที่กรมเจ้าท่าและกรมโยธาธิการและผังเมืองนิยมใช้กันในปัจจุบัน สรุปข้อมูลเปรียบเทียบเบื้องต้นได้ดังนี้ กำแพงกันคลื่นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบตั้งตรง: เป็นกำแพงแนวดิ่ง (Vertical) หรือกำแพงโค้ง (Curved/Fender Wall) ที่ออกแบบมาให้รับแรงกระแทกของคลื่นโดยตรง และสะท้อนกลับไปสู่ทะเล ภายในโครงสร้างมักเสริมเหล็กและคอนกรีตให้ได้ความแข็งแรงเพียงพอต่อแรงกระแทก (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://beachlover.net/concrete-seawall-1/) กำแพงกันคลื่นหินเรียง: ตัวโครงสร้างหลักมักทำจากหินธรรมชาติหลายขนาด วางซ้อนกันเป็นชั้นเพื่อลดพลังงานของคลื่น หินเกราะด้านนอกต้องเป็นหินขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาเป็นหินชั้นในที่มีขนาดย่อมลงมา โครงสร้างมักมีชั้นกรอง (Filter Layer หรือ Geotextile) เพื่อป้องกันการพังทลายของดินหรือทรายใต้โครงสร้าง (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://beachlover.net/rubble-mound-seawall/) แล้วแบบไหน ป้องกันพื้นที่ด้านในได้ดีกว่ากัน สามารถเปรียบเทียบได้ใน 3 ประเด็นหลักได้แก่ 1.ความสามารถในการต้านทานและลดพลังงานคลื่น โครงสร้างแบบหินเรียง […]

Beachlover

January 31, 2025

การใช้ Geotextile กับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง

Geotextile คือวัสดุสังเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายผ้าซึ่งผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เช่น โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) หรือโพลีเอสเตอร์ (Polyester) Geotextile มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความซึมผ่านได้ (permeable) มีความแข็งแรงทนทานสูง น้ำหนักเบา และทนต่อการย่อยสลายทางชีวภาพ จึงสามารถนำมาใช้ร่วมกับโครงสร้างทางวิศวกรรมอื่นๆอย่างแพร่หลาย การใช้ Geotextile ร่วมกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ คุณสมบัติของ Geotextile ที่ควรใช้ในกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม การใช้ Geotextile ร่วมกับหินทิ้งหรือหินเรียงจะช่วยสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่มั่นคงและทนทานมากขึ้น โดย Geotextile จะทำหน้าที่เป็นชั้นกรองและป้องกันการกัดเซาะ ในขณะที่หินจะช่วยป้องกันแรงกระทำจากคลื่นและกระแสน้ำ การผสมผสานวัสดุทั้งสองนี้จะช่วยลดพลังงานคลื่นและผลกระทบจากพายุ ทำให้โครงสร้างมีความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมเจ้าท่า มักจะกำหนดมาตรฐานของหน่วยงานเพื่อให้ผู้รับเหมาได้เลือกใช้อย่างเหมาะสมกับความต้องการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Beachlover

January 24, 2025

ทำความรู้กำแพงกันคลื่นแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก

กำแพงกันคลื่นเป็นโครงสร้างที่วางประชิดและขนานกับชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่นทำให้พื้นที่ด้านหลังกำแพงกันคลื่นไม่ถูกกัดเซาะ การใช้มาตรการกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ควรเป็นทางเลือกท้ายๆ และควรใช้ยามจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องเลือกกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่ง ก็ยังมีหลายรูปแบบของกำแพงให้พิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ งบประมาณ และอื่นๆ Beach Lover ขอพาทำความรู้จักกับกำแพงกันคลื่นแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยทั่วไปพบเห็นได้ 4 แบบหลักๆคือ ตั้งตรง ลาดเอียง ขั้นบันได และแบบโค้ง ที่ออกแบบมาให้รับแรงกระแทกของคลื่นโดยตรง และสะท้อนกลับออกสู่ทะเล ภายในโครงสร้างมักเสริมเหล็กและคอนกรีตให้ได้ความแข็งแรงเพียงพอต่อแรงกระแทก ข้อดี ประหยัดพื้นที่โดยเฉพาะกำแพงแบบแนวดิ่งซึ่งใช้พื้นที่ด้านหน้าโครงสร้างน้อยกว่าแบบหินเรียงและแบบกระสอบทราย ซึ่งต้องการความลาดเอียงเพื่อเสถียรภาพของโครงสร้าง หรือแม้แต่กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กแบบลาดเอียง ก็สามารถออกแบบให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่ที่จำกัดได้ง่ายกว่าแบบอื่นๆที่ต้องใช้ความลาดที่เหมาะสมเพื่อเสถียรภาพของโครงสร้าง นอกจากนี้พื้นด้านบนยังออกแบบให้รองรับกิจกรรมอื่นได้ง่ายกว่า สามารถพัฒนาเป็นทางเดิน ทางจักรยาน หรือพื้นที่สาธารณะริมทะเลได้ และเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว หากโครงสร้างแข็งแรงได้มาตรฐาน การซ่อมบำรุงอาจทำได้สะดวก (แต่หากมีการสึกกร่อนของเหล็กในระยะยาว จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง) ข้อจำกัด ส่งผลให้คลื่นสะท้อนกลับทะเลในอัตราที่สูงกว่าแบบอื่น โดยเฉพาะหากใช้โครงสร้างที่ตันและทึบน้ำ คลื่นจะถูกดูดซับพลังงานได้น้อยกว่า ทำให้เกิดการกัดเซาะบริเวณฐานของกำแพงเอง หรือท้ายโครงสร้างในระยะยาวได้มากกว่า และหากพื้นดินมีการทรุดตัว ไม่สม่ำเสมอ หรือโดนกัดเซาะใต้ฐาน (Scour) อาจทำให้โครงสร้างมีโอกาสพังได้รวดเร็ว เพราะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าแบบอื่น ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่นได้จาก “กำแพงกันคลื่น…ไปต่อหรือพอแค่นี้” รวมถึงโพสอื่นๆจาก Beach Lover โดยใช้ไอคอน Search […]

Beachlover

January 22, 2025

ทำความรู้จัก กำแพงกันคลื่นแบบหินเรียง (Rubble mound)

กำแพงกันคลื่นเป็นโครงสร้างที่วางประชิดและขนานกับชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่นทำให้พื้นที่ด้านหลังกำแพงกันคลื่นไม่ถูกกัดเซาะ การใช้มาตรการกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ควรเป็นทางเลือกท้ายๆ และควรใช้ยามจำเป็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องเลือกกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่ง ก็ยังมีหลายรูปแบบของกำแพงให้พิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่ งบประมาณ และอื่นๆ Beach Lover ขอพาทำความรู้จักกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียง ซึ่งสามารถพบเห็นได้ค่อนข้างบ่อยกว่า และใช้งบประมาณน้อยกว่ากำแพงแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก ตัวโครงสร้างหลักมักทำจากหินธรรมชาติหลายขนาด วางซ้อนกันเป็นชั้นเพื่อลดพลังงานของคลื่น หินเกราะด้านนอกต้องเป็นหินขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาเป็นหินชั้นในที่มีขนาดย่อมลงมา โครงสร้างมักมีชั้นกรอง (Filter Layer หรือ Geotextile) เพื่อป้องกันการพังทลายของดินหรือทรายใต้โครงสร้าง โดยมีวิธีการคำนวณขนาดและปริมาณหินตามคู่มือทางวิศวกรรมชายฝั่งทะเลอย่างชัดเจน ข้อดี ลดการสะท้อนคลื่นได้พอสมควร เนื่องจากมีพื้นผิวที่ไม่เรียบและลาดเอียง ทำให้พลังงานคลื่นถูกดูดซับและแตกตัวได้มากกว่ากำแพงแบบคอนกรีตแนวดิ่ง และมีสามารถปรับตัวได้ยืดหยุ่น หมายความว่า ถ้าเกิดการเคลื่อนตัวของฐานราก หรือมีการกัดเซาะใต้ฐาน กองหินยังสามารถปรับตัวตามสภาพดินได้ในระดับหนึ่ง ไม่พังทีเดียวทั้งหมดเหมือนโครงสร้างแข็ง นอกจากนี้ต้นทุนวัสดุอาจถูกกว่า (ในกรณีที่ใกล้แหล่งหิน) และสามารถประยุกต์ใช้หินในพื้นที่ เพื่อลดค่าขนส่งได้ ข้อจำกัด ใช้พื้นที่มากเนื่องจากโครงสร้างแนวลาดเอียง มักต้องกินพื้นที่หน้าหาดไปพอสมควร และไม่สามารถใช้งานเดินผ่านได้สะดวก (หากต้องการพื้นที่ใช้สอยด้านบน หรือทำกิจกรรมพักผ่อน) หากออกแบบไม่ดี หรือใช้หินไม่เหมาะสม อาจดูไม่เป็นระเบียบ และไม่ได้สวยงามตามการท่องเที่ยวชายฝั่ง ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่นได้จาก “กำแพงกันคลื่น…ไปต่อหรือพอแค่นี้” รวมถึงโพสอื่นๆจาก Beach Lover โดยใช้ไอคอน Search มุมขวาบน […]

Beachlover

January 20, 2025

การใช้หินเพื่องานป้องกันชายฝั่ง

ในการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง “หิน” จัดเป็นวัสดุที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากหาง่าย มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อม และมักมีราคาถูกกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือตัวบล็อกคอนกรีตสำเร็จรูปอื่นๆ ที่มีรูปทรงเฉพาะ (Armour unit) อย่างไรก็ตาม การเลือกหินมาใช้งานจริงควรคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน โดยคุณสมบัติที่สำคัญของหินสำหรับงานป้องกันชายฝั่ง มีดังนี้ 1. ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity): ควรมีค่าความถ่วงจำเพาะสูง (มากกว่า 2.6 ขึ้นไป) เพื่อช่วยเพิ่มน้ำหนักของชั้นเกราะหิน (Armor layer) ทำให้ต้านทานการเคลื่อนตัวจากแรงปะทะของคลื่นได้ดี 2.ความแข็งแรง และค่าการขัดสี (Durability & Abrasion Resistance): หินต้องแข็งแรง ไม่เปราะแตกง่ายเมื่อได้รับแรงปะทะของคลื่นหรือแรงกดทับจากน้ำหนักของหินก้อนอื่น ๆ ควรผ่านการทดสอบ เพื่อประเมินค่าการสึกกร่อน 3.รูปร่างของหิน (Rock Shape): นิยมใช้หินที่มีผิวค่อนข้าง “เหลี่ยม” หรือ “angular” มากกว่าหินกลม (Rounded) เพราะจะยึดเกาะกันได้ดีและลดการกลิ้งไหลของหินบนลาดผิวได้ดีกว่า หินเหลี่ยมมักจะมี Interlocking ที่ดี ลดโอกาสที่คลื่นจะดึงหรือกัดเซาะออกไปได้ง่าย 4.การดูดซึมน้ำต่ำ (Low Water Absorption): […]

Beachlover

January 17, 2025
1 … 5 6 7 … 10