ข่าว
see more…
สถานการณ์ชายฝั่งทะเล
กำแพงกันคลื่นปกป้องใคร ณ หาดปราณบุรี… เมื่อ “ทางออก” กลายเป็น “ปัญหา” ของคนถัดไป
เวลาพูดถึง “กำแพงกันคลื่น” หลายคนมักนึกภาพโครงสร้างแข็งแกร่งที่ยืนหยัดต้านพลังของคลื่นริมทะเลได้ แต่สิ่งที่ภาพต่อไปนี้จะบอกเล่า กลับเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดทรายที่อยู่ ข้างๆ กำแพง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่หาดปราณบุรี ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า ทรายบนชายหาดนั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามแนวชายฝั่ง (Longshore Sediment Transport) โดยคลื่นและกระแสน้ำจะพัดพาตะกอนทรายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพสายพานลำเลียงทรายที่วิ่งไปตลอดแนวชายฝั่ง ทรายจากหาดหนึ่งถูกพัดพาไปเติมให้กับหาดถัดๆ ไปเป็นวัฏจักร ชายหาดจึงมีสมดุลอยู่ได้ก็เพราะกระบวนการนี้ เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ขึ้นมาในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กำแพงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินที่อยู่เบื้องหลังได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ขัดขวางการไหลเวียนของตะกอนตามแนวชายฝั่ง เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกลางสายพานลำเลียง ทรายที่ควรจะไหลผ่านไปเติมให้หาดด้านล่าง ก็ถูกตัดหายไป ปรากฏการณ์นี้เรียกในทางวิชาการว่า Downdrift erosion หรือ Flanking erosion คือการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นบริเวณปลายสุดและข้างๆ ของกำแพง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่โครงสร้างแข็งดึงดูดพลังงานคลื่นให้มาซัดกระจุกในจุดนั้น พร้อมกันนั้นก็ตัดการลำเลียงทรายที่หาดข้างเคียงเคยได้รับ Beach Lover ชวนเดินเท้าสำรวจภาพตอนกลางของหาดปราณบุรี ภาพที่พบได้บอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนมาก บริเวณที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่นั้นยังพอมีแผ่นดินเหลือ แต่หาดที่อยู่ถัดออกไปทางด้านข้าง ซึ่งไม่มีกำแพงป้องกัน กลับถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหน้าผาทรายสูงชัน ดินพังทลาย และสิ่งก่อสร้างถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ท่อระบายน้ำที่เคยฝังอยู่ใต้ดิน บัดนี้โผล่ขึ้นมานอนบนหาดหลังจากดินถูกคลื่นกัดเซาะออกไปจนหมด สะท้อนให้เห็นว่าการกัดเซาะนั้นลึกและรุนแรงเพียงใด ไม่ใช่แค่ผิวดินชั้นบน แต่กัดลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ วงจรของการกัดเซาะที่จะไม่มีวันสิ้นสุดได้ด้วยตัวเอง เมื่อหาดข้างกำแพงถูกกัดเซาะมากขึ้น […]
รั้วไม้ป้องกันชายฝั่งปากคลองกลาย: เมื่อโครงสร้างไม่อ่อนพอต่อคลื่น
ชายหาดปากคลองกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นชายหาดด้านทิศเหนือของปากร่องน้ำที่มีโครงสร้าง Jetty และ Breakwater ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือ หรือ ด้านท้ายน้ำของโครงสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ดำเนินโครงการปักไม้สนเพื่อป้องกันคลื่นและชะลอการกัดเซาะเป็นแนวยาวตลอดแนวชายหาด เมื่อ Beach Lover เดินทางมาสำรวจในต้นปี 2569 ภาพที่เห็นกลับทำให้ต้องตั้งคำถามสำคัญ “รั้วไม้หายไปหมดแล้ว และชายหาดยังคงถูกกัดเซาะอยู่ต่อไป” การปักไม้ เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันชายฝั่งแบบ “โครงสร้างอ่อน” ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานว่า หากเราชะลอความเร็วของคลื่นและกระแสน้ำที่วิ่งเข้าหาฝั่ง ตะกอนจะค่อย ตกสะสมระหว่างแนวไม้ และในที่สุดจะช่วยเสริมสร้างชายหาดได้เองตามธรรมชาติ หลักการนี้ใช้ได้ผลดีในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะชายฝั่งที่มีลักษณะความลาดชันของหน้าหาดไม่สูงมาก คลื่นมีพลังงานต่ำถึงปานกลาง มีตะกอนในระบบเพียงพอที่จะถูกพัดพามาสะสม และกระแสน้ำชายฝั่งไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชายหาดจะตอบสนองต่อมาตรการนี้ในแบบเดียวกัน สีเข้มของตะกอนบ่งชี้ถึงองค์ประกอบของอนุภาคที่ละเอียดและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งมักเกิดจากการผสมของทรายกับแร่หนัก หรือตะกอนโคลนละเอียดที่ถูกพัดมาจากปากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใกล้เคียง ลักษณะตะกอนแบบนี้มีนัยสำคัญในแง่ของพลวัตชายฝั่ง กล่าวคือตะกอนละเอียดมีแนวโน้มถูกพัดพาออกได้ง่ายกว่าตะกอนหยาบ เมื่อคลื่นและกระแสน้ำมีพลังงานเพียงพอ แม้จะมีแนวไม้ปักขวางอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ชายหาดที่อยู่ใกล้ปากคลองหรือบริเวณอิทธิพลของน้ำจืด มักมีรูปแบบการไหลเวียนของตะกอนที่ซับซ้อน ทำให้การประเมินว่าตะกอนจะ “สะสม” หรือ “สูญเสีย” ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก เช่น การตรวจวัดกระแสน้ำ การเก็บตัวอย่างตะกอน และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง ก่อนที่จะนำโครงสร้างใดๆ ไปติดตั้ง […]
ใต้รอยล้อ: เมื่อกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนกายภาพของหาด
หาดทรายที่เราเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นผิวนิ่งๆ แต่เป็น ระบบตะกอนพลวัต ที่เม็ดทรายมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามแรงของคลื่น ลม และกระแสน้ำชายฝั่ง โดยปกติ เม็ดทรายบนชายหาดจะมีช่องว่างระหว่างเม็ด ช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดี และให้อากาศแทรกอยู่ได้ สภาพนี้สำคัญมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในชั้นทราย และการฟักไข่ของเต่าทะเล เมื่อล้อรถวิ่งทับ แรงกดจะทำให้เม็ดทรายอัดแน่นขึ้น เรียกว่า การบดอัดของตะกอน ส่งผลให้ ความแข็งของพื้นทรายเพิ่มขึ้น ทรายอัดแน่นจนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในชั้นทรายลึกลงไปไม่ได้ การระบายน้ำแย่ลง ส่งผลให้น้ำที่ไหลบ่าในช่วงน้ำขึ้นหรือฝนตกจะไหลออกได้ช้าลง โครงสร้างผิวหน้าเปลี่ยนไป เกิดร่องทรายตามรอยล้อ ทำให้พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางไหลของน้ำและการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่รอยล้อที่มองเห็น เพราะน้ำทะเลและลมจะลบรอยเหล่านั้นไปได้ในเวลาไม่นาน แต่คือผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นเมื่อการบดอัดเกิดซ้ำในบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สูญเสียแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทราย ลดความสามารถของหาดในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังพายุหรือคลื่นแรง และเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่วางไข่เต่าทะเล ซึ่งต้องการทรายที่ร่วนและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอสำหรับการฟักไข่ Beach Lover พาสำรวจชายหาดเขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาที่พบได้ทั่วไปในหาดท่องเที่ยวของไทย คือการใช้พื้นที่ชายหาดในฐานะสนามกิจกรรม โดยยังขาดกลไกจัดการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนกิจกรรม การจำกัดพื้นที่วิ่งรถ หรือการติดตามสถานะกายภาพชายหาดอย่างสม่ำเสมอ รอยล้อบนทรายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ง่าย แต่ผลกระทบที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้ผิวทราย และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการท่องเที่ยวชายหาดอย่างยั่งยืน
หาดชะอำเหนือ-ใต้ ยามน้ำขึ้น-น้ำลง
Beach Lover ชวนไปศึกษาชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ในจังหวะน้ำลงและจังหวะน้ำขึ้น Beach Lover ยืนที่จุดเดิมใช้ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เสาไฟและทางลงชายหาดเป็นตำแหน่งอ้างอิง แล้วถ่ายภาพซ้ำเพื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงยามน้ำขึ้น-ลง พบว่า หาดที่มีกำแพงกันคลื่นแบบนี้ “มีหาด” เฉพาะบางเวลา และ “ไม่มีหาด” ในบางเวลา ตอนน้ำลง ผืนทรายยังโผล่ให้เห็นพอสมควร หลายคนมองแล้วอาจรู้สึกว่าก็ยังมีหาดอยู่ เดินเล่นได้ ถ่ายรูปได้ ลงไปแช่น้ำได้บ้าง แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนทำงานชายฝั่ง จะพบว่าชายหาดถูกบีบให้แคบ ด้วยโครงสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวพื้นที่ว่างที่ควรเป็นชายหาดธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยผิวคอนกรีตแบบขั้นบันได และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดในช่วงน้ำลงคือสีเขียวๆ ที่เกาะตามขั้นบันไดคอนกรีต แผ่นเขียวนี้ไม่ใช่เรื่องสวยงามแบบธรรมชาติ แต่มันคือสัญญาณของพื้นที่ที่โดนน้ำทะเลสาดซ้ำๆ ชื้น เค็ม มีแสงแดด และเหมาะกับการเกิดคราบชีวภาพ/สาหร่าย ปัญหาคือมันลื่นมาก ลื่นชนิดที่คนทั่วไปมักประเมินต่ำกว่าความจริง ยิ่งถ้ามีคลื่นบางๆ เคลือบผิวไว้ หรือมีน้ำขังตามร่องขั้นบันได ความลื่นจะเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อพื้นลื่นอยู่บนขอบเหลี่ยมคอนกรีต การล้มไม่ได้จบแค่เปียก แต่จบได้ด้วยการกระแทก ฟกช้ำ แตกหัก หรือแผลฉีกได้ง่ายกว่าการล้มบนทราย ช่วงน้ำลงแม้ว่ายังพอมีชายหาดอยู่บ้าง แต่เป็นหาดที่คนลงไปใช้งานแบบต้องระวังภัยตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะกับพื้นลื่น สิ่งที่เห็นชัดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ เมื่อชะอำใต้น้ำขึ้นแล้วหาดหาย บรรยากาศการท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่นมาก แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังซบเซา […]
รั้วไม้ดักทรายหน้าสตน ยังสบายดี?
Beach Lover ลงสำรวจภาคสนามที่ชายหาดหน้าสตน จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงที่ทะเลมีกำลังแรงในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพอดี ภาพที่เห็นตรงหน้าให้บทเรียนที่ชัดมากเรื่องหนึ่งคือ มาตรการปักไม้/ทำรั้วไม้ดักทราย ที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยลดการกัดเซาะได้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงคลื่นลมรุนแรงจริงๆ มันไม่ทำงานอย่างที่หวัง จากสภาพพื้นที่ที่พบ รั้วไม้ถูกปักเรียงเป็นแนวขนานชายฝั่งต่อเนื่องยาวพอสมควร มีการเสริมฐานด้วยวัสดุชั่วคราวหลายชนิด เช่น กระสอบ/ถุงบิ๊กแบ็ก วัสดุผ้า (ลักษณะคล้ายจีโอเท็กซ์ไทล์) และซากวัสดุแตกหัก กระจายอยู่บริเวณโคนแนวไม้และพื้นที่ด้านใน แนวไม้หลายช่วง เอียง บิด แตกหัก หรือถูกถอน/พังจนเหลือเป็นซี่ ให้เห็นว่าคลื่นไม่ได้มาแค่ซัดผ่าน แต่มาแบบมีพลังพอจะทำลายได้ ขณะเดียวกัน บริเวณด้านในที่ควรจะเป็นพื้นที่ได้ประโยชน์จากการดักทรายจากรั้วไม้ ก็ยังเห็นร่องรอยการถูกกระทำจากคลื่น ทั้งการชะล้าง และพังทลายอย่างต่อเนื่อง ประเด็นคือ ต้องเข้าใจก่อนว่า รั้วไม้ดักทราย (sand fence ตามนิยามของกรมทรัพยากรทางทะเลแและชายฝั่ง) โดยหลักการไม่ใช่กำแพงกันคลื่น มันถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้าง โปร่ง (porous) เพื่อลดความเร็วของกระแสน้ำ และช่วยให้ทรายตกทับถมทีละน้อย เหมาะกับสภาพพลังงานคลื่นต่ำถึงปานกลาง หรือใช้เป็นมาตรการเสริมในพื้นที่ที่เป้าหมายคือ ฟื้นรูปทรงชายหาด/สันทราย/เนินทราย แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมของอ่าวไทยตอนล่าง คลื่นสูงขึ้น คาบคลื่นยาวขึ้น น้ำหนุนสูงขึ้น และเกิดการกัดเซาะเชิงฤดูกาลอย่างเด่นชัด สภาพแวดล้อมในช่วงนี้เปลี่ยนจาก “ระบบสะสมตะกอน” เป็น “ระบบพังทลายตะกอน” ทันที Beach Lover ได้เคยตั้งคำถามและชวนคิดผ่านการนำเสนอภาพและเรื่องราวของรั้วไม้ดักทรายมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่อยากชวนสังคมคิดต่อว่า รั้วไม้ดักทรายนั้น ‘ได้ผล’ […]
หาดหาย… ท้ายกำแพง!!!
หาดทรายแก้ว ชิงโค จังหวัดสงขลา เป็นหาดที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำกิจกรรมชายหาด และที่สำคัญคือเป็นแนวกันชนธรรมชาติที่คอยรับแรงคลื่นแทนถนนด้านหลังมานาน เมื่อไรที่หาดยังกว้างพอ ถนนริมทะเลก็ยังพอมีระยะปลอดภัย แต่เมื่อไรที่หาดเริ่มหาย ความเสี่ยงจะตรงเข้าหาโครงสร้างพื้นฐานทันที และนี่คือบริบทที่ทำให้ Beach Lover หยิบยกเรื่องกำแพงกันคลื่นที่นี่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ติดตามได้จากโพสเก่าๆ) เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ชิงโค ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบตรงไปตรงมาสำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างกลับเป็นภาพความเสียหายในพื้นที่ทางทิศเหนือที่ชัดเจนมาก ด้านทิศเหนือของกำแพงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง และวันนี้ถนนริมทะเลที่เคยห่างจากชายฝั่งโดยมีป่าสนและชายหาดเป็นพื้นที่กันชนนั้นขาดไปแล้ว ภาพถนนที่ถูกคลื่นกัดเซาะจนหาย เหลือเพียงขอบแอสฟัลต์แตกหักและเศษวัสดุพังทลายไหลลงทะเล ไม่ได้เป็นแค่ภาพความเสียหายเฉพาะหน้า เราตรึงแนวชายฝั่งไว้ด้วยกำแพง ณ จุดหนึ่ง ความเสียหายมักถูกผลักให้ไปปะทุอีกที่หนึ่งเสมอ โดยเฉพาะบริเวณท้ายโครงสร้าง ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดว่า คำว่าป้องกันชายฝั่งในทางปฏิบัติมักถูกใช้กันอยู่สองความหมาย ความหมายแรกคือป้องกันทรัพย์สินด้านหลัง เช่น ถนน บ้าน รีสอร์ต ไม่ให้ถูกคลื่นซัดจนพังเสียหาย ความหมายที่สองคือป้องกันให้ชายหาดยังอยู่ต่อไปในฐานะพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน โดยกำแพงกันคลื่นจำนวนมากทำงานได้ดีในความหมายแรก แต่กลับทำให้ความหมายที่สองแย่ลง เพราะกำแพงไม่ได้สร้างหาดทราย และไม่ได้ทำให้ระบบตะกอนกลับมาสมดุล มันเพียงแค่ขวางคลื่น ณ ตำแหน่งที่เราสร้าง ส่วนพลังงานและการขนส่งตะกอนตามธรรมชาติยังคงทำงานต่อ และมักไปแสดงผลที่ท้ายโครงสร้างหรือพื้นที่ข้างเคียงแทน กลไกที่ทำให้ชายหาดด้านท้ายน้ำของกำแพงกันคลื่นถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนั้น Beach Lover ได้เขียนไว้แล้วในหลายๆโพส ตามอ่านได้จากโพสเก่าๆ เมื่อมองในภาพใหญ่ สงขลาคือหนึ่งในจังหวัดที่มีการถกเถียงเรื่องกำแพงกันคลื่นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ต้องการความปลอดภัยของถนนและทรัพย์สิน […]
งานก่อสร้างกำแพง หาดบางเกตุ เพชรบุรี
หาดบางเกตุตั้งอยู่หมู่ 7 บ้านบางเกตุ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีความสวยงามมีสวนสาธารณะไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในแง่การพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่หาดบางเกตุมีทั้งโรงแรมหรือจะกางเต็นท์ก็ได้ เป็นชายหาดที่มีความร่มรื่น เงียบสงบ และสะอาด ตลอดแนวชายหาดจะมีต้นไม้ขึ้นเรียงราย จึงเหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาเล่นน้ำและพักผ่อน และบริเวณใกล้ชายหาดมีน้อยหน่าที่มีรสชาติดีที่สุดในจังหวัดเพชรบุรีสามารถหาซื้อได้บริเวณริมถนนบ้านบางเกตุเท่านั้น ในช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ของทุกปี (http://www.bangkao.go.th) หาดบางเกตุมีบรรยากาศแบบชายฝั่งชุมชนมากกว่าหาดท่องเที่ยว มีบ้านเรือน ร้านเล็กๆ ทางลงหาดที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย และชายหาดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักผ่อน ที่ทำกิจกรรม และที่รับแรงกระแทกจากมรสุมแทนชุมชนมาโดยตลอด “หาด” จึงไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์ แต่เป็นพื้นที่กันชน แม้ไม่ได้คึกคักแบบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้ๆอย่างหาดชะอำก็ตาม Beach Lover เคยพาสำรวจหาดแห่งนี้ไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/ต้นสนล้ม-ณ-หาดบางเกตุ/ ครั้งนี้ Beach Lover พาเดินสำรวจหาดบางเกตุอีกครั้งช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พบงานก่อสร้างกำแพงตามภาพ กำแพงหินก่อที่กำลังก่อสร้างยาวตามแนวชายฝั่ง จากการสอบถามพบว่าสร้างเพื่อ “กันเขตที่ดินเอกชน” ซึ่งหากสังเกตจากภาพที่ Beach Lover ถ่ายและเขียนไว้เพื่อ 6 ปีก่อน ก็คือมาทดแทนรั้วเสาคอนกรีตและลวดหนามที่น่าจะพังทลายไปก่อนหน้านั่นเอง ถ้ามองผ่านสายตาคนทั่วไป กำแพงลักษณะนี้ดูมั่นคง แข็งแรง แต่ถ้ามองด้วยสายตาของวิศวกรชายฝั่ง […]
พาชมงานปักไม้ หาดม่วงงาม
Beach Lover ได้เคยเล่าถึงชายหาดม่วงงามไปแล้วในหลายๆโพส ติดตามได้จาก Search icon มุมขวาบน ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือต้นปี 2569 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงมาสำรวจหาดม่วงงามอีกครั้ง บริเวณตำแหน่งที่มีการปักไม้สนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ตามที่ได้เขียนไว้ในโพส https://beachlover.net/sand-fence-muangngam-july2025/ พบว่า ด้านทิศเหนือของแนวไม้ตำแหน่งที่เป็นรอยต่อกับแนวเกเบี้ยนเดิมนั้นเสียหายบางส่วนตามภาพ ส่วนบริเวณอื่นๆยังอยู่ในสภาพปกติ โดยเมื่อเดินสำรวจตลอดทั้งแนว ไม่พบความแตกต่างของพื้นที่ชายหาดด้านหลังของแนวรั้วไม้ และพื้นที่ชายหาดบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีแนวรั้วไม้
5 คำถาม “เช็กกึ๋น” ผู้สมัคร สส. เรื่องชายหาด
ชายหาดไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ “ระบบนิเวศ” และ “โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ” ที่ลดพลังงานคลื่น รองรับภัยพิบัติ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชายหาดขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” เช่น 1.จะสร้างกำแพงกันคลื่น/เขื่อนกันคลื่น/รอดักทราย หรือเลือกทางเลือกอื่นดี 2.จะจัดการพื้นที่ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะหรือปล่อยให้ถูกใช้ประโยชน์จนเต็มขีดความสามารถ 3.จะกำหนดเขตถอยร่น/แนวกันชน เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาวหรือไม่ 4.จะมีระบบติดตามประเมินผลโครงการชายฝั่งแบบโปร่งใสหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ประเด็นเหล่านี้เป็น “การเมือง” เพราะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ การออกกฎระเบียบ การอนุมัติโครงการ และการกำกับดูแล ซึ่งอยู่ในมือรัฐและนักการเมืองโดยตรง การจัดการชายหาดจึงอาจแยกออกจากการเมืองได้ Beach Lover เคยเขียนบทความ “การเมืองเรื่องเม็ดทราย” มาแล้วเมื่อปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/sand-politics-october2025/ ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สส. (กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569) คือหน้าต่างนโยบายที่หาได้ยาก เพราะผู้สมัครและพรรคการเมืองพร้อมรับฟังข้อเสนอมากกว่าช่วงปกติ ขณะเดียวกันชายหาด พื้นที่สาธารณะของคนทั้งประเทศ มักถูกตัดสินชะตาโดย “นโยบายรัฐและการเมือง” มากพอๆ กับแรงคลื่นลมในทะเล Beach Lover ชวนตั้งคำถามกับผู้ที่รับอาสาดูแลประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3.X ล้าน ล้านบาท […]
พาชมรากโกงกางเทียมกันอีกรอบ ณ หาดสามร้อยยอด
Beach Lover เคยพาชม “แนวกันคลื่นแบบโปร่ง” หรือที่มีการเรียกขานกันว่า รากโกงกางเทียม (C-Aoss) มาแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามอ่านได้จากไอคอน Search มุมขวาบน นอกจากนั้ยังสามารถติดตาม Clip พาเดินชมได้จาก Youtube (1) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) หาดนางทอง เขาหลัก พังงาและ (2) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) ณ หาดนางทอง จ พังงา และ (3) รากโกงกางเทียม เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดนางทอง (4) รากไม้โกงกางเทียม (ตำแหน่งหน้าครัวลุงระ) ณ หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง C-Aoss ประกอบด้วย เสาหลักซึ่งทำจากไม้ผสมพลาสติก HDPE และ รากเทียมที่ออกแบบให้คล้ายรากโกงกาง โดยมีส่วนผสมยางพาราธรรมชาติ ตามเอกสารที่ค้นคว้าได้พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คลื่นเสียพลังงานบางส่วน และลดการพัดพาตะกอนบริเวณด้านหลังแนว เพื่อเอื้อต่อการสะสมตะกอน/ฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่ง โครงสร้างโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดสามร้อยยอดนี้ วางแนวต่อกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงของเดิมที่สร้างโดยสำนักโยธาธิการและผังเมือง จ.ประจวบฯ เมื่อปี 2560 โดยจากการเดินเท้าสำรวจครั้งนี้ พบว่าสภาพของโครงสร้างทั้ง 6 แถว ยังอยู่ในสภาพดี ยังไม่มีบางส่วนของโครงสร้างหลุดออกจากที่ตั้งเหมือนอย่างในพื้นที่อื่นๆที่ […]
see more…
สถานการณ์ชายฝั่งทะเล
กำแพงกันคลื่นปกป้องใคร ณ หาดปราณบุรี… เมื่อ “ทางออก” กลายเป็น “ปัญหา” ของคนถัดไป
เวลาพูดถึง “กำแพงกันคลื่น” หลายคนมักนึกภาพโครงสร้างแข็งแกร่งที่ยืนหยัดต้านพลังของคลื่นริมทะเลได้ แต่สิ่งที่ภาพต่อไปนี้จะบอกเล่า กลับเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดทรายที่อยู่ ข้างๆ กำแพง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่หาดปราณบุรี ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า ทรายบนชายหาดนั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามแนวชายฝั่ง (Longshore Sediment Transport) โดยคลื่นและกระแสน้ำจะพัดพาตะกอนทรายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพสายพานลำเลียงทรายที่วิ่งไปตลอดแนวชายฝั่ง ทรายจากหาดหนึ่งถูกพัดพาไปเติมให้กับหาดถัดๆ ไปเป็นวัฏจักร ชายหาดจึงมีสมดุลอยู่ได้ก็เพราะกระบวนการนี้ เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ขึ้นมาในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กำแพงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินที่อยู่เบื้องหลังได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ขัดขวางการไหลเวียนของตะกอนตามแนวชายฝั่ง เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกลางสายพานลำเลียง ทรายที่ควรจะไหลผ่านไปเติมให้หาดด้านล่าง ก็ถูกตัดหายไป ปรากฏการณ์นี้เรียกในทางวิชาการว่า Downdrift erosion หรือ Flanking erosion คือการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นบริเวณปลายสุดและข้างๆ ของกำแพง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่โครงสร้างแข็งดึงดูดพลังงานคลื่นให้มาซัดกระจุกในจุดนั้น พร้อมกันนั้นก็ตัดการลำเลียงทรายที่หาดข้างเคียงเคยได้รับ Beach Lover ชวนเดินเท้าสำรวจภาพตอนกลางของหาดปราณบุรี ภาพที่พบได้บอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนมาก บริเวณที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่นั้นยังพอมีแผ่นดินเหลือ แต่หาดที่อยู่ถัดออกไปทางด้านข้าง ซึ่งไม่มีกำแพงป้องกัน กลับถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหน้าผาทรายสูงชัน ดินพังทลาย และสิ่งก่อสร้างถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ท่อระบายน้ำที่เคยฝังอยู่ใต้ดิน บัดนี้โผล่ขึ้นมานอนบนหาดหลังจากดินถูกคลื่นกัดเซาะออกไปจนหมด สะท้อนให้เห็นว่าการกัดเซาะนั้นลึกและรุนแรงเพียงใด ไม่ใช่แค่ผิวดินชั้นบน แต่กัดลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ วงจรของการกัดเซาะที่จะไม่มีวันสิ้นสุดได้ด้วยตัวเอง เมื่อหาดข้างกำแพงถูกกัดเซาะมากขึ้น […]
รั้วไม้ป้องกันชายฝั่งปากคลองกลาย: เมื่อโครงสร้างไม่อ่อนพอต่อคลื่น
ชายหาดปากคลองกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นชายหาดด้านทิศเหนือของปากร่องน้ำที่มีโครงสร้าง Jetty และ Breakwater ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือ หรือ ด้านท้ายน้ำของโครงสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ดำเนินโครงการปักไม้สนเพื่อป้องกันคลื่นและชะลอการกัดเซาะเป็นแนวยาวตลอดแนวชายหาด เมื่อ Beach Lover เดินทางมาสำรวจในต้นปี 2569 ภาพที่เห็นกลับทำให้ต้องตั้งคำถามสำคัญ “รั้วไม้หายไปหมดแล้ว และชายหาดยังคงถูกกัดเซาะอยู่ต่อไป” การปักไม้ เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันชายฝั่งแบบ “โครงสร้างอ่อน” ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานว่า หากเราชะลอความเร็วของคลื่นและกระแสน้ำที่วิ่งเข้าหาฝั่ง ตะกอนจะค่อย ตกสะสมระหว่างแนวไม้ และในที่สุดจะช่วยเสริมสร้างชายหาดได้เองตามธรรมชาติ หลักการนี้ใช้ได้ผลดีในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะชายฝั่งที่มีลักษณะความลาดชันของหน้าหาดไม่สูงมาก คลื่นมีพลังงานต่ำถึงปานกลาง มีตะกอนในระบบเพียงพอที่จะถูกพัดพามาสะสม และกระแสน้ำชายฝั่งไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชายหาดจะตอบสนองต่อมาตรการนี้ในแบบเดียวกัน สีเข้มของตะกอนบ่งชี้ถึงองค์ประกอบของอนุภาคที่ละเอียดและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งมักเกิดจากการผสมของทรายกับแร่หนัก หรือตะกอนโคลนละเอียดที่ถูกพัดมาจากปากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใกล้เคียง ลักษณะตะกอนแบบนี้มีนัยสำคัญในแง่ของพลวัตชายฝั่ง กล่าวคือตะกอนละเอียดมีแนวโน้มถูกพัดพาออกได้ง่ายกว่าตะกอนหยาบ เมื่อคลื่นและกระแสน้ำมีพลังงานเพียงพอ แม้จะมีแนวไม้ปักขวางอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ชายหาดที่อยู่ใกล้ปากคลองหรือบริเวณอิทธิพลของน้ำจืด มักมีรูปแบบการไหลเวียนของตะกอนที่ซับซ้อน ทำให้การประเมินว่าตะกอนจะ “สะสม” หรือ “สูญเสีย” ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก เช่น การตรวจวัดกระแสน้ำ การเก็บตัวอย่างตะกอน และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง ก่อนที่จะนำโครงสร้างใดๆ ไปติดตั้ง […]
ใต้รอยล้อ: เมื่อกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนกายภาพของหาด
หาดทรายที่เราเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นผิวนิ่งๆ แต่เป็น ระบบตะกอนพลวัต ที่เม็ดทรายมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามแรงของคลื่น ลม และกระแสน้ำชายฝั่ง โดยปกติ เม็ดทรายบนชายหาดจะมีช่องว่างระหว่างเม็ด ช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดี และให้อากาศแทรกอยู่ได้ สภาพนี้สำคัญมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในชั้นทราย และการฟักไข่ของเต่าทะเล เมื่อล้อรถวิ่งทับ แรงกดจะทำให้เม็ดทรายอัดแน่นขึ้น เรียกว่า การบดอัดของตะกอน ส่งผลให้ ความแข็งของพื้นทรายเพิ่มขึ้น ทรายอัดแน่นจนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในชั้นทรายลึกลงไปไม่ได้ การระบายน้ำแย่ลง ส่งผลให้น้ำที่ไหลบ่าในช่วงน้ำขึ้นหรือฝนตกจะไหลออกได้ช้าลง โครงสร้างผิวหน้าเปลี่ยนไป เกิดร่องทรายตามรอยล้อ ทำให้พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางไหลของน้ำและการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่รอยล้อที่มองเห็น เพราะน้ำทะเลและลมจะลบรอยเหล่านั้นไปได้ในเวลาไม่นาน แต่คือผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นเมื่อการบดอัดเกิดซ้ำในบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สูญเสียแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทราย ลดความสามารถของหาดในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังพายุหรือคลื่นแรง และเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่วางไข่เต่าทะเล ซึ่งต้องการทรายที่ร่วนและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอสำหรับการฟักไข่ Beach Lover พาสำรวจชายหาดเขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาที่พบได้ทั่วไปในหาดท่องเที่ยวของไทย คือการใช้พื้นที่ชายหาดในฐานะสนามกิจกรรม โดยยังขาดกลไกจัดการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนกิจกรรม การจำกัดพื้นที่วิ่งรถ หรือการติดตามสถานะกายภาพชายหาดอย่างสม่ำเสมอ รอยล้อบนทรายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ง่าย แต่ผลกระทบที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้ผิวทราย และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการท่องเที่ยวชายหาดอย่างยั่งยืน
หาดชะอำเหนือ-ใต้ ยามน้ำขึ้น-น้ำลง
Beach Lover ชวนไปศึกษาชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ในจังหวะน้ำลงและจังหวะน้ำขึ้น Beach Lover ยืนที่จุดเดิมใช้ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เสาไฟและทางลงชายหาดเป็นตำแหน่งอ้างอิง แล้วถ่ายภาพซ้ำเพื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงยามน้ำขึ้น-ลง พบว่า หาดที่มีกำแพงกันคลื่นแบบนี้ “มีหาด” เฉพาะบางเวลา และ “ไม่มีหาด” ในบางเวลา ตอนน้ำลง ผืนทรายยังโผล่ให้เห็นพอสมควร หลายคนมองแล้วอาจรู้สึกว่าก็ยังมีหาดอยู่ เดินเล่นได้ ถ่ายรูปได้ ลงไปแช่น้ำได้บ้าง แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนทำงานชายฝั่ง จะพบว่าชายหาดถูกบีบให้แคบ ด้วยโครงสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวพื้นที่ว่างที่ควรเป็นชายหาดธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยผิวคอนกรีตแบบขั้นบันได และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดในช่วงน้ำลงคือสีเขียวๆ ที่เกาะตามขั้นบันไดคอนกรีต แผ่นเขียวนี้ไม่ใช่เรื่องสวยงามแบบธรรมชาติ แต่มันคือสัญญาณของพื้นที่ที่โดนน้ำทะเลสาดซ้ำๆ ชื้น เค็ม มีแสงแดด และเหมาะกับการเกิดคราบชีวภาพ/สาหร่าย ปัญหาคือมันลื่นมาก ลื่นชนิดที่คนทั่วไปมักประเมินต่ำกว่าความจริง ยิ่งถ้ามีคลื่นบางๆ เคลือบผิวไว้ หรือมีน้ำขังตามร่องขั้นบันได ความลื่นจะเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อพื้นลื่นอยู่บนขอบเหลี่ยมคอนกรีต การล้มไม่ได้จบแค่เปียก แต่จบได้ด้วยการกระแทก ฟกช้ำ แตกหัก หรือแผลฉีกได้ง่ายกว่าการล้มบนทราย ช่วงน้ำลงแม้ว่ายังพอมีชายหาดอยู่บ้าง แต่เป็นหาดที่คนลงไปใช้งานแบบต้องระวังภัยตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะกับพื้นลื่น สิ่งที่เห็นชัดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ เมื่อชะอำใต้น้ำขึ้นแล้วหาดหาย บรรยากาศการท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่นมาก แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังซบเซา […]
รั้วไม้ดักทรายหน้าสตน ยังสบายดี?
Beach Lover ลงสำรวจภาคสนามที่ชายหาดหน้าสตน จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงที่ทะเลมีกำลังแรงในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพอดี ภาพที่เห็นตรงหน้าให้บทเรียนที่ชัดมากเรื่องหนึ่งคือ มาตรการปักไม้/ทำรั้วไม้ดักทราย ที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยลดการกัดเซาะได้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงคลื่นลมรุนแรงจริงๆ มันไม่ทำงานอย่างที่หวัง จากสภาพพื้นที่ที่พบ รั้วไม้ถูกปักเรียงเป็นแนวขนานชายฝั่งต่อเนื่องยาวพอสมควร มีการเสริมฐานด้วยวัสดุชั่วคราวหลายชนิด เช่น กระสอบ/ถุงบิ๊กแบ็ก วัสดุผ้า (ลักษณะคล้ายจีโอเท็กซ์ไทล์) และซากวัสดุแตกหัก กระจายอยู่บริเวณโคนแนวไม้และพื้นที่ด้านใน แนวไม้หลายช่วง เอียง บิด แตกหัก หรือถูกถอน/พังจนเหลือเป็นซี่ ให้เห็นว่าคลื่นไม่ได้มาแค่ซัดผ่าน แต่มาแบบมีพลังพอจะทำลายได้ ขณะเดียวกัน บริเวณด้านในที่ควรจะเป็นพื้นที่ได้ประโยชน์จากการดักทรายจากรั้วไม้ ก็ยังเห็นร่องรอยการถูกกระทำจากคลื่น ทั้งการชะล้าง และพังทลายอย่างต่อเนื่อง ประเด็นคือ ต้องเข้าใจก่อนว่า รั้วไม้ดักทราย (sand fence ตามนิยามของกรมทรัพยากรทางทะเลแและชายฝั่ง) โดยหลักการไม่ใช่กำแพงกันคลื่น มันถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้าง โปร่ง (porous) เพื่อลดความเร็วของกระแสน้ำ และช่วยให้ทรายตกทับถมทีละน้อย เหมาะกับสภาพพลังงานคลื่นต่ำถึงปานกลาง หรือใช้เป็นมาตรการเสริมในพื้นที่ที่เป้าหมายคือ ฟื้นรูปทรงชายหาด/สันทราย/เนินทราย แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมของอ่าวไทยตอนล่าง คลื่นสูงขึ้น คาบคลื่นยาวขึ้น น้ำหนุนสูงขึ้น และเกิดการกัดเซาะเชิงฤดูกาลอย่างเด่นชัด สภาพแวดล้อมในช่วงนี้เปลี่ยนจาก “ระบบสะสมตะกอน” เป็น “ระบบพังทลายตะกอน” ทันที Beach Lover ได้เคยตั้งคำถามและชวนคิดผ่านการนำเสนอภาพและเรื่องราวของรั้วไม้ดักทรายมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่อยากชวนสังคมคิดต่อว่า รั้วไม้ดักทรายนั้น ‘ได้ผล’ […]
หาดหาย… ท้ายกำแพง!!!
หาดทรายแก้ว ชิงโค จังหวัดสงขลา เป็นหาดที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำกิจกรรมชายหาด และที่สำคัญคือเป็นแนวกันชนธรรมชาติที่คอยรับแรงคลื่นแทนถนนด้านหลังมานาน เมื่อไรที่หาดยังกว้างพอ ถนนริมทะเลก็ยังพอมีระยะปลอดภัย แต่เมื่อไรที่หาดเริ่มหาย ความเสี่ยงจะตรงเข้าหาโครงสร้างพื้นฐานทันที และนี่คือบริบทที่ทำให้ Beach Lover หยิบยกเรื่องกำแพงกันคลื่นที่นี่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ติดตามได้จากโพสเก่าๆ) เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ชิงโค ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบตรงไปตรงมาสำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างกลับเป็นภาพความเสียหายในพื้นที่ทางทิศเหนือที่ชัดเจนมาก ด้านทิศเหนือของกำแพงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง และวันนี้ถนนริมทะเลที่เคยห่างจากชายฝั่งโดยมีป่าสนและชายหาดเป็นพื้นที่กันชนนั้นขาดไปแล้ว ภาพถนนที่ถูกคลื่นกัดเซาะจนหาย เหลือเพียงขอบแอสฟัลต์แตกหักและเศษวัสดุพังทลายไหลลงทะเล ไม่ได้เป็นแค่ภาพความเสียหายเฉพาะหน้า เราตรึงแนวชายฝั่งไว้ด้วยกำแพง ณ จุดหนึ่ง ความเสียหายมักถูกผลักให้ไปปะทุอีกที่หนึ่งเสมอ โดยเฉพาะบริเวณท้ายโครงสร้าง ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดว่า คำว่าป้องกันชายฝั่งในทางปฏิบัติมักถูกใช้กันอยู่สองความหมาย ความหมายแรกคือป้องกันทรัพย์สินด้านหลัง เช่น ถนน บ้าน รีสอร์ต ไม่ให้ถูกคลื่นซัดจนพังเสียหาย ความหมายที่สองคือป้องกันให้ชายหาดยังอยู่ต่อไปในฐานะพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน โดยกำแพงกันคลื่นจำนวนมากทำงานได้ดีในความหมายแรก แต่กลับทำให้ความหมายที่สองแย่ลง เพราะกำแพงไม่ได้สร้างหาดทราย และไม่ได้ทำให้ระบบตะกอนกลับมาสมดุล มันเพียงแค่ขวางคลื่น ณ ตำแหน่งที่เราสร้าง ส่วนพลังงานและการขนส่งตะกอนตามธรรมชาติยังคงทำงานต่อ และมักไปแสดงผลที่ท้ายโครงสร้างหรือพื้นที่ข้างเคียงแทน กลไกที่ทำให้ชายหาดด้านท้ายน้ำของกำแพงกันคลื่นถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนั้น Beach Lover ได้เขียนไว้แล้วในหลายๆโพส ตามอ่านได้จากโพสเก่าๆ เมื่อมองในภาพใหญ่ สงขลาคือหนึ่งในจังหวัดที่มีการถกเถียงเรื่องกำแพงกันคลื่นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ต้องการความปลอดภัยของถนนและทรัพย์สิน […]
งานก่อสร้างกำแพง หาดบางเกตุ เพชรบุรี
หาดบางเกตุตั้งอยู่หมู่ 7 บ้านบางเกตุ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งมีความสวยงามมีสวนสาธารณะไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในแง่การพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่หาดบางเกตุมีทั้งโรงแรมหรือจะกางเต็นท์ก็ได้ เป็นชายหาดที่มีความร่มรื่น เงียบสงบ และสะอาด ตลอดแนวชายหาดจะมีต้นไม้ขึ้นเรียงราย จึงเหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาเล่นน้ำและพักผ่อน และบริเวณใกล้ชายหาดมีน้อยหน่าที่มีรสชาติดีที่สุดในจังหวัดเพชรบุรีสามารถหาซื้อได้บริเวณริมถนนบ้านบางเกตุเท่านั้น ในช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ของทุกปี (http://www.bangkao.go.th) หาดบางเกตุมีบรรยากาศแบบชายฝั่งชุมชนมากกว่าหาดท่องเที่ยว มีบ้านเรือน ร้านเล็กๆ ทางลงหาดที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย และชายหาดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักผ่อน ที่ทำกิจกรรม และที่รับแรงกระแทกจากมรสุมแทนชุมชนมาโดยตลอด “หาด” จึงไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์ แต่เป็นพื้นที่กันชน แม้ไม่ได้คึกคักแบบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้ๆอย่างหาดชะอำก็ตาม Beach Lover เคยพาสำรวจหาดแห่งนี้ไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/ต้นสนล้ม-ณ-หาดบางเกตุ/ ครั้งนี้ Beach Lover พาเดินสำรวจหาดบางเกตุอีกครั้งช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พบงานก่อสร้างกำแพงตามภาพ กำแพงหินก่อที่กำลังก่อสร้างยาวตามแนวชายฝั่ง จากการสอบถามพบว่าสร้างเพื่อ “กันเขตที่ดินเอกชน” ซึ่งหากสังเกตจากภาพที่ Beach Lover ถ่ายและเขียนไว้เพื่อ 6 ปีก่อน ก็คือมาทดแทนรั้วเสาคอนกรีตและลวดหนามที่น่าจะพังทลายไปก่อนหน้านั่นเอง ถ้ามองผ่านสายตาคนทั่วไป กำแพงลักษณะนี้ดูมั่นคง แข็งแรง แต่ถ้ามองด้วยสายตาของวิศวกรชายฝั่ง […]
พาชมงานปักไม้ หาดม่วงงาม
Beach Lover ได้เคยเล่าถึงชายหาดม่วงงามไปแล้วในหลายๆโพส ติดตามได้จาก Search icon มุมขวาบน ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือต้นปี 2569 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงมาสำรวจหาดม่วงงามอีกครั้ง บริเวณตำแหน่งที่มีการปักไม้สนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ตามที่ได้เขียนไว้ในโพส https://beachlover.net/sand-fence-muangngam-july2025/ พบว่า ด้านทิศเหนือของแนวไม้ตำแหน่งที่เป็นรอยต่อกับแนวเกเบี้ยนเดิมนั้นเสียหายบางส่วนตามภาพ ส่วนบริเวณอื่นๆยังอยู่ในสภาพปกติ โดยเมื่อเดินสำรวจตลอดทั้งแนว ไม่พบความแตกต่างของพื้นที่ชายหาดด้านหลังของแนวรั้วไม้ และพื้นที่ชายหาดบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีแนวรั้วไม้
5 คำถาม “เช็กกึ๋น” ผู้สมัคร สส. เรื่องชายหาด
ชายหาดไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ “ระบบนิเวศ” และ “โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ” ที่ลดพลังงานคลื่น รองรับภัยพิบัติ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชายหาดขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” เช่น 1.จะสร้างกำแพงกันคลื่น/เขื่อนกันคลื่น/รอดักทราย หรือเลือกทางเลือกอื่นดี 2.จะจัดการพื้นที่ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะหรือปล่อยให้ถูกใช้ประโยชน์จนเต็มขีดความสามารถ 3.จะกำหนดเขตถอยร่น/แนวกันชน เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาวหรือไม่ 4.จะมีระบบติดตามประเมินผลโครงการชายฝั่งแบบโปร่งใสหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ประเด็นเหล่านี้เป็น “การเมือง” เพราะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ การออกกฎระเบียบ การอนุมัติโครงการ และการกำกับดูแล ซึ่งอยู่ในมือรัฐและนักการเมืองโดยตรง การจัดการชายหาดจึงอาจแยกออกจากการเมืองได้ Beach Lover เคยเขียนบทความ “การเมืองเรื่องเม็ดทราย” มาแล้วเมื่อปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/sand-politics-october2025/ ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สส. (กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569) คือหน้าต่างนโยบายที่หาได้ยาก เพราะผู้สมัครและพรรคการเมืองพร้อมรับฟังข้อเสนอมากกว่าช่วงปกติ ขณะเดียวกันชายหาด พื้นที่สาธารณะของคนทั้งประเทศ มักถูกตัดสินชะตาโดย “นโยบายรัฐและการเมือง” มากพอๆ กับแรงคลื่นลมในทะเล Beach Lover ชวนตั้งคำถามกับผู้ที่รับอาสาดูแลประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3.X ล้าน ล้านบาท […]
พาชมรากโกงกางเทียมกันอีกรอบ ณ หาดสามร้อยยอด
Beach Lover เคยพาชม “แนวกันคลื่นแบบโปร่ง” หรือที่มีการเรียกขานกันว่า รากโกงกางเทียม (C-Aoss) มาแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามอ่านได้จากไอคอน Search มุมขวาบน นอกจากนั้ยังสามารถติดตาม Clip พาเดินชมได้จาก Youtube (1) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) หาดนางทอง เขาหลัก พังงาและ (2) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) ณ หาดนางทอง จ พังงา และ (3) รากโกงกางเทียม เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดนางทอง (4) รากไม้โกงกางเทียม (ตำแหน่งหน้าครัวลุงระ) ณ หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง C-Aoss ประกอบด้วย เสาหลักซึ่งทำจากไม้ผสมพลาสติก HDPE และ รากเทียมที่ออกแบบให้คล้ายรากโกงกาง โดยมีส่วนผสมยางพาราธรรมชาติ ตามเอกสารที่ค้นคว้าได้พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คลื่นเสียพลังงานบางส่วน และลดการพัดพาตะกอนบริเวณด้านหลังแนว เพื่อเอื้อต่อการสะสมตะกอน/ฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่ง โครงสร้างโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดสามร้อยยอดนี้ วางแนวต่อกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงของเดิมที่สร้างโดยสำนักโยธาธิการและผังเมือง จ.ประจวบฯ เมื่อปี 2560 โดยจากการเดินเท้าสำรวจครั้งนี้ พบว่าสภาพของโครงสร้างทั้ง 6 แถว ยังอยู่ในสภาพดี ยังไม่มีบางส่วนของโครงสร้างหลุดออกจากที่ตั้งเหมือนอย่างในพื้นที่อื่นๆที่ […]


