Home

ข่าว

ติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่ อำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

ที่มา: https://www.facebook.com/profile.php?id=100065421852678 วันที่ ๒๔ – ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ ๙ โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่ อำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางนรา และระบบหาดเขาตันหยง – ตากใบ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณดังกล่าว มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทรายสมดุล พบว่าเริ่มมีการสะสมของตะกอนทรายชายหาด อีกทั้งได้ติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมโพธิ์ – บางมะรวด และระบบหาดบางนรา จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณดังกล่าว มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทรายสมดุล พบร่องรอยการกัดเซาะช่วงฤดูมรสุมที่ผ่านมา อีกทั้งพบว่าเริ่มมีการสะสมของตะกอนทรายชายหาด และปรับตัวเป็นเนินทรายชายฝั่งในบางพื้นที่ ทั้งนี้ สทช.๙ โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางชายฝั่ง จะดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อจัดทำรายงานสถานภาพชายฝั่งทะเลประจำปี ๒๕๖๙ จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส ต่อไป

50 ปีของงานวิจัยที่ถูกเมิน: เมื่อศาลตัดสินให้เจ้าของบ้านสร้างกำแพงกันคลื่นเองได้

ที่มาข่าว: https://www.abc.net.au/news/2026-08-05/beach-erosion-expert-claims-research-ignored/106746240 วิศวกรชายฝั่งในออสเตรเลียชื่อ Angus Gordon เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายคุ้มครองชายฝั่งฉบับแรกของรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปี 1978 และร่วมปรับปรุงฉบับแก้ไขในปี 2016 ด้วย พูดง่ายๆ คือหลักการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งของรัฐนี้ มีลายมือของเขาอยู่แทบทุกหน้า เดือนกรกฎาคม 2569 ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ตัดสินว่า เจ้าของบ้านริมหาดที่ The Entrance North มีสิทธิตามกฎหมายในการสร้างกำแพงกันคลื่นยาว 90 เมตรเพื่อป้องกันบ้านของตัวเอง กอร์ดอนเรียกคำตัดสินนี้ว่าเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย และบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ คือสิ่งที่เขากับเพื่อนร่วมงานเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 รายงานปี 1978 ที่เขียนไว้ล่วงหน้า 48 ปี ปีนั้น กรมโยธาธิการรัฐนิวเซาท์เวลส์ว่าจ้างคณะผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกอร์ดอน ให้ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งช่วง Byron Bay–Hastings Point หลังปัญหาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในทศวรรษก่อนหน้า ข้อสรุปของรายงานฉบับนั้นสั้นและคม นั่นคือ “การแก้ปัญหาเฉพาะจุดของแต่ละราย ไม่เพียงไม่ได้ผล แต่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นในที่อื่น“ คณะผู้ศึกษายังพบด้วยว่ามาตรการอย่างรอดักทรายและการเติมทรายให้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น พร้อมเสนอว่าบางพื้นที่ควรปล่อยไว้โดยไม่พัฒนา และบางพื้นที่ควรวางแผนถอยร่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนะนำให้ท้องถิ่นควบคุมการพัฒนาในระยะ 1 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และระบุชัดว่าใครที่ฝ่าฝืน ต้องรับความเสี่ยงเอง Beach Lover ขอชวนคิดว่า นี่คือหลักการเดียวกับที่นักวิชาการชายฝั่งไทยพูดกันทุกวันนี้ […]

กำแพงยาว 500 กิโลเมตร: อินโดนีเซียกำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับทะเล

ที่มาข่าว: https://en.antaranews.com เดือนกันยายนปี 2569 อินโดนีเซียจะเริ่มลงเสาเข็มโครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานวิศวกรรมชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Giant Sea Wall หรือกำแพงกันคลื่นยักษ์ ทอดยาวจากจังหวัดบันเตินทางตะวันตก ไปจนถึงเกรสิกในชวาตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร มูลค่าโครงการที่ประเมินไว้อยู่ที่ราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เฉพาะเฟสแรกในอ่าวจาการ์ตาก็ใช้งบประมาณ 8,000–10,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศกลางสภาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเริ่มโครงการนี้ให้ได้ในสมัยของตน พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าโครงการจะใช้เวลา 15–20 ปี และเขาเองก็ไม่รู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนจะได้เป็นคนตัดริบบิ้น ทำไมชวาถึงต้องสร้างกำแพง พื้นที่ชายฝั่งเหนือของชวามีประชากรอาศัยอยู่ราว 50 ล้านคน และหลายเมือง เช่น จาการ์ตา เซอมารัง เดอมัก เกินดัล กำลังเผชิญปัญหาสองทางพร้อมกัน คือ น้ำทะเลสูงขึ้น และ แผ่นดินทรุดตัว ตัวเลขการทรุดตัวในบางพื้นที่อยู่ที่ 5–20 เซนติเมตรต่อปี นั่นหมายความว่าในบางจุดของชายฝั่งชวา แผ่นดินทรุดเร็วกว่าน้ำทะเลขึ้นถึง 50 เท่า สิ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็น น้ำท่วมมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของทะเลฝ่ายเดียว แต่คือเมืองที่กำลังจมลงไปหาทะเล คำถามทางวิศวกรรมเริ่มน่าสนใจคือ “กำแพงหยุดน้ำได้ แต่หยุดการทรุดตัวไม่ได้” โดยสาเหตุหลักของการทรุดตัวในชวาคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างหนัก เมื่อดึงน้ำออกจากชั้นดินตะกอน […]

สำรวจปากน้ำปราณ เร่งวางแผนฟื้นฟูชายฝั่ง มุ่งแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 15 สิงหาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำรวจและเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) บริเวณโครงการติดตั้งหัวหาดเทียมผสมผสานแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสำรวจแหล่งทรายบริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่นปากน้ำปราณ การสำรวจครั้งนี้ มุ่งเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่และองค์ประกอบชายฝั่งอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการออกแบบและวางแผนฟื้นฟูชายฝั่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ หรือ Nature-based Solution ซึ่งเป็นแนวทางที่ ทช. ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่งจะรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อนำไปวิเคราะห์และประกอบการจัดทำแผนดำเนินโครงการต่อไป โดยมุ่งให้การฟื้นฟูชายฝั่งปากน้ำปราณเกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน

สำรวจสัณฐานชายหาดป่าทราย จ.พังงา ติดตามการเปลี่ยนแปลงตะกอนชายฝั่งด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจสัณฐานชายหาด (Beach Profile) บริเวณหาดป่าทราย หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 2 พื้นที่ โดยนำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ร่วมกับการหาพิกัดด้วยระบบสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) เพื่อจัดเก็บข้อมูลสัณฐานชายฝั่งอย่างละเอียดและมีความแม่นยำสูง การสำรวจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแบบจำลองสัณฐานชายฝั่ง 3 มิติ (3D Coastal Model) และแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง (Orthomosaic Map) รวมทั้งจัดทำแนวรูปภาคตัดขวางชายหาด (Beach Profile) สำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของตะกอนทรายบริเวณชายหาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพ จากผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า บริเวณหาดป่าทรายยังคงมีสภาพชายฝั่งและการสะสมตัวของตะกอนทรายอยู่ในภาวะสมดุล ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์บริเวณชายหาดเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นพื้นที่จอดเรือของประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จะรวบรวมและจัดทำข้อมูลผลการสำรวจ เพื่อรายงานต่อกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งต่อไป สำหรับใช้ประกอบการติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว เพื่อให้ทรัพยากรชายฝั่งได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

Drone LiDAR สำรวจแนวไม้ไผ่ชายฝั่งสมุทรปราการ พบป่าชายเลนเพิ่มกว่า 8 ไร่

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 8 เมษายน 2569 กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามผลโครงการปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 2,540 เมตร ในการสำรวจครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone LiDAR) มาใช้เก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ ด้วยระบบสำรวจระยะไกลด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อสร้างแบบจำลองภาพ 3 มิติ (Point Cloud) ที่มีความละเอียดสูง ผลการเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2565 กับข้อมูลล่าสุดจาก Drone LiDAR พบว่า พื้นที่ด้านหลังแนวไม้ไผ่เกิดการสะสมตัวของตะกอนเลนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของพืชพรรณชายฝั่ง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของแนวไม้ไผ่ในการช่วยลดความรุนแรงของคลื่น และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้อย่างเป็นรูปธรรม กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง จะนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจไปจัดทำแผนที่รายละเอียดสูง (Orthomosaic) พร้อมคำนวณพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลโครงการในระยะยาว และเป็นข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

LiDAR ติดตามผลการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จ.ตราด

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH กรมทะเล ใช้เทคโนโลยี LiDAR ติดตามผลการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จ.ตราด พบตะกอนเลนสะสมตัวหนาแน่น-พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 7 ไร่ วันที่ 4 เมษายน 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง (กอช.) เดินหน้าติดตามประสิทธิภาพโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เผยผลสำเร็จหลังการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นในพื้นที่จังหวัดตราด พบช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้อย่างมีนัยสำคัญ ณ ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยี อากาศยานไร้คนขับ (Drone LiDAR) มาใช้ในการเก็บข้อมูลระยะไกลด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อสร้างภาพจำลอง 3 มิติ หรือ Point Cloud ที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้เห็นสภาพพื้นที่จริงและการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งได้อย่างแม่นยำกว่าการสำรวจแบบดั้งเดิม จากการตรวจสอบแนวไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น ซึ่งดำเนินการปักมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 รวมระยะทางประมาณ 2,500 เมตร พบความคืบหน้า ดังนี้ • เกิดการตกตะกอนเลนอย่างต่อเนื่องบริเวณหลังแนวไม้ไผ่ • พบการขยายตัวของพืชพรรณชายฝั่งและป่าชายเลน คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 7.79 ไร่ แนวไม้ไผ่ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติ ช่วยลดพลังงานคลื่นที่ปะทะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากการสำรวจด้วย […]

สำรวจหาดทรายแก้ว พบตะกอนทรายเพิ่มต่อเนื่อง หลังใช้รั้วดักทราย

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่ง ร่วมกับส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 ลงพื้นที่สำรวจการเปลี่ยนแปลงชายหาดบริเวณโครงการปักรั้วไม้ดักทราย หาดทรายแก้ว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตด้านการกัดเซาะชายฝั่งในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ผลการสำรวจพบว่า บริเวณด้านหลังแนวรั้วไม้ดักทรายมีการสะสมตัวของตะกอนทรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นเนินทรายที่มีความสูง โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ครอบคลุมระยะทางประมาณ 1,600 เมตร เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์และติดตามผลในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงวิชาการมาสนับสนุนการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างยั่งยืน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาแนวทางการฟื้นฟูชายฝั่งในพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบปัญหา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศต่อไป

ติดตามสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งหาดปะนาเระ จ.ปัตตานี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบบริเวณ หาดปะนาเระ ตำบลปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางแหลมโพธิ์–บางมะรวด จากการสำรวจพบว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนฟ้าคะนองและคลื่นลมแรงสูงมากกว่า 2 เมตร ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และทำให้ถนนเลียบชายทะเลบางช่วงได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ยังพบโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ เขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง รอดักทรายรูปตัวไอ ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 จะดำเนินการติดตามสถานภาพพื้นที่และโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและวางแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

ติดตามสถานภาพชายฝั่งปัตตานี พบหาดทรายเริ่มฟื้นตัวอย่างสมดุล

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 3–6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สทช.9) โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูล และติดตามสถานภาพชายฝั่งทะเลในพื้นที่ อำเภอหนองจิก อำเภอเมืองปัตตานี และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมระบบหาด เทพา–แหลมโพธิ์, แหลมโพธิ์–บางมะรวด และบางนรา ผลการสำรวจพบว่า ชายฝั่งในพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น หาดทรายสมดุล เริ่มมีการสะสมตัวของตะกอนทราย และบางพื้นที่มีการปรับตัวเป็น เนินทรายชายฝั่ง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของระบบชายฝั่งอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ แนวปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น บริเวณ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี ยังมีประสิทธิภาพในการลดแรงคลื่นและช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทช.9 จะนำข้อมูลที่ได้ไปรวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำรายงานสถานภาพชายฝั่งทะเลประจำปี 2569 จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวางแผนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืนต่อไป

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

กำแพงกันคลื่นปกป้องใคร ณ หาดปราณบุรี… เมื่อ “ทางออก” กลายเป็น “ปัญหา” ของคนถัดไป

เวลาพูดถึง “กำแพงกันคลื่น” หลายคนมักนึกภาพโครงสร้างแข็งแกร่งที่ยืนหยัดต้านพลังของคลื่นริมทะเลได้ แต่สิ่งที่ภาพต่อไปนี้จะบอกเล่า กลับเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดทรายที่อยู่ ข้างๆ กำแพง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่หาดปราณบุรี ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า ทรายบนชายหาดนั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามแนวชายฝั่ง (Longshore Sediment Transport) โดยคลื่นและกระแสน้ำจะพัดพาตะกอนทรายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพสายพานลำเลียงทรายที่วิ่งไปตลอดแนวชายฝั่ง ทรายจากหาดหนึ่งถูกพัดพาไปเติมให้กับหาดถัดๆ ไปเป็นวัฏจักร ชายหาดจึงมีสมดุลอยู่ได้ก็เพราะกระบวนการนี้ เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ขึ้นมาในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กำแพงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินที่อยู่เบื้องหลังได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ขัดขวางการไหลเวียนของตะกอนตามแนวชายฝั่ง เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกลางสายพานลำเลียง ทรายที่ควรจะไหลผ่านไปเติมให้หาดด้านล่าง ก็ถูกตัดหายไป ปรากฏการณ์นี้เรียกในทางวิชาการว่า Downdrift erosion หรือ Flanking erosion คือการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นบริเวณปลายสุดและข้างๆ ของกำแพง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่โครงสร้างแข็งดึงดูดพลังงานคลื่นให้มาซัดกระจุกในจุดนั้น พร้อมกันนั้นก็ตัดการลำเลียงทรายที่หาดข้างเคียงเคยได้รับ Beach Lover ชวนเดินเท้าสำรวจภาพตอนกลางของหาดปราณบุรี ภาพที่พบได้บอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนมาก บริเวณที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่นั้นยังพอมีแผ่นดินเหลือ แต่หาดที่อยู่ถัดออกไปทางด้านข้าง ซึ่งไม่มีกำแพงป้องกัน กลับถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหน้าผาทรายสูงชัน ดินพังทลาย และสิ่งก่อสร้างถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ท่อระบายน้ำที่เคยฝังอยู่ใต้ดิน บัดนี้โผล่ขึ้นมานอนบนหาดหลังจากดินถูกคลื่นกัดเซาะออกไปจนหมด สะท้อนให้เห็นว่าการกัดเซาะนั้นลึกและรุนแรงเพียงใด ไม่ใช่แค่ผิวดินชั้นบน แต่กัดลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ วงจรของการกัดเซาะที่จะไม่มีวันสิ้นสุดได้ด้วยตัวเอง เมื่อหาดข้างกำแพงถูกกัดเซาะมากขึ้น […]

รั้วไม้ป้องกันชายฝั่งปากคลองกลาย: เมื่อโครงสร้างไม่อ่อนพอต่อคลื่น

ชายหาดปากคลองกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นชายหาดด้านทิศเหนือของปากร่องน้ำที่มีโครงสร้าง Jetty และ Breakwater ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือ หรือ ด้านท้ายน้ำของโครงสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ดำเนินโครงการปักไม้สนเพื่อป้องกันคลื่นและชะลอการกัดเซาะเป็นแนวยาวตลอดแนวชายหาด เมื่อ Beach Lover เดินทางมาสำรวจในต้นปี 2569 ภาพที่เห็นกลับทำให้ต้องตั้งคำถามสำคัญ  “รั้วไม้หายไปหมดแล้ว และชายหาดยังคงถูกกัดเซาะอยู่ต่อไป” การปักไม้ เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันชายฝั่งแบบ “โครงสร้างอ่อน”  ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานว่า หากเราชะลอความเร็วของคลื่นและกระแสน้ำที่วิ่งเข้าหาฝั่ง ตะกอนจะค่อย ตกสะสมระหว่างแนวไม้ และในที่สุดจะช่วยเสริมสร้างชายหาดได้เองตามธรรมชาติ หลักการนี้ใช้ได้ผลดีในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะชายฝั่งที่มีลักษณะความลาดชันของหน้าหาดไม่สูงมาก คลื่นมีพลังงานต่ำถึงปานกลาง มีตะกอนในระบบเพียงพอที่จะถูกพัดพามาสะสม และกระแสน้ำชายฝั่งไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชายหาดจะตอบสนองต่อมาตรการนี้ในแบบเดียวกัน สีเข้มของตะกอนบ่งชี้ถึงองค์ประกอบของอนุภาคที่ละเอียดและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งมักเกิดจากการผสมของทรายกับแร่หนัก หรือตะกอนโคลนละเอียดที่ถูกพัดมาจากปากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใกล้เคียง ลักษณะตะกอนแบบนี้มีนัยสำคัญในแง่ของพลวัตชายฝั่ง กล่าวคือตะกอนละเอียดมีแนวโน้มถูกพัดพาออกได้ง่ายกว่าตะกอนหยาบ เมื่อคลื่นและกระแสน้ำมีพลังงานเพียงพอ แม้จะมีแนวไม้ปักขวางอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ชายหาดที่อยู่ใกล้ปากคลองหรือบริเวณอิทธิพลของน้ำจืด มักมีรูปแบบการไหลเวียนของตะกอนที่ซับซ้อน ทำให้การประเมินว่าตะกอนจะ “สะสม” หรือ “สูญเสีย” ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก เช่น การตรวจวัดกระแสน้ำ การเก็บตัวอย่างตะกอน และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง ก่อนที่จะนำโครงสร้างใดๆ ไปติดตั้ง […]

ใต้รอยล้อ: เมื่อกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนกายภาพของหาด

หาดทรายที่เราเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นผิวนิ่งๆ แต่เป็น ระบบตะกอนพลวัต  ที่เม็ดทรายมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามแรงของคลื่น ลม และกระแสน้ำชายฝั่ง โดยปกติ เม็ดทรายบนชายหาดจะมีช่องว่างระหว่างเม็ด ช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดี และให้อากาศแทรกอยู่ได้ สภาพนี้สำคัญมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในชั้นทราย และการฟักไข่ของเต่าทะเล เมื่อล้อรถวิ่งทับ แรงกดจะทำให้เม็ดทรายอัดแน่นขึ้น เรียกว่า การบดอัดของตะกอน ส่งผลให้ ความแข็งของพื้นทรายเพิ่มขึ้น ทรายอัดแน่นจนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในชั้นทรายลึกลงไปไม่ได้ การระบายน้ำแย่ลง ส่งผลให้น้ำที่ไหลบ่าในช่วงน้ำขึ้นหรือฝนตกจะไหลออกได้ช้าลง โครงสร้างผิวหน้าเปลี่ยนไป  เกิดร่องทรายตามรอยล้อ ทำให้พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางไหลของน้ำและการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่รอยล้อที่มองเห็น เพราะน้ำทะเลและลมจะลบรอยเหล่านั้นไปได้ในเวลาไม่นาน แต่คือผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นเมื่อการบดอัดเกิดซ้ำในบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สูญเสียแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทราย ลดความสามารถของหาดในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังพายุหรือคลื่นแรง และเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่วางไข่เต่าทะเล ซึ่งต้องการทรายที่ร่วนและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอสำหรับการฟักไข่ Beach Lover พาสำรวจชายหาดเขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาที่พบได้ทั่วไปในหาดท่องเที่ยวของไทย คือการใช้พื้นที่ชายหาดในฐานะสนามกิจกรรม โดยยังขาดกลไกจัดการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนกิจกรรม การจำกัดพื้นที่วิ่งรถ หรือการติดตามสถานะกายภาพชายหาดอย่างสม่ำเสมอ รอยล้อบนทรายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ง่าย แต่ผลกระทบที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้ผิวทราย และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการท่องเที่ยวชายหาดอย่างยั่งยืน

หาดชะอำเหนือ-ใต้ ยามน้ำขึ้น-น้ำลง

Beach Lover ชวนไปศึกษาชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ในจังหวะน้ำลงและจังหวะน้ำขึ้น Beach Lover ยืนที่จุดเดิมใช้ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เสาไฟและทางลงชายหาดเป็นตำแหน่งอ้างอิง แล้วถ่ายภาพซ้ำเพื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงยามน้ำขึ้น-ลง พบว่า หาดที่มีกำแพงกันคลื่นแบบนี้ “มีหาด” เฉพาะบางเวลา และ “ไม่มีหาด” ในบางเวลา ตอนน้ำลง ผืนทรายยังโผล่ให้เห็นพอสมควร หลายคนมองแล้วอาจรู้สึกว่าก็ยังมีหาดอยู่ เดินเล่นได้ ถ่ายรูปได้ ลงไปแช่น้ำได้บ้าง แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนทำงานชายฝั่ง จะพบว่าชายหาดถูกบีบให้แคบ ด้วยโครงสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวพื้นที่ว่างที่ควรเป็นชายหาดธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยผิวคอนกรีตแบบขั้นบันได และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดในช่วงน้ำลงคือสีเขียวๆ ที่เกาะตามขั้นบันไดคอนกรีต แผ่นเขียวนี้ไม่ใช่เรื่องสวยงามแบบธรรมชาติ แต่มันคือสัญญาณของพื้นที่ที่โดนน้ำทะเลสาดซ้ำๆ ชื้น เค็ม มีแสงแดด และเหมาะกับการเกิดคราบชีวภาพ/สาหร่าย ปัญหาคือมันลื่นมาก ลื่นชนิดที่คนทั่วไปมักประเมินต่ำกว่าความจริง ยิ่งถ้ามีคลื่นบางๆ เคลือบผิวไว้ หรือมีน้ำขังตามร่องขั้นบันได ความลื่นจะเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อพื้นลื่นอยู่บนขอบเหลี่ยมคอนกรีต การล้มไม่ได้จบแค่เปียก แต่จบได้ด้วยการกระแทก ฟกช้ำ แตกหัก หรือแผลฉีกได้ง่ายกว่าการล้มบนทราย ช่วงน้ำลงแม้ว่ายังพอมีชายหาดอยู่บ้าง แต่เป็นหาดที่คนลงไปใช้งานแบบต้องระวังภัยตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะกับพื้นลื่น สิ่งที่เห็นชัดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ เมื่อชะอำใต้น้ำขึ้นแล้วหาดหาย บรรยากาศการท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่นมาก แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังซบเซา […]

รั้วไม้ดักทรายหน้าสตน ยังสบายดี?

Beach Lover ลงสำรวจภาคสนามที่ชายหาดหน้าสตน จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงที่ทะเลมีกำลังแรงในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพอดี ภาพที่เห็นตรงหน้าให้บทเรียนที่ชัดมากเรื่องหนึ่งคือ มาตรการปักไม้/ทำรั้วไม้ดักทราย ที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยลดการกัดเซาะได้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงคลื่นลมรุนแรงจริงๆ มันไม่ทำงานอย่างที่หวัง จากสภาพพื้นที่ที่พบ รั้วไม้ถูกปักเรียงเป็นแนวขนานชายฝั่งต่อเนื่องยาวพอสมควร มีการเสริมฐานด้วยวัสดุชั่วคราวหลายชนิด เช่น กระสอบ/ถุงบิ๊กแบ็ก วัสดุผ้า (ลักษณะคล้ายจีโอเท็กซ์ไทล์) และซากวัสดุแตกหัก กระจายอยู่บริเวณโคนแนวไม้และพื้นที่ด้านใน แนวไม้หลายช่วง เอียง บิด แตกหัก หรือถูกถอน/พังจนเหลือเป็นซี่  ให้เห็นว่าคลื่นไม่ได้มาแค่ซัดผ่าน แต่มาแบบมีพลังพอจะทำลายได้ ขณะเดียวกัน บริเวณด้านในที่ควรจะเป็นพื้นที่ได้ประโยชน์จากการดักทรายจากรั้วไม้ ก็ยังเห็นร่องรอยการถูกกระทำจากคลื่น ทั้งการชะล้าง และพังทลายอย่างต่อเนื่อง ประเด็นคือ ต้องเข้าใจก่อนว่า รั้วไม้ดักทราย (sand fence ตามนิยามของกรมทรัพยากรทางทะเลแและชายฝั่ง) โดยหลักการไม่ใช่กำแพงกันคลื่น มันถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้าง โปร่ง (porous) เพื่อลดความเร็วของกระแสน้ำ และช่วยให้ทรายตกทับถมทีละน้อย เหมาะกับสภาพพลังงานคลื่นต่ำถึงปานกลาง หรือใช้เป็นมาตรการเสริมในพื้นที่ที่เป้าหมายคือ ฟื้นรูปทรงชายหาด/สันทราย/เนินทราย แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมของอ่าวไทยตอนล่าง คลื่นสูงขึ้น คาบคลื่นยาวขึ้น น้ำหนุนสูงขึ้น และเกิดการกัดเซาะเชิงฤดูกาลอย่างเด่นชัด สภาพแวดล้อมในช่วงนี้เปลี่ยนจาก “ระบบสะสมตะกอน” เป็น “ระบบพังทลายตะกอน” ทันที Beach Lover ได้เคยตั้งคำถามและชวนคิดผ่านการนำเสนอภาพและเรื่องราวของรั้วไม้ดักทรายมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่อยากชวนสังคมคิดต่อว่า  รั้วไม้ดักทรายนั้น ‘ได้ผล’ […]

หาดหาย… ท้ายกำแพง!!!

หาดทรายแก้ว ชิงโค จังหวัดสงขลา เป็นหาดที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำกิจกรรมชายหาด และที่สำคัญคือเป็นแนวกันชนธรรมชาติที่คอยรับแรงคลื่นแทนถนนด้านหลังมานาน เมื่อไรที่หาดยังกว้างพอ ถนนริมทะเลก็ยังพอมีระยะปลอดภัย แต่เมื่อไรที่หาดเริ่มหาย ความเสี่ยงจะตรงเข้าหาโครงสร้างพื้นฐานทันที และนี่คือบริบทที่ทำให้ Beach Lover หยิบยกเรื่องกำแพงกันคลื่นที่นี่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ติดตามได้จากโพสเก่าๆ) เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ชิงโค ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบตรงไปตรงมาสำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างกลับเป็นภาพความเสียหายในพื้นที่ทางทิศเหนือที่ชัดเจนมาก ด้านทิศเหนือของกำแพงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง และวันนี้ถนนริมทะเลที่เคยห่างจากชายฝั่งโดยมีป่าสนและชายหาดเป็นพื้นที่กันชนนั้นขาดไปแล้ว ภาพถนนที่ถูกคลื่นกัดเซาะจนหาย เหลือเพียงขอบแอสฟัลต์แตกหักและเศษวัสดุพังทลายไหลลงทะเล ไม่ได้เป็นแค่ภาพความเสียหายเฉพาะหน้า เราตรึงแนวชายฝั่งไว้ด้วยกำแพง ณ จุดหนึ่ง ความเสียหายมักถูกผลักให้ไปปะทุอีกที่หนึ่งเสมอ โดยเฉพาะบริเวณท้ายโครงสร้าง ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดว่า คำว่าป้องกันชายฝั่งในทางปฏิบัติมักถูกใช้กันอยู่สองความหมาย ความหมายแรกคือป้องกันทรัพย์สินด้านหลัง เช่น ถนน บ้าน รีสอร์ต ไม่ให้ถูกคลื่นซัดจนพังเสียหาย ความหมายที่สองคือป้องกันให้ชายหาดยังอยู่ต่อไปในฐานะพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน โดยกำแพงกันคลื่นจำนวนมากทำงานได้ดีในความหมายแรก แต่กลับทำให้ความหมายที่สองแย่ลง เพราะกำแพงไม่ได้สร้างหาดทราย และไม่ได้ทำให้ระบบตะกอนกลับมาสมดุล มันเพียงแค่ขวางคลื่น ณ ตำแหน่งที่เราสร้าง ส่วนพลังงานและการขนส่งตะกอนตามธรรมชาติยังคงทำงานต่อ และมักไปแสดงผลที่ท้ายโครงสร้างหรือพื้นที่ข้างเคียงแทน กลไกที่ทำให้ชายหาดด้านท้ายน้ำของกำแพงกันคลื่นถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนั้น Beach Lover ได้เขียนไว้แล้วในหลายๆโพส ตามอ่านได้จากโพสเก่าๆ เมื่อมองในภาพใหญ่ สงขลาคือหนึ่งในจังหวัดที่มีการถกเถียงเรื่องกำแพงกันคลื่นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ต้องการความปลอดภัยของถนนและทรัพย์สิน […]

งานก่อสร้างกำแพง หาดบางเกตุ เพชรบุรี

หาดบางเกตุตั้งอยู่หมู่ 7  บ้านบางเกตุ  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี   ซึ่งมีความสวยงามมีสวนสาธารณะไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว  โดยมีแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในแง่การพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง  ที่หาดบางเกตุมีทั้งโรงแรมหรือจะกางเต็นท์ก็ได้ เป็นชายหาดที่มีความร่มรื่น เงียบสงบ และสะอาด ตลอดแนวชายหาดจะมีต้นไม้ขึ้นเรียงราย จึงเหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาเล่นน้ำและพักผ่อน และบริเวณใกล้ชายหาดมีน้อยหน่าที่มีรสชาติดีที่สุดในจังหวัดเพชรบุรีสามารถหาซื้อได้บริเวณริมถนนบ้านบางเกตุเท่านั้น ในช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ของทุกปี (http://www.bangkao.go.th) หาดบางเกตุมีบรรยากาศแบบชายฝั่งชุมชนมากกว่าหาดท่องเที่ยว มีบ้านเรือน ร้านเล็กๆ ทางลงหาดที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย และชายหาดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักผ่อน ที่ทำกิจกรรม และที่รับแรงกระแทกจากมรสุมแทนชุมชนมาโดยตลอด “หาด” จึงไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์ แต่เป็นพื้นที่กันชน แม้ไม่ได้คึกคักแบบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้ๆอย่างหาดชะอำก็ตาม Beach Lover เคยพาสำรวจหาดแห่งนี้ไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/ต้นสนล้ม-ณ-หาดบางเกตุ/ ครั้งนี้ Beach Lover พาเดินสำรวจหาดบางเกตุอีกครั้งช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พบงานก่อสร้างกำแพงตามภาพ กำแพงหินก่อที่กำลังก่อสร้างยาวตามแนวชายฝั่ง จากการสอบถามพบว่าสร้างเพื่อ “กันเขตที่ดินเอกชน” ซึ่งหากสังเกตจากภาพที่ Beach Lover ถ่ายและเขียนไว้เพื่อ 6 ปีก่อน ก็คือมาทดแทนรั้วเสาคอนกรีตและลวดหนามที่น่าจะพังทลายไปก่อนหน้านั่นเอง ถ้ามองผ่านสายตาคนทั่วไป กำแพงลักษณะนี้ดูมั่นคง แข็งแรง แต่ถ้ามองด้วยสายตาของวิศวกรชายฝั่ง […]

พาชมงานปักไม้ หาดม่วงงาม

Beach Lover ได้เคยเล่าถึงชายหาดม่วงงามไปแล้วในหลายๆโพส ติดตามได้จาก Search icon มุมขวาบน ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือต้นปี 2569 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงมาสำรวจหาดม่วงงามอีกครั้ง บริเวณตำแหน่งที่มีการปักไม้สนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ตามที่ได้เขียนไว้ในโพส https://beachlover.net/sand-fence-muangngam-july2025/ พบว่า ด้านทิศเหนือของแนวไม้ตำแหน่งที่เป็นรอยต่อกับแนวเกเบี้ยนเดิมนั้นเสียหายบางส่วนตามภาพ ส่วนบริเวณอื่นๆยังอยู่ในสภาพปกติ โดยเมื่อเดินสำรวจตลอดทั้งแนว ไม่พบความแตกต่างของพื้นที่ชายหาดด้านหลังของแนวรั้วไม้ และพื้นที่ชายหาดบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีแนวรั้วไม้

5 คำถาม “เช็กกึ๋น” ผู้สมัคร สส. เรื่องชายหาด

ชายหาดไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ “ระบบนิเวศ” และ “โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ” ที่ลดพลังงานคลื่น รองรับภัยพิบัติ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชายหาดขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” เช่น 1.จะสร้างกำแพงกันคลื่น/เขื่อนกันคลื่น/รอดักทราย หรือเลือกทางเลือกอื่นดี 2.จะจัดการพื้นที่ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะหรือปล่อยให้ถูกใช้ประโยชน์จนเต็มขีดความสามารถ 3.จะกำหนดเขตถอยร่น/แนวกันชน เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาวหรือไม่ 4.จะมีระบบติดตามประเมินผลโครงการชายฝั่งแบบโปร่งใสหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ประเด็นเหล่านี้เป็น “การเมือง” เพราะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ การออกกฎระเบียบ การอนุมัติโครงการ และการกำกับดูแล ซึ่งอยู่ในมือรัฐและนักการเมืองโดยตรง การจัดการชายหาดจึงอาจแยกออกจากการเมืองได้ Beach Lover เคยเขียนบทความ “การเมืองเรื่องเม็ดทราย” มาแล้วเมื่อปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/sand-politics-october2025/ ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สส. (กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569) คือหน้าต่างนโยบายที่หาได้ยาก เพราะผู้สมัครและพรรคการเมืองพร้อมรับฟังข้อเสนอมากกว่าช่วงปกติ ขณะเดียวกันชายหาด พื้นที่สาธารณะของคนทั้งประเทศ มักถูกตัดสินชะตาโดย “นโยบายรัฐและการเมือง” มากพอๆ กับแรงคลื่นลมในทะเล Beach Lover ชวนตั้งคำถามกับผู้ที่รับอาสาดูแลประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3.X ล้าน ล้านบาท […]

พาชมรากโกงกางเทียมกันอีกรอบ ณ หาดสามร้อยยอด

Beach Lover เคยพาชม “แนวกันคลื่นแบบโปร่ง” หรือที่มีการเรียกขานกันว่า รากโกงกางเทียม  (C-Aoss) มาแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามอ่านได้จากไอคอน Search มุมขวาบน นอกจากนั้ยังสามารถติดตาม Clip พาเดินชมได้จาก Youtube (1) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) หาดนางทอง เขาหลัก พังงาและ (2) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) ณ หาดนางทอง จ พังงา และ (3) รากโกงกางเทียม เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดนางทอง (4) รากไม้โกงกางเทียม (ตำแหน่งหน้าครัวลุงระ) ณ หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง C-Aoss  ประกอบด้วย เสาหลักซึ่งทำจากไม้ผสมพลาสติก HDPE และ รากเทียมที่ออกแบบให้คล้ายรากโกงกาง โดยมีส่วนผสมยางพาราธรรมชาติ ตามเอกสารที่ค้นคว้าได้พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คลื่นเสียพลังงานบางส่วน และลดการพัดพาตะกอนบริเวณด้านหลังแนว เพื่อเอื้อต่อการสะสมตะกอน/ฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่ง โครงสร้างโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดสามร้อยยอดนี้ วางแนวต่อกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงของเดิมที่สร้างโดยสำนักโยธาธิการและผังเมือง จ.ประจวบฯ เมื่อปี 2560 โดยจากการเดินเท้าสำรวจครั้งนี้ พบว่าสภาพของโครงสร้างทั้ง 6 แถว ยังอยู่ในสภาพดี ยังไม่มีบางส่วนของโครงสร้างหลุดออกจากที่ตั้งเหมือนอย่างในพื้นที่อื่นๆที่ […]

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

กำแพงกันคลื่นปกป้องใคร ณ หาดปราณบุรี… เมื่อ “ทางออก” กลายเป็น “ปัญหา” ของคนถัดไป

เวลาพูดถึง “กำแพงกันคลื่น” หลายคนมักนึกภาพโครงสร้างแข็งแกร่งที่ยืนหยัดต้านพลังของคลื่นริมทะเลได้ แต่สิ่งที่ภาพต่อไปนี้จะบอกเล่า กลับเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดทรายที่อยู่ ข้างๆ กำแพง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่หาดปราณบุรี ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า ทรายบนชายหาดนั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามแนวชายฝั่ง (Longshore Sediment Transport) โดยคลื่นและกระแสน้ำจะพัดพาตะกอนทรายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพสายพานลำเลียงทรายที่วิ่งไปตลอดแนวชายฝั่ง ทรายจากหาดหนึ่งถูกพัดพาไปเติมให้กับหาดถัดๆ ไปเป็นวัฏจักร ชายหาดจึงมีสมดุลอยู่ได้ก็เพราะกระบวนการนี้ เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ขึ้นมาในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กำแพงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินที่อยู่เบื้องหลังได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ขัดขวางการไหลเวียนของตะกอนตามแนวชายฝั่ง เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกลางสายพานลำเลียง ทรายที่ควรจะไหลผ่านไปเติมให้หาดด้านล่าง ก็ถูกตัดหายไป ปรากฏการณ์นี้เรียกในทางวิชาการว่า Downdrift erosion หรือ Flanking erosion คือการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นบริเวณปลายสุดและข้างๆ ของกำแพง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่โครงสร้างแข็งดึงดูดพลังงานคลื่นให้มาซัดกระจุกในจุดนั้น พร้อมกันนั้นก็ตัดการลำเลียงทรายที่หาดข้างเคียงเคยได้รับ Beach Lover ชวนเดินเท้าสำรวจภาพตอนกลางของหาดปราณบุรี ภาพที่พบได้บอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนมาก บริเวณที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่นั้นยังพอมีแผ่นดินเหลือ แต่หาดที่อยู่ถัดออกไปทางด้านข้าง ซึ่งไม่มีกำแพงป้องกัน กลับถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหน้าผาทรายสูงชัน ดินพังทลาย และสิ่งก่อสร้างถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ท่อระบายน้ำที่เคยฝังอยู่ใต้ดิน บัดนี้โผล่ขึ้นมานอนบนหาดหลังจากดินถูกคลื่นกัดเซาะออกไปจนหมด สะท้อนให้เห็นว่าการกัดเซาะนั้นลึกและรุนแรงเพียงใด ไม่ใช่แค่ผิวดินชั้นบน แต่กัดลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ วงจรของการกัดเซาะที่จะไม่มีวันสิ้นสุดได้ด้วยตัวเอง เมื่อหาดข้างกำแพงถูกกัดเซาะมากขึ้น […]

รั้วไม้ป้องกันชายฝั่งปากคลองกลาย: เมื่อโครงสร้างไม่อ่อนพอต่อคลื่น

ชายหาดปากคลองกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นชายหาดด้านทิศเหนือของปากร่องน้ำที่มีโครงสร้าง Jetty และ Breakwater ต่อเนื่องไปทางทิศเหนือ หรือ ด้านท้ายน้ำของโครงสร้าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ดำเนินโครงการปักไม้สนเพื่อป้องกันคลื่นและชะลอการกัดเซาะเป็นแนวยาวตลอดแนวชายหาด เมื่อ Beach Lover เดินทางมาสำรวจในต้นปี 2569 ภาพที่เห็นกลับทำให้ต้องตั้งคำถามสำคัญ  “รั้วไม้หายไปหมดแล้ว และชายหาดยังคงถูกกัดเซาะอยู่ต่อไป” การปักไม้ เป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันชายฝั่งแบบ “โครงสร้างอ่อน”  ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานว่า หากเราชะลอความเร็วของคลื่นและกระแสน้ำที่วิ่งเข้าหาฝั่ง ตะกอนจะค่อย ตกสะสมระหว่างแนวไม้ และในที่สุดจะช่วยเสริมสร้างชายหาดได้เองตามธรรมชาติ หลักการนี้ใช้ได้ผลดีในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะชายฝั่งที่มีลักษณะความลาดชันของหน้าหาดไม่สูงมาก คลื่นมีพลังงานต่ำถึงปานกลาง มีตะกอนในระบบเพียงพอที่จะถูกพัดพามาสะสม และกระแสน้ำชายฝั่งไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกชายหาดจะตอบสนองต่อมาตรการนี้ในแบบเดียวกัน สีเข้มของตะกอนบ่งชี้ถึงองค์ประกอบของอนุภาคที่ละเอียดและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งมักเกิดจากการผสมของทรายกับแร่หนัก หรือตะกอนโคลนละเอียดที่ถูกพัดมาจากปากแม่น้ำหรือแหล่งน้ำใกล้เคียง ลักษณะตะกอนแบบนี้มีนัยสำคัญในแง่ของพลวัตชายฝั่ง กล่าวคือตะกอนละเอียดมีแนวโน้มถูกพัดพาออกได้ง่ายกว่าตะกอนหยาบ เมื่อคลื่นและกระแสน้ำมีพลังงานเพียงพอ แม้จะมีแนวไม้ปักขวางอยู่ก็ตาม นอกจากนี้ ชายหาดที่อยู่ใกล้ปากคลองหรือบริเวณอิทธิพลของน้ำจืด มักมีรูปแบบการไหลเวียนของตะกอนที่ซับซ้อน ทำให้การประเมินว่าตะกอนจะ “สะสม” หรือ “สูญเสีย” ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึก เช่น การตรวจวัดกระแสน้ำ การเก็บตัวอย่างตะกอน และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง ก่อนที่จะนำโครงสร้างใดๆ ไปติดตั้ง […]

ใต้รอยล้อ: เมื่อกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนกายภาพของหาด

หาดทรายที่เราเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นผิวนิ่งๆ แต่เป็น ระบบตะกอนพลวัต  ที่เม็ดทรายมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามแรงของคลื่น ลม และกระแสน้ำชายฝั่ง โดยปกติ เม็ดทรายบนชายหาดจะมีช่องว่างระหว่างเม็ด ช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดี และให้อากาศแทรกอยู่ได้ สภาพนี้สำคัญมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในชั้นทราย และการฟักไข่ของเต่าทะเล เมื่อล้อรถวิ่งทับ แรงกดจะทำให้เม็ดทรายอัดแน่นขึ้น เรียกว่า การบดอัดของตะกอน ส่งผลให้ ความแข็งของพื้นทรายเพิ่มขึ้น ทรายอัดแน่นจนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในชั้นทรายลึกลงไปไม่ได้ การระบายน้ำแย่ลง ส่งผลให้น้ำที่ไหลบ่าในช่วงน้ำขึ้นหรือฝนตกจะไหลออกได้ช้าลง โครงสร้างผิวหน้าเปลี่ยนไป  เกิดร่องทรายตามรอยล้อ ทำให้พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางไหลของน้ำและการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่รอยล้อที่มองเห็น เพราะน้ำทะเลและลมจะลบรอยเหล่านั้นไปได้ในเวลาไม่นาน แต่คือผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นเมื่อการบดอัดเกิดซ้ำในบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สูญเสียแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทราย ลดความสามารถของหาดในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังพายุหรือคลื่นแรง และเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่วางไข่เต่าทะเล ซึ่งต้องการทรายที่ร่วนและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอสำหรับการฟักไข่ Beach Lover พาสำรวจชายหาดเขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาที่พบได้ทั่วไปในหาดท่องเที่ยวของไทย คือการใช้พื้นที่ชายหาดในฐานะสนามกิจกรรม โดยยังขาดกลไกจัดการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนกิจกรรม การจำกัดพื้นที่วิ่งรถ หรือการติดตามสถานะกายภาพชายหาดอย่างสม่ำเสมอ รอยล้อบนทรายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ง่าย แต่ผลกระทบที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้ผิวทราย และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการท่องเที่ยวชายหาดอย่างยั่งยืน

หาดชะอำเหนือ-ใต้ ยามน้ำขึ้น-น้ำลง

Beach Lover ชวนไปศึกษาชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ในจังหวะน้ำลงและจังหวะน้ำขึ้น Beach Lover ยืนที่จุดเดิมใช้ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เสาไฟและทางลงชายหาดเป็นตำแหน่งอ้างอิง แล้วถ่ายภาพซ้ำเพื่อเทียบการเปลี่ยนแปลงยามน้ำขึ้น-ลง พบว่า หาดที่มีกำแพงกันคลื่นแบบนี้ “มีหาด” เฉพาะบางเวลา และ “ไม่มีหาด” ในบางเวลา ตอนน้ำลง ผืนทรายยังโผล่ให้เห็นพอสมควร หลายคนมองแล้วอาจรู้สึกว่าก็ยังมีหาดอยู่ เดินเล่นได้ ถ่ายรูปได้ ลงไปแช่น้ำได้บ้าง แต่ถ้ามองด้วยสายตาคนทำงานชายฝั่ง จะพบว่าชายหาดถูกบีบให้แคบ ด้วยโครงสร้างกำแพงกันคลื่นตลอดแนวพื้นที่ว่างที่ควรเป็นชายหาดธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยผิวคอนกรีตแบบขั้นบันได และสิ่งที่สะดุดตาที่สุดในช่วงน้ำลงคือสีเขียวๆ ที่เกาะตามขั้นบันไดคอนกรีต แผ่นเขียวนี้ไม่ใช่เรื่องสวยงามแบบธรรมชาติ แต่มันคือสัญญาณของพื้นที่ที่โดนน้ำทะเลสาดซ้ำๆ ชื้น เค็ม มีแสงแดด และเหมาะกับการเกิดคราบชีวภาพ/สาหร่าย ปัญหาคือมันลื่นมาก ลื่นชนิดที่คนทั่วไปมักประเมินต่ำกว่าความจริง ยิ่งถ้ามีคลื่นบางๆ เคลือบผิวไว้ หรือมีน้ำขังตามร่องขั้นบันได ความลื่นจะเพิ่มขึ้นทันที และเมื่อพื้นลื่นอยู่บนขอบเหลี่ยมคอนกรีต การล้มไม่ได้จบแค่เปียก แต่จบได้ด้วยการกระแทก ฟกช้ำ แตกหัก หรือแผลฉีกได้ง่ายกว่าการล้มบนทราย ช่วงน้ำลงแม้ว่ายังพอมีชายหาดอยู่บ้าง แต่เป็นหาดที่คนลงไปใช้งานแบบต้องระวังภัยตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะกับพื้นลื่น สิ่งที่เห็นชัดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ เมื่อชะอำใต้น้ำขึ้นแล้วหาดหาย บรรยากาศการท่องเที่ยวนั้นเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่นมาก แม้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ยังซบเซา […]

รั้วไม้ดักทรายหน้าสตน ยังสบายดี?

Beach Lover ลงสำรวจภาคสนามที่ชายหาดหน้าสตน จ.นครศรีธรรมราช ในช่วงที่ทะเลมีกำลังแรงในเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพอดี ภาพที่เห็นตรงหน้าให้บทเรียนที่ชัดมากเรื่องหนึ่งคือ มาตรการปักไม้/ทำรั้วไม้ดักทราย ที่หลายคนเชื่อว่าจะช่วยลดการกัดเซาะได้ แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงคลื่นลมรุนแรงจริงๆ มันไม่ทำงานอย่างที่หวัง จากสภาพพื้นที่ที่พบ รั้วไม้ถูกปักเรียงเป็นแนวขนานชายฝั่งต่อเนื่องยาวพอสมควร มีการเสริมฐานด้วยวัสดุชั่วคราวหลายชนิด เช่น กระสอบ/ถุงบิ๊กแบ็ก วัสดุผ้า (ลักษณะคล้ายจีโอเท็กซ์ไทล์) และซากวัสดุแตกหัก กระจายอยู่บริเวณโคนแนวไม้และพื้นที่ด้านใน แนวไม้หลายช่วง เอียง บิด แตกหัก หรือถูกถอน/พังจนเหลือเป็นซี่  ให้เห็นว่าคลื่นไม่ได้มาแค่ซัดผ่าน แต่มาแบบมีพลังพอจะทำลายได้ ขณะเดียวกัน บริเวณด้านในที่ควรจะเป็นพื้นที่ได้ประโยชน์จากการดักทรายจากรั้วไม้ ก็ยังเห็นร่องรอยการถูกกระทำจากคลื่น ทั้งการชะล้าง และพังทลายอย่างต่อเนื่อง ประเด็นคือ ต้องเข้าใจก่อนว่า รั้วไม้ดักทราย (sand fence ตามนิยามของกรมทรัพยากรทางทะเลแและชายฝั่ง) โดยหลักการไม่ใช่กำแพงกันคลื่น มันถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้าง โปร่ง (porous) เพื่อลดความเร็วของกระแสน้ำ และช่วยให้ทรายตกทับถมทีละน้อย เหมาะกับสภาพพลังงานคลื่นต่ำถึงปานกลาง หรือใช้เป็นมาตรการเสริมในพื้นที่ที่เป้าหมายคือ ฟื้นรูปทรงชายหาด/สันทราย/เนินทราย แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูมรสุมของอ่าวไทยตอนล่าง คลื่นสูงขึ้น คาบคลื่นยาวขึ้น น้ำหนุนสูงขึ้น และเกิดการกัดเซาะเชิงฤดูกาลอย่างเด่นชัด สภาพแวดล้อมในช่วงนี้เปลี่ยนจาก “ระบบสะสมตะกอน” เป็น “ระบบพังทลายตะกอน” ทันที Beach Lover ได้เคยตั้งคำถามและชวนคิดผ่านการนำเสนอภาพและเรื่องราวของรั้วไม้ดักทรายมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่อยากชวนสังคมคิดต่อว่า  รั้วไม้ดักทรายนั้น ‘ได้ผล’ […]

หาดหาย… ท้ายกำแพง!!!

หาดทรายแก้ว ชิงโค จังหวัดสงขลา เป็นหาดที่เป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำกิจกรรมชายหาด และที่สำคัญคือเป็นแนวกันชนธรรมชาติที่คอยรับแรงคลื่นแทนถนนด้านหลังมานาน เมื่อไรที่หาดยังกว้างพอ ถนนริมทะเลก็ยังพอมีระยะปลอดภัย แต่เมื่อไรที่หาดเริ่มหาย ความเสี่ยงจะตรงเข้าหาโครงสร้างพื้นฐานทันที และนี่คือบริบทที่ทำให้ Beach Lover หยิบยกเรื่องกำแพงกันคลื่นที่นี่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า (ติดตามได้จากโพสเก่าๆ) เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันชายฝั่งในพื้นที่ชิงโค ฟังดูเหมือนเป็นคำตอบตรงไปตรงมาสำหรับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการก่อสร้างกลับเป็นภาพความเสียหายในพื้นที่ทางทิศเหนือที่ชัดเจนมาก ด้านทิศเหนือของกำแพงถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง และวันนี้ถนนริมทะเลที่เคยห่างจากชายฝั่งโดยมีป่าสนและชายหาดเป็นพื้นที่กันชนนั้นขาดไปแล้ว ภาพถนนที่ถูกคลื่นกัดเซาะจนหาย เหลือเพียงขอบแอสฟัลต์แตกหักและเศษวัสดุพังทลายไหลลงทะเล ไม่ได้เป็นแค่ภาพความเสียหายเฉพาะหน้า เราตรึงแนวชายฝั่งไว้ด้วยกำแพง ณ จุดหนึ่ง ความเสียหายมักถูกผลักให้ไปปะทุอีกที่หนึ่งเสมอ โดยเฉพาะบริเวณท้ายโครงสร้าง ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดว่า คำว่าป้องกันชายฝั่งในทางปฏิบัติมักถูกใช้กันอยู่สองความหมาย ความหมายแรกคือป้องกันทรัพย์สินด้านหลัง เช่น ถนน บ้าน รีสอร์ต ไม่ให้ถูกคลื่นซัดจนพังเสียหาย ความหมายที่สองคือป้องกันให้ชายหาดยังอยู่ต่อไปในฐานะพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน โดยกำแพงกันคลื่นจำนวนมากทำงานได้ดีในความหมายแรก แต่กลับทำให้ความหมายที่สองแย่ลง เพราะกำแพงไม่ได้สร้างหาดทราย และไม่ได้ทำให้ระบบตะกอนกลับมาสมดุล มันเพียงแค่ขวางคลื่น ณ ตำแหน่งที่เราสร้าง ส่วนพลังงานและการขนส่งตะกอนตามธรรมชาติยังคงทำงานต่อ และมักไปแสดงผลที่ท้ายโครงสร้างหรือพื้นที่ข้างเคียงแทน กลไกที่ทำให้ชายหาดด้านท้ายน้ำของกำแพงกันคลื่นถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนั้น Beach Lover ได้เขียนไว้แล้วในหลายๆโพส ตามอ่านได้จากโพสเก่าๆ เมื่อมองในภาพใหญ่ สงขลาคือหนึ่งในจังหวัดที่มีการถกเถียงเรื่องกำแพงกันคลื่นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหลายพื้นที่ต้องการความปลอดภัยของถนนและทรัพย์สิน […]

งานก่อสร้างกำแพง หาดบางเกตุ เพชรบุรี

หาดบางเกตุตั้งอยู่หมู่ 7  บ้านบางเกตุ  อ.ชะอำ  จ.เพชรบุรี   ซึ่งมีความสวยงามมีสวนสาธารณะไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว  โดยมีแนวทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติในแง่การพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง  ที่หาดบางเกตุมีทั้งโรงแรมหรือจะกางเต็นท์ก็ได้ เป็นชายหาดที่มีความร่มรื่น เงียบสงบ และสะอาด ตลอดแนวชายหาดจะมีต้นไม้ขึ้นเรียงราย จึงเหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะมาเล่นน้ำและพักผ่อน และบริเวณใกล้ชายหาดมีน้อยหน่าที่มีรสชาติดีที่สุดในจังหวัดเพชรบุรีสามารถหาซื้อได้บริเวณริมถนนบ้านบางเกตุเท่านั้น ในช่วงเดือนมิถุนายน- กันยายน ของทุกปี (http://www.bangkao.go.th) หาดบางเกตุมีบรรยากาศแบบชายฝั่งชุมชนมากกว่าหาดท่องเที่ยว มีบ้านเรือน ร้านเล็กๆ ทางลงหาดที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย และชายหาดที่ทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักผ่อน ที่ทำกิจกรรม และที่รับแรงกระแทกจากมรสุมแทนชุมชนมาโดยตลอด “หาด” จึงไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์ แต่เป็นพื้นที่กันชน แม้ไม่ได้คึกคักแบบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้ๆอย่างหาดชะอำก็ตาม Beach Lover เคยพาสำรวจหาดแห่งนี้ไปแล้วเมื่อ 6 ปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/ต้นสนล้ม-ณ-หาดบางเกตุ/ ครั้งนี้ Beach Lover พาเดินสำรวจหาดบางเกตุอีกครั้งช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ พบงานก่อสร้างกำแพงตามภาพ กำแพงหินก่อที่กำลังก่อสร้างยาวตามแนวชายฝั่ง จากการสอบถามพบว่าสร้างเพื่อ “กันเขตที่ดินเอกชน” ซึ่งหากสังเกตจากภาพที่ Beach Lover ถ่ายและเขียนไว้เพื่อ 6 ปีก่อน ก็คือมาทดแทนรั้วเสาคอนกรีตและลวดหนามที่น่าจะพังทลายไปก่อนหน้านั่นเอง ถ้ามองผ่านสายตาคนทั่วไป กำแพงลักษณะนี้ดูมั่นคง แข็งแรง แต่ถ้ามองด้วยสายตาของวิศวกรชายฝั่ง […]

พาชมงานปักไม้ หาดม่วงงาม

Beach Lover ได้เคยเล่าถึงชายหาดม่วงงามไปแล้วในหลายๆโพส ติดตามได้จาก Search icon มุมขวาบน ช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือต้นปี 2569 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงมาสำรวจหาดม่วงงามอีกครั้ง บริเวณตำแหน่งที่มีการปักไม้สนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ตามที่ได้เขียนไว้ในโพส https://beachlover.net/sand-fence-muangngam-july2025/ พบว่า ด้านทิศเหนือของแนวไม้ตำแหน่งที่เป็นรอยต่อกับแนวเกเบี้ยนเดิมนั้นเสียหายบางส่วนตามภาพ ส่วนบริเวณอื่นๆยังอยู่ในสภาพปกติ โดยเมื่อเดินสำรวจตลอดทั้งแนว ไม่พบความแตกต่างของพื้นที่ชายหาดด้านหลังของแนวรั้วไม้ และพื้นที่ชายหาดบริเวณข้างเคียงที่ไม่มีแนวรั้วไม้

5 คำถาม “เช็กกึ๋น” ผู้สมัคร สส. เรื่องชายหาด

ชายหาดไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือ “ระบบนิเวศ” และ “โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ” ที่ลดพลังงานคลื่น รองรับภัยพิบัติ เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชายหาดขึ้นอยู่กับ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” เช่น 1.จะสร้างกำแพงกันคลื่น/เขื่อนกันคลื่น/รอดักทราย หรือเลือกทางเลือกอื่นดี 2.จะจัดการพื้นที่ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะหรือปล่อยให้ถูกใช้ประโยชน์จนเต็มขีดความสามารถ 3.จะกำหนดเขตถอยร่น/แนวกันชน เพื่อลดความเสี่ยงระยะยาวหรือไม่ 4.จะมีระบบติดตามประเมินผลโครงการชายฝั่งแบบโปร่งใสหรือไม่ และอื่นๆอีกมากมาย ประเด็นเหล่านี้เป็น “การเมือง” เพราะเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ การออกกฎระเบียบ การอนุมัติโครงการ และการกำกับดูแล ซึ่งอยู่ในมือรัฐและนักการเมืองโดยตรง การจัดการชายหาดจึงอาจแยกออกจากการเมืองได้ Beach Lover เคยเขียนบทความ “การเมืองเรื่องเม็ดทราย” มาแล้วเมื่อปีก่อน ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/sand-politics-october2025/ ช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สส. (กำหนดวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569) คือหน้าต่างนโยบายที่หาได้ยาก เพราะผู้สมัครและพรรคการเมืองพร้อมรับฟังข้อเสนอมากกว่าช่วงปกติ ขณะเดียวกันชายหาด พื้นที่สาธารณะของคนทั้งประเทศ มักถูกตัดสินชะตาโดย “นโยบายรัฐและการเมือง” มากพอๆ กับแรงคลื่นลมในทะเล Beach Lover ชวนตั้งคำถามกับผู้ที่รับอาสาดูแลประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดินปีละกว่า 3.X ล้าน ล้านบาท […]

พาชมรากโกงกางเทียมกันอีกรอบ ณ หาดสามร้อยยอด

Beach Lover เคยพาชม “แนวกันคลื่นแบบโปร่ง” หรือที่มีการเรียกขานกันว่า รากโกงกางเทียม  (C-Aoss) มาแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามอ่านได้จากไอคอน Search มุมขวาบน นอกจากนั้ยังสามารถติดตาม Clip พาเดินชมได้จาก Youtube (1) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) หาดนางทอง เขาหลัก พังงาและ (2) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) ณ หาดนางทอง จ พังงา และ (3) รากโกงกางเทียม เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดนางทอง (4) รากไม้โกงกางเทียม (ตำแหน่งหน้าครัวลุงระ) ณ หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง C-Aoss  ประกอบด้วย เสาหลักซึ่งทำจากไม้ผสมพลาสติก HDPE และ รากเทียมที่ออกแบบให้คล้ายรากโกงกาง โดยมีส่วนผสมยางพาราธรรมชาติ ตามเอกสารที่ค้นคว้าได้พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คลื่นเสียพลังงานบางส่วน และลดการพัดพาตะกอนบริเวณด้านหลังแนว เพื่อเอื้อต่อการสะสมตะกอน/ฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่ง โครงสร้างโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดสามร้อยยอดนี้ วางแนวต่อกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงของเดิมที่สร้างโดยสำนักโยธาธิการและผังเมือง จ.ประจวบฯ เมื่อปี 2560 โดยจากการเดินเท้าสำรวจครั้งนี้ พบว่าสภาพของโครงสร้างทั้ง 6 แถว ยังอยู่ในสภาพดี ยังไม่มีบางส่วนของโครงสร้างหลุดออกจากที่ตั้งเหมือนอย่างในพื้นที่อื่นๆที่ […]

see more…

ข่าว

ติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่ อำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

ที่มา: https://www.facebook.com/profile.php?id=100065421852678 วันที่ ๒๔ – ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๙ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ ๙ โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่ อำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางนรา และระบบหาดเขาตันหยง – ตากใบ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณดังกล่าว มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทรายสมดุล พบว่าเริ่มมีการสะสมของตะกอนทรายชายหาด อีกทั้งได้ติดตามสถานภาพชายฝั่งพื้นที่อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมโพธิ์ – บางมะรวด และระบบหาดบางนรา จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ชายฝั่งบริเวณดังกล่าว มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทรายสมดุล พบร่องรอยการกัดเซาะช่วงฤดูมรสุมที่ผ่านมา อีกทั้งพบว่าเริ่มมีการสะสมของตะกอนทรายชายหาด และปรับตัวเป็นเนินทรายชายฝั่งในบางพื้นที่ ทั้งนี้ สทช.๙ โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางชายฝั่ง จะดำเนินการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อจัดทำรายงานสถานภาพชายฝั่งทะเลประจำปี ๒๕๖๙ จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส ต่อไป

50 ปีของงานวิจัยที่ถูกเมิน: เมื่อศาลตัดสินให้เจ้าของบ้านสร้างกำแพงกันคลื่นเองได้

ที่มาข่าว: https://www.abc.net.au/news/2026-08-05/beach-erosion-expert-claims-research-ignored/106746240 วิศวกรชายฝั่งในออสเตรเลียชื่อ Angus Gordon เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายคุ้มครองชายฝั่งฉบับแรกของรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปี 1978 และร่วมปรับปรุงฉบับแก้ไขในปี 2016 ด้วย พูดง่ายๆ คือหลักการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งของรัฐนี้ มีลายมือของเขาอยู่แทบทุกหน้า เดือนกรกฎาคม 2569 ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ตัดสินว่า เจ้าของบ้านริมหาดที่ The Entrance North มีสิทธิตามกฎหมายในการสร้างกำแพงกันคลื่นยาว 90 เมตรเพื่อป้องกันบ้านของตัวเอง กอร์ดอนเรียกคำตัดสินนี้ว่าเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย และบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ คือสิ่งที่เขากับเพื่อนร่วมงานเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 รายงานปี 1978 ที่เขียนไว้ล่วงหน้า 48 ปี ปีนั้น กรมโยธาธิการรัฐนิวเซาท์เวลส์ว่าจ้างคณะผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกอร์ดอน ให้ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งช่วง Byron Bay–Hastings Point หลังปัญหาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในทศวรรษก่อนหน้า ข้อสรุปของรายงานฉบับนั้นสั้นและคม นั่นคือ “การแก้ปัญหาเฉพาะจุดของแต่ละราย ไม่เพียงไม่ได้ผล แต่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นในที่อื่น“ คณะผู้ศึกษายังพบด้วยว่ามาตรการอย่างรอดักทรายและการเติมทรายให้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น พร้อมเสนอว่าบางพื้นที่ควรปล่อยไว้โดยไม่พัฒนา และบางพื้นที่ควรวางแผนถอยร่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนะนำให้ท้องถิ่นควบคุมการพัฒนาในระยะ 1 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และระบุชัดว่าใครที่ฝ่าฝืน ต้องรับความเสี่ยงเอง Beach Lover ขอชวนคิดว่า นี่คือหลักการเดียวกับที่นักวิชาการชายฝั่งไทยพูดกันทุกวันนี้ […]

กำแพงยาว 500 กิโลเมตร: อินโดนีเซียกำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับทะเล

ที่มาข่าว: https://en.antaranews.com เดือนกันยายนปี 2569 อินโดนีเซียจะเริ่มลงเสาเข็มโครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานวิศวกรรมชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Giant Sea Wall หรือกำแพงกันคลื่นยักษ์ ทอดยาวจากจังหวัดบันเตินทางตะวันตก ไปจนถึงเกรสิกในชวาตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร มูลค่าโครงการที่ประเมินไว้อยู่ที่ราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เฉพาะเฟสแรกในอ่าวจาการ์ตาก็ใช้งบประมาณ 8,000–10,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศกลางสภาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเริ่มโครงการนี้ให้ได้ในสมัยของตน พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าโครงการจะใช้เวลา 15–20 ปี และเขาเองก็ไม่รู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนจะได้เป็นคนตัดริบบิ้น ทำไมชวาถึงต้องสร้างกำแพง พื้นที่ชายฝั่งเหนือของชวามีประชากรอาศัยอยู่ราว 50 ล้านคน และหลายเมือง เช่น จาการ์ตา เซอมารัง เดอมัก เกินดัล กำลังเผชิญปัญหาสองทางพร้อมกัน คือ น้ำทะเลสูงขึ้น และ แผ่นดินทรุดตัว ตัวเลขการทรุดตัวในบางพื้นที่อยู่ที่ 5–20 เซนติเมตรต่อปี นั่นหมายความว่าในบางจุดของชายฝั่งชวา แผ่นดินทรุดเร็วกว่าน้ำทะเลขึ้นถึง 50 เท่า สิ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็น น้ำท่วมมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของทะเลฝ่ายเดียว แต่คือเมืองที่กำลังจมลงไปหาทะเล คำถามทางวิศวกรรมเริ่มน่าสนใจคือ “กำแพงหยุดน้ำได้ แต่หยุดการทรุดตัวไม่ได้” โดยสาเหตุหลักของการทรุดตัวในชวาคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างหนัก เมื่อดึงน้ำออกจากชั้นดินตะกอน […]

สำรวจปากน้ำปราณ เร่งวางแผนฟื้นฟูชายฝั่ง มุ่งแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 15 สิงหาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำรวจและเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) บริเวณโครงการติดตั้งหัวหาดเทียมผสมผสานแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสำรวจแหล่งทรายบริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่นปากน้ำปราณ การสำรวจครั้งนี้ มุ่งเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่และองค์ประกอบชายฝั่งอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการออกแบบและวางแผนฟื้นฟูชายฝั่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ หรือ Nature-based Solution ซึ่งเป็นแนวทางที่ ทช. ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่งจะรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อนำไปวิเคราะห์และประกอบการจัดทำแผนดำเนินโครงการต่อไป โดยมุ่งให้การฟื้นฟูชายฝั่งปากน้ำปราณเกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน

สำรวจสัณฐานชายหาดป่าทราย จ.พังงา ติดตามการเปลี่ยนแปลงตะกอนชายฝั่งด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจสัณฐานชายหาด (Beach Profile) บริเวณหาดป่าทราย หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 2 พื้นที่ โดยนำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ร่วมกับการหาพิกัดด้วยระบบสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) เพื่อจัดเก็บข้อมูลสัณฐานชายฝั่งอย่างละเอียดและมีความแม่นยำสูง การสำรวจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแบบจำลองสัณฐานชายฝั่ง 3 มิติ (3D Coastal Model) และแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง (Orthomosaic Map) รวมทั้งจัดทำแนวรูปภาคตัดขวางชายหาด (Beach Profile) สำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของตะกอนทรายบริเวณชายหาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพ จากผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า บริเวณหาดป่าทรายยังคงมีสภาพชายฝั่งและการสะสมตัวของตะกอนทรายอยู่ในภาวะสมดุล ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์บริเวณชายหาดเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นพื้นที่จอดเรือของประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จะรวบรวมและจัดทำข้อมูลผลการสำรวจ เพื่อรายงานต่อกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งต่อไป สำหรับใช้ประกอบการติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว เพื่อให้ทรัพยากรชายฝั่งได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

Drone LiDAR สำรวจแนวไม้ไผ่ชายฝั่งสมุทรปราการ พบป่าชายเลนเพิ่มกว่า 8 ไร่

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 8 เมษายน 2569 กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามผลโครงการปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ครอบคลุมระยะทางรวมประมาณ 2,540 เมตร ในการสำรวจครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone LiDAR) มาใช้เก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ ด้วยระบบสำรวจระยะไกลด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อสร้างแบบจำลองภาพ 3 มิติ (Point Cloud) ที่มีความละเอียดสูง ผลการเปรียบเทียบข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเมื่อปี 2565 กับข้อมูลล่าสุดจาก Drone LiDAR พบว่า พื้นที่ด้านหลังแนวไม้ไผ่เกิดการสะสมตัวของตะกอนเลนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของพืชพรรณชายฝั่ง คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของแนวไม้ไผ่ในการช่วยลดความรุนแรงของคลื่น และฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้อย่างเป็นรูปธรรม กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง จะนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจไปจัดทำแผนที่รายละเอียดสูง (Orthomosaic) พร้อมคำนวณพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลโครงการในระยะยาว และเป็นข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

LiDAR ติดตามผลการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จ.ตราด

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH กรมทะเล ใช้เทคโนโลยี LiDAR ติดตามผลการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จ.ตราด พบตะกอนเลนสะสมตัวหนาแน่น-พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นกว่า 7 ไร่ วันที่ 4 เมษายน 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง (กอช.) เดินหน้าติดตามประสิทธิภาพโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เผยผลสำเร็จหลังการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นในพื้นที่จังหวัดตราด พบช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งได้อย่างมีนัยสำคัญ ณ ตำบลอ่าวใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดตราด โดยเจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยี อากาศยานไร้คนขับ (Drone LiDAR) มาใช้ในการเก็บข้อมูลระยะไกลด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อสร้างภาพจำลอง 3 มิติ หรือ Point Cloud ที่มีความละเอียดสูง ช่วยให้เห็นสภาพพื้นที่จริงและการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งได้อย่างแม่นยำกว่าการสำรวจแบบดั้งเดิม จากการตรวจสอบแนวไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น ซึ่งดำเนินการปักมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 รวมระยะทางประมาณ 2,500 เมตร พบความคืบหน้า ดังนี้ • เกิดการตกตะกอนเลนอย่างต่อเนื่องบริเวณหลังแนวไม้ไผ่ • พบการขยายตัวของพืชพรรณชายฝั่งและป่าชายเลน คิดเป็นพื้นที่รวมประมาณ 7.79 ไร่ แนวไม้ไผ่ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการธรรมชาติ ช่วยลดพลังงานคลื่นที่ปะทะชายฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลจากการสำรวจด้วย […]

สำรวจหาดทรายแก้ว พบตะกอนทรายเพิ่มต่อเนื่อง หลังใช้รั้วดักทราย

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 22 มีนาคม 2569 กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่ง ร่วมกับส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 10 ลงพื้นที่สำรวจการเปลี่ยนแปลงชายหาดบริเวณโครงการปักรั้วไม้ดักทราย หาดทรายแก้ว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่วิกฤตด้านการกัดเซาะชายฝั่งในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ผลการสำรวจพบว่า บริเวณด้านหลังแนวรั้วไม้ดักทรายมีการสะสมตัวของตะกอนทรายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นเนินทรายที่มีความสูง โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ครอบคลุมระยะทางประมาณ 1,600 เมตร เพื่อนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์และติดตามผลในระยะยาว ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการใช้มาตรการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงวิชาการมาสนับสนุนการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างยั่งยืน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาแนวทางการฟื้นฟูชายฝั่งในพื้นที่อื่น ๆ ที่ประสบปัญหา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศต่อไป

ติดตามสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งหาดปะนาเระ จ.ปัตตานี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบบริเวณ หาดปะนาเระ ตำบลปะนาเระ อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางแหลมโพธิ์–บางมะรวด จากการสำรวจพบว่า ช่วงที่ผ่านมาเกิดฝนฟ้าคะนองและคลื่นลมแรงสูงมากกว่า 2 เมตร ส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง และทำให้ถนนเลียบชายทะเลบางช่วงได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ยังพบโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ เขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง รอดักทรายรูปตัวไอ ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 จะดำเนินการติดตามสถานภาพพื้นที่และโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและวางแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

ติดตามสถานภาพชายฝั่งปัตตานี พบหาดทรายเริ่มฟื้นตัวอย่างสมดุล

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 3–6 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (สทช.9) โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูล และติดตามสถานภาพชายฝั่งทะเลในพื้นที่ อำเภอหนองจิก อำเภอเมืองปัตตานี และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ครอบคลุมระบบหาด เทพา–แหลมโพธิ์, แหลมโพธิ์–บางมะรวด และบางนรา ผลการสำรวจพบว่า ชายฝั่งในพื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น หาดทรายสมดุล เริ่มมีการสะสมตัวของตะกอนทราย และบางพื้นที่มีการปรับตัวเป็น เนินทรายชายฝั่ง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวของระบบชายฝั่งอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ แนวปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่น บริเวณ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี ยังมีประสิทธิภาพในการลดแรงคลื่นและช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทช.9 จะนำข้อมูลที่ได้ไปรวบรวม วิเคราะห์ และจัดทำรายงานสถานภาพชายฝั่งทะเลประจำปี 2569 จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวางแผนอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืนต่อไป

see more…