Home

ข่าว

พาชมสถานภาพแนวชายฝั่งปัตตานี ส่วนใหญ่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ ปัตตานี) สำรวจ และเก็บข้อมูลสถานภาพชายฝั่ง บริเวณพื้นที่หาดชลาลัย ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมโพธิ์-บางมะรวด ผลการสำรวจพบว่ามีลักษณะเป็นหาดทรายที่มีการสะสมตะกอนทรายจำนวนมาก อันเนื่องจากการกักตะกอนทรายของเขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty) บริเวณปากร่องน้ำปะนาเระ และพบการกัดเซาะชายฝั่งระหว่างรอดักทราย ซึ่งแนวชายฝั่งส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเขื่อนกันทรายและคลื่นและรอดักทราย โดยไม่พบการชำรุดของโครงสร้าง อีกทั้งชายหาดชลาลัยมีการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวและที่พักผ่อนหย่อนใจ

สำรวจสถานภาพแนวชายฝั่งทะเลท่าชนะ สุราษฎร์ธานี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ร่วมกับสำนักงาน ทช.ที่๔ (สุราษฎร์ธานี) สำรวจ ติดตามและประเมินสถานภาพพื้นที่แนวชายฝั่งทะเล จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณชายฝั่งหาดสำเร็จ ม.๕ ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จัดอยู่ในระบบหาดละแม-ท่าชนะ (T๕H๑๓๓) ผลการสำรวจสภาพแนวชายฝั่งทะเลโดยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) พบว่า มีเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง ๔ ตัว อยู่ทางด้านทิศเหนือ และยังพบเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง ทำให้บริเวณจุดสิ้นสุดโครงสร้างเกิดการกัดเซาะลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทั้งนี้ กำลังศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและจัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลของกรมโยธาธิการและผังเมือง และบริเวณชายฝั่งหาดสมบูรณ์ ม.๓ ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จัดอยู่ในระบบหาดละแม-ท่าชนะ (T๕H๑๓๓) ผลการสำรวจเป็นหาดทราย ไม่มีการกัดเซาะชายฝั่ง มีตะกอนทรายสะสมตัว และมีโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่งความยาว ๙๒๐ เมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมือง สำรวจสภาพแนวชายฝั่งทะเลโดยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) พบว่า มีการขุดทรายจากบริเวณหน้าโครงสร้างเดิมขึ้นมาถมโครงสร้างเพื่อเตรียมก่อสร้างโครงการดังกล่าว

เพิ่มแนวป้องกัน ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นปากทะเล เพชรบุรี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น พื้นที่ ต.ปากทะเล และ ต.บางแก้ว จ.เพชรบุรี

สำรวจต่อเนื่อง เก็บข้อมูลกัดเซาะชายฝั่งทะเลสงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง ต.เทพา และ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา มีความยาวชายฝั่งทะเล ๑๕.o๔ กม. ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเล ต.ปากบาง เป็นหาดทรายที่สมดุลตะกอนทรายสะสมมาก และชายฝั่งทะเล ต.เทพา ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ระยะทางประมาณ ๑.๕๙ กม. ส่งผลกระทบทำให้ต้นไม้ล้มหลายต้น และกล่องกระชุหินพังเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบโครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นริมชายฝั่ง กำแพงกันคลื่น และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง

มติเอกฉันท์ชาวบ้านไม่เอา “สันดอนทราย” ในอ่าวปัตตานี

ที่มา: https://www.facebook.com/theagandath/ โดย อัลอามีน มะแต และ ดร.อลิสา หะสาเมาะ จากการที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำโครงการศึกษาเรื่อง “สำรวจความต้องการสันดอนทราย จากโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานี” โดยลงพื้นที่สำรวจ จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2563 แล้วประมวลผลเสร็จเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 นั้น ผลสรุปที่ได้จากโครงการนี้พบว่า ชาวบ้านในชุมชนที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 315 คน ประกอบอาชีพประมง 100% ปรากฏว่าทั้งหมด 100% ไม่ต้องการสันดอนทราย โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบด้วยการนำกองทราย ซึ่งเกิดจากวัสดุขุดลอกไปทิ้งนอกอ่าวไทย “สันดอนทราย” มีที่มาที่ไปอย่างไร สำหรับโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานีเพื่อแก้ปัญหาการตื่นเขินเกิดขึ้นจาก 2 หน่วยงานคือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. เริ่มศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อมาได้ชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ครั้งที่ 1/2560 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ […]

แนวชายฝั่งอ่าวไทยชายแดนใต้ คงสภาพไม่พบการเปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ (ปัตตานี) สำรวจ และเก็บข้อมูลสถานภาพชายฝั่ง บริเวณพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดเขาตันหยง-ตากใบ ความยาวชายฝั่งประมาณ ๓๓ กม. ผลการสำรวจพบว่า มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทราย มีลักษณะธรณีสัณฐานแบบลากูน (lagoon) มีสภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ และพื้นที่แนวชายฝั่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรูปแบบรอดักทราย ๓๐ ตัว​ เขื่อนหินทิ้ง​ ความยาวประมาณ ๘๐๐​ ​เมตร และเขื่อนกันทรายและคลื่น ๓ ปากร่องน้ำ ได้แก่ ปากร่องน้ำโกลก ปากร่องน้ำตากใบ และปากร่องน้ำแบ่ง พบลักษณะการสะสมตัวด้านใต้และกัดเซาะด้านเหนือของรอดักทราย​ และเขื่อนกันทรายและคลื่นทุกตัว แต่ปัจจุบันการกัดเซาะเริ่มเข้าสู้สมดุลไม่มีการกัดเซาะเพิ่มเติม และจากการสอบถามข้อมูลชาวบ้านพบว่ากำลังจะมีโครงการปรับปรุงเขื่อนกันทรายและคลื่นปากแม่น้ำโก-ลก โดยกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ติดตามการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง อ.จะนะ จ.สงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง อ.จะนะ จ.สงขลา มีความยาวชายฝั่งทะเล ๒๔.๕๔ กม. ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ชายฝั่งมีลักษณะเป็นหาดทรายสมดุลและมีตะกอนทรายสะสมระยะทางประมาณ ๑๒.๒๑ กม. เป็นแนวชายฝั่งประเภทปากแม่น้ำ o.๔๘ กม. พื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ๒ พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่ ต.ตลิ่งชัน และ ต.สะกอม มีการกัดเซาะชายฝั่งระยะทางรวม ๕.๓o กม. นอกจากนี้ยังพบโครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ระยะทางยาว ๖.๕๕ กม. ได้แก่ เขื่อนกันคลื่นริมชายฝั่ง เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง

จับมือกองทัพอากาศหารือแนวทางแก้ไขกัดเซาะชายฝั่งอ่าวมะนาว

ที่มา: Facebook page กรมทรัพยากรทางทะเลและขายฝั่ง วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๓ (เพชรบุรี) ร่วมกับกองทัพอากาศ กองบิน ๕ อ่าวมะนาว สำรวจสถานภาพชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝั่ง ระบบหาดอ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขผลกระทบการกัดเซาะชายฝั่ง ผลการสำรวจพบว่ามีการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เป็นแนวยาวประมาณ ๑,๑๐๐ เมตร โดยต้นสนทะเลซึ่งอยู่ตามแนวชายฝั่งถูกกัดเซาะจนถึงบริเวณราก และมี end effect ระหว่างต้นไม้จึงเกิดการกัดเซาะความลึกประมาณ ๕-๑๐ เมตร สาเหตุการกัดเซาะชายฝั่งครั้งนี้ เกิดจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมวลอากาศเย็นกำลังแรง จึงทำให้บริเวณดังกล่าวจึงเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง

สำรวจสถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งพัทยา บรรยากาศเงียบเหงา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๒ (ชลบุรี) สำรวจสถานภาพชายฝั่งทะเล ท้องที่ จ.ชลบุรี บริเวณชายหาดเขาพระตำหนัก แหลมบาลีฮาย ชายหาดพัทยา และชายหาดวงศ์อำมาตย์ ตามกิจกรรมบูรณาการ การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ๒๓ จังหวัด พบว่าชายหาดที่ทำการสำรวจไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม สภาพทั่วไปเงียบสงบ นักท่องเที่ยวบางตา เนื่องจากสถานการณ์โคโรน่า (โควิด-๑๙)

ยืนดูคลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่น ที่บ้านท่าบอน หมู่ 2 ระโนด สงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/Beachforlife.BFL [ต้นฉบับข่าวเป็น VDO Clip] วันนี้ (20 มกราคม 2564) ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เป็นของกรมเจ้าท่าสร้างมา 2 ปีเเล้ว นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่น โดยใช้วิธีการปักเสาเข็มเป็นกำเเพงเเนวดิ่ง หลังจากสร้างเสร็จ คลื่นกวาดทรายหน้ากำเเพงออกไปทำให้หน้ากำเเพงลึก ทำให้คลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่นเเล้วยกตัวสูงขึ้น

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ประเด็นชวนคิด 2 (ตอนที่ 4/4)

ความเสียหายที่เกิดจากการสร้างไม่ได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ พบว่าฐานของโครงสร้างกำแพงกันคลื่นนี้จะจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลตลอดเวลา (สังเกตได้จากเสาเข็มต้นที่อยู่ฝั่งทะเลและแนวถุงทรายตามรูปที่ 7 ในตอนแรก https://beachlover.net/ข้อสังเกต-มหาราช-ตอน1-4/และ ระดับน้ำตามรูปที่ 1 ในโพสนี้) เมื่อน้ำขึ้นจะมีบางส่วนของกำแพงที่อยู่ใต้น้ำเพิ่มเติม และเมื่อโครงสร้างอยู่ในแนวที่น้ำท่วมถึงคลื่นจะวิ่งเข้ามาถึง นั่นหมายถึงโครงสร้างนั้นกำลังรบกวนสมดุลของกระบวนการชายฝั่งทะเล แม้ตามแบบจะปรากฏชัดว่าจะมีการถมทรายกลับทับจนถึงบันไดขั้นที่หก (จากด้านบน) แต่เมื่อคลื่นวิ่งเข้าปะทะทรายที่ถูกถมทับไปบนกำแพงขั้นบันได คลื่นจะค่อยๆชักเอาทรายด้านบนและด้านหน้าบันไดออกไป และเมื่อทรายด้านบนที่ถมทับถูกชักออกไปทั้งหมด คลื่นจะสามารถวิ่งเข้ามาปะทะกำแพงโดยตรงและจะส่งผลให้เกิดคลื่นสะท้อนด้านหน้ากำแพง ยิ่งเหนี่ยวนำให้ทรายด้านหน้ากำแพงถูกดึงออกนอกชายฝั่ง และชายหาดด้านหน้ากำแพงหดหายไปอย่างถาวร แสดงผลกระทบของโครงสร้างกำแพงกันคลื่นดังรูปที่ 2 นอกจากนั้นกำแพงจะยิ่งส่งผลให้ชายหาดส่วนถัดไปจากสุดปลายกำแพงเกิดการกัดเซาะได้เนื่องจากการเลี้ยวเบนของคลื่นและกระแสน้ำ แสดงดังรูปที่ 3 หากใช้มาตรการสร้างกำแพงกันคลื่น จำเป็นต้องสร้างตลอดทั้งแนว มิฉะนั้นพื้นที่ใกล้เคียงที่ปราศจากโครงสร้างป้องกันจะเกิดผลกระทบดังรูปที่ 4 ซึ่งจะยิ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น งานป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างที่ผ่านมาในประเทศไทยนั้น โดยมากเป็นการดำเนินงานเฉพาะพื้นที่ ทั้งที่จริงแล้วชายฝั่งทะเลเป็นเขตติดต่อที่ยาวต่อเนื่องกัน การดำเนินการในพื้นที่ใดย่อมส่งผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่งบริเวณใกล้เคียง พบว่าปัญหาการกัดเซาะที่เกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่งทะเลประเทศไทยส่วนใหญ่ต้นเหตุแห่งปัญหามาจากโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกัดเซาะ แต่กลับกลายเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเสียเอง (https://beachlover.net/แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง/) ประเทศที่มีดินแดนติดชายฝั่งหลายประเทศ โดยเรียนรู้จากบทเรียนเดิมที่เคยเกิดขึ้นว่า มาตรการใช้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งนั้นมีข้อจำกัดทั้งเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้เพื่อการก่อสร้างและบำรุงรักษาที่นับวันจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ (Luciana S. Esteves, 2014) รวมถึงผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นว่ายิ่งสร้างโครงสร้างป้องกันยิ่งจะส่งผลให้ต้องสร้างต่อไปเรื่อยๆ เพราะชายหาดที่ไม่ถูกป้องกันจะถูกกัดเซาะเป็นโดมิโน่ (Domino effect) แนวโน้มของการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบันจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการ จากการตรึงชายฝั่งให้อยู่กับที่โดยใช้โครงสร้างป้องกัน มาเป็นใช้มาตรการที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงน้อยที่สุด สำหรับประเทศไทยนั้น หลายหน่วยงานได้ดำเนินโครงการป้องกันชายฝั่งทะเลในหลายพื้นที่  […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ประเด็นชวนคิด 1 (ตอนที่ 3/4)

การใช้มาตรการที่เกินจำเป็น โครงการนี้ใช้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งขนาดใหญ่วางทับลงไปบนชายหาดที่ไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง แม้พบว่าช่วงเวลาที่เคยถูกกัดเซาะนั้นมีอัตราที่รุนแรงจริง (เดือนมีนาคมถึงสิงหาคมของปี 2558 ในรูปที่ 2 อัตราการเปลี่ยนแปลงของชายหาดมหาราช จากตอนที่ 2/4) แต่พบว่าชายหาดฟื้นคืนสภาพกลับมาตามธรรมชาติได้อีกครั้งในปีเดียวกัน นั่นแปลว่าชายหาดเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งตามฤดูกาลเท่านั้น หากเกิดการกัดเซาะอย่างถาวรเราจะไม่พบกระบวนการฟื้นคืนสภาพชายหาดเช่นนี้ และยังพบว่าในภาพรวมตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2562 ชายหาดมหาราชระยะทาง 1.9 กิโลเมตรเกิดเปลี่ยนแปลงสุทธิในลักษณะของการทับถมในอัตรา 0.431 เมตรต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นชายหาดที่มีเสถียรภาพ ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้โดยกรมทรัพยากรธรณีและยึดถือปฏิบัติมาถึงกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2562)  นอกจากนั้น จากรูปความเสียหายจนเป็นเหตุจำเป็นให้หน่วยงานต้องดำเนินโครงการป้องกันชายฝั่งบริเวณนี้ตามรูปที่ 4 (ภาพความเสียหายเมื่อ พ.ศ.2558 จากตอนที่ 2/4) พบว่า การกัดเซาะที่ปรากฏนั้นเกิดขึ้นเฉพาะจุด โดยเฉพาะตำแหน่งใกล้ๆกับทางระบายน้ำลงทะเล มิได้เกิดขึ้นตลอดทั้งแนวชายหาดแต่อย่างใด หากเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุแห่งการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันตลอดทั้งแนวชายหาดจริง เราจะพบการกัดเซาะตลอดทั้งแนวถนนเลียบชายหาด นั่นแปลได้ว่าชายหาดเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงบางตำแหน่งและเฉพาะช่วงระยะเวลาหนึ่งตามฤดูกาลเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นชายหาดในตำแหน่งใกล้ๆกับทางระบายน้ำก็ฟื้นคืนกลับมาในสภาพปกติ สังเกตได้จากสภาพชายหาดที่กลับคืนมาจากภาพ Google street view ตามรูปที่ 3 (ร่องรอยกัดเซาะบนถนนเลียบชายหาดจาก Google street view จากตอนที่ 2/4) ซึ่งถ่ายไว้ 1 […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: การเปลี่ยนแปลงของชายหาด (ตอนที่ 2/4)

วิธีการที่ง่ายและประหยัดที่สุดในยุคนี้ที่จะสามารถศึกษาประวัติการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งได้ในระยะยาวคือการศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายใช้งานสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากศึกษาจาก Google earth ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2013 (หรือ พ.ศ.2556) จนถึงปี 2019 (หรือ พ.ศ.2562) ณ พื้นที่ชายหาดมหาราช พบการเปลี่ยนแปลงดังรูปที่ 1 ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมลักษณะนี้ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องของแนวชายฝั่งที่เป็นแนวน้ำตัดกับทราย ที่จะแปรเปลี่ยนไปตามระดับน้ำขึ้นลง หากเราต้องการกำจัดอิทธิพลเรื่องระดับน้ำแตกต่างกันที่ว่านี้ออกไป นิยามของแนวชายฝั่งอีกตัวหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ แนวพืชขึ้นถาวร (Permanent vegetation line) [ศึกษาเพิ่มเติมจาก https://beachlover.net/shoreline-detection/] เมื่อเรามองภาพรวมของหาดมหาราชทั้งสี่ภาพด้านบนจะพบว่า แนวพืชขึ้นถาวร (แนวขอบของหญ้า ผักบุ้งทะเล หรือต้นสน) นั้นไม่มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่าบริเวณนี้เผชิญปัญหากัดเซาะชายฝั่งจนต้องสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง นอกจากนั้นยังพบว่ากำแพงกันดินที่ท้องถิ่นเคยสร้างไว้เดิมเพื่อปรับภูมิทัศน์ยังถูกปกคลุมมิดด้วยหญ้าและผักบุ้งทะเล (จากโพสตอนที่ 1/4) นั่นย่อมชี้ให้เห็นว่าชายหาดมีเสถียรภาพต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อนำแนวชายฝั่งของแต่ละชุดข้อมูลมาซ้อนทับกันเพื่อวิเคราะห์อัตราการเปลี่ยนแปลง พบว่าชายหาดมหาราชระยะทางตามแนวชายฝั่ง 1.9 กิโลเมตร มีอัตราการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2562 (ค.ศ.2013-2019) แสดงดังกราฟรูปที่ 2 จากรูปที่ 2 พบการกัดเซาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมของปี 2558 (ค.ศ.2015) […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ความเป็นมา(ตอนที่ 1/4)

หาดมหาราช หาดทรายชายทะเลที่สงบร่มรื่นและมีความเป็นส่วนตัวมาก หาดทรายขาวน้ำไม่ลึกมากสามารถเล่นน้ำได้ มีชายหาดร่มรื่นด้วยทิวสน มีการจัดแต่งเป็นที่พักผ่อนที่ชมทิวทัศน์ ให้ความสะดวกในการพักผ่อนที่กลมกลืนกับธรรมชาติพอสมควร ด้านหลังแนวหาดเป็นสวนหย่อมและเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประทับยืนหันหน้าออกสู่ทะเล มีที่พักและร้านอาหารให้บริการนักท่องเที่ยว หาดมหาราชยังมีสภาพชายหาดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง สังเกตได้จากพืชที่ขึ้นปกคลุมแสดงให้เห็นถึงความมีเสถียรภาพของชายหาด ชายหาดแห่งนี้เคยมีการสร้างกำแพงกันดินเพื่อปรับภูมิทัศน์ไปแล้วหนึ่งครั้ง (รูปที่ 1) ซึ่งปัจจุบันกำแพงนั้นได้ถูกพืชชายหาดปกคลุมจนเกือบมิด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างเสถียร แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพใดๆ แม้ช่วงที่เกิดพายุซัดฝั่งอย่างพายุปาบึกเมื่อเดือนมกราคม 2562 จากการลงพื้นที่สำรวจก็ไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะชายฝั่ง มีเพียงทรายที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนถนนและน้ำที่กระเซ็นข้ามมาด้านในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชายหาดมหาราชเริ่มมีเสาเข็มจำนวนมากมาวางริมชายหาด มีการปักหมุดเขตการก่อสร้าง เมื่อเดือน พ.ย.2562 (รูปที่ 2) โดยในช่วงเวลานั้นยังไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ หลังจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน ได้มีป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ (รูปที่ 3) มาวางอยู่ริมชายหาดบริเวณหัวมุมทางเลี้ยวโค้งหน้าร้านอาหารพร้อมกับการลงมือเปิดพื้นที่ทำงานบางส่วน รายละเอียดบนป้ายระบุว่ากำลังจะมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดยาว 1.102 กิโลเมตร พร้อมปรับภูมิทัศน์โดยทำซุ้มไม้ระแนงอีก 5 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 167.2 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 2 ปี 1 เดือน คิดเป็น 151.72 ล้านบาท ต่อ […]

น้ำท่วมชายฝั่ง ปานาเระ ปัตตานี

สืบเนื่องจากภาพข่าวและวีดีโอคลิปที่ถูกเผยแพร่กันไปเมื่อคืนวันที่ 12 มกราคม 2564 ถึงเหตุการณ์ที่น้ำทะเลไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่แถบชายหาดปานาเระ หาดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ จ.ปัตตานี ตามคลิป https://www.facebook.com/watch/live/?v=3863633530334021&ref=watch_permalink และ https://www.youtube.com/watch?v=58USfzLARGw ปรากฏการณ์น้ำทะเลเข้าท่วมพื้นที่ชายฝั่ง (Coastal flooding) ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงน้ำเกิด (Spring tide) ซึ่งก็คือคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งมีทั้งข้างขึ้น (Full moon) และข้างแรม(New moon) สำหรับเหุตการณ์ในครั้งนี้เราจะไม่เห็นดวงจันทร์ เพราะเป็นคืนเดือนมืด หรือแรม 15 ค่ำนั่นเอง ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มกราคม จากข้อมูลระดับน้ำทำนาย ณ ปากน้ำปัตตานี โดยกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ (http://www.hydro.navy.mi.th/tide64/21-PN2021.pdf) แสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่มีการถ่ายคลิป VDO ในคืนวันที่ 12 มกราคมนั้น เป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลยกตัวสูงสุดของพอดี (รูปล่างในกรอบสีแดง) นอกจากนั้น ในช่วงวันที่ 12 มกราคม เป็นช่วงที่เกิดความกดอากาศสูงหลายพื้นที่ในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทยเกิดคลื่นสูง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปรากฏชัดจากผลการพยากรณ์คลื่นทะเลในวันที่ 12 มกราคม 2564 […]

Jetty ตัวแรกแห่งอันดามัน กำลังจะเกิดขึ้น?!?

บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ดำรงชีวิตอยู่แถบชายทะเลอันดามัน เดิมมีชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณปากคลองน้ำเค็มกว่าหนึ่งพันครัวเรือน แต่หลังจากเกิดเหตุ Tsunami เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 บ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด สิ่งปลูกสร้างชายฝั่งถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น สภาพชายฝั่งและพื้นที่ปากคลองถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างมากมาย สันทรายปากคลองที่เเคยเป็นปราการธรรมชาติถูกทำลาย เช่นเดียวกันกับสันดอนทรายใต้น้ำ จากการศึกษาโดยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งจ้างบริษัทที่ปรึกษา “ซีสเปคตรัม” ศึกษาไว้เมื่อปี 2550 ระบุว่าหลังจากพื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจาก Tsunami เมื่อปี 2547 พบว่า แรงปะทะจาก Tsunami ได้พัดพาสันดอนทรายที่ปากคลองหายไปจนหมดสิ้น ตะกอนทรายบางส่วนถูกพัดพาไปตกในคลองปากเกาะ ส่งผลให้ร่องน้ำตื้นเขินเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง Ikonos วันที่ 29 ธ.ค.2547 เทียบกับภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 แสดงให้เห็นการกัดเซาะบริเวณคลองปากเกาะดังพื้นที่สีแดง แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 1 ปี พบว่าชายหาดเกิดการฟื้นตัวกลับมามีพื้นที่ชายหาดเกือบเหมือนเดิมก่อนเกิด Tsunami ภาพถ่ายดาวเทียม Ikonos วันที่ 29 ธ.ค.2547 เทียบกับภาพถ่ายวันที่ 24 ธ.ค.2548 แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของชายหาดบริเวณคลองปากเกาะดังพื้นที่สีเหลือง แต่ยังคงพบว่าสันทรายปากร่องน้ำทางทิศเหนือบริเวณเกาะคอเขายังคงไม่ฟื้นคืนกลับมาในสภาพเดิม หลังจากนั้นปากคลองปากเกาะก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามที่ปรากฏในภาพถ่าย […]

ดูกันชัดๆ กัดเซาะ “ชั่วคราว” หรือ “ชั่วโคตร”

Beach Lover ได้เคยนำเสนอประเด็นกัดเซาะชั่วคราวและชั่วโคตรไปแล้ว ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ชายหาดกัดเซาะแบบไหน/ มาครั้งนี้ ขอนำเสนอภาพถ่ายเพื่อย้ำเตือนประเด็นนี้กันอีกรอบ ณ ชายหาดม่วงงาม หาดแก้ว บ่ออิฐ และหาดชิงโค จ.สงขลา “กัดเซาะชั่วคราว” หรือการเสียสมดุลของชายหาดแบบชั่วคราว ภาพด้านซ้ายมือของชายหาดม่วงงาม ณ ตำแหน่งเดียวกัน เพียงแต่ต่างช่วงเวลากัน แสดงให้เห็นว่า ชายหาดมีความเป็นพลวัต ยามมรสุมชายหาดอาจถูกกัดเซาะไปบ้าง คลื่นขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาทักทายถนนให้ชำรุดไปบ้าง แต่ยามปลอดมรสุม คลื่นขนาดเล็กจะหอบเอาทรายขึ้นมาเติมจนเต็ม พืชขึ้นปกคลุมชายหาด ชายหาดกลับมาเสถียรและสมบูรณ์อีกครั้ง ตราบเท่าที่ไม่มีการแทรกแซงสมดุลของชายฝั่งตามธรรมชาติ “กัดเซาะชั่วโคตร” หรือการเสียสมดุลของชายหาดแบบถาวร ภาพด้านขวาของหาดชิงโค บ่ออิฐ และหน้าโรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท แสดงให้เห็นถึงการกัดเซาะในรูปแบบที่หาดถูกกัดเซาะแบบกัดแล้วไม่คืนสมดุลเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม โดยการกัดเซาะลักษณะนี้มักเกิดขึ้นบริเวณที่มีการแทรกแซงสมดุลชายฝั่งจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นทางทิศใต้ของทั้งสามพื้นที่ ส่งผลให้ชายหาดด้านทิศเหนือเสียสมดุลและเกิดการกัดเซาะอย่างถาวร “กัดเซาะชั่วคราว” อาจเปลี่ยนเป็น “กัดเซาะชั่วโคตร” ได้เมื่อมีการแทรกแซงสมดุลของชายฝั่งตามธรรมชาติ เป็นต้นว่า การสร้างโครงสร้างในทะเลหรือริมทะเล ที่กีดขวางการเคลื่อนตัวของคลื่นกระแสน้ำและตะกอนชายฝั่ง เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชายหาดที่เคย “กัดเซาะชั่วคราว” เปลี่ยนเป็น “กัดเซาะชั่วโคตร” แบบที่มิอาจหวนกลับคืนได้ตราบเท่าที่ปัจจัยแทรกแซงนั้นยังคงดำรงอยู่

หาดบางเนียง พัง(งา)! ยังสบายดีไหมหลังมรสุม

หลังผ่านพ้นพายุโนอึลไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 Beach lover ได้นำเสนอปัญหากัดเซาะบริเวณหาดบางเนียงไปแล้วตามโพส https://beachlover.net/หาดบางเนียงพังงา/ หลังจากนั้นได้ทราบข่าวว่ามีความพยายามร่วมกันหารือเพื่อป้องกันชายฝั่งบริเวณนี้จากทั้งรัฐและเอกชน โดยทางเจ้าของที่ดินเองได้นำทรายด้านหน้าหาดมาถมพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะไป แต่ก็ไม่เป็นผล Beach Lover ได้มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์นี้อีกครั้งช่วงสิ้นสุดมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2563 พบว่าพื้นที่ที่เคยถูกกัดเซาะนั้นบางส่วนยังคงสภาพเดิม บางส่วนทางเจ้าของพื้นที่ได้ทำดินมาถมเพื่อปรับพื้นที่ด้านบนให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะประกอบกิจการต่อได้ และเมื่อระดับน้ำทะเลลดระดับลงเป็นปกติไม่สูงเหมือนช่วงมรสุมก็ส่งผลให้คลื่นซัดเข้ามาไม่ถึงพื้นที่ด้านในแล้ว เมื่อเดินถัดไปตามแนวชายฝั่งทางทิศเหนือของพื้นที่แถวๆปากคลองพบว่า พื้นที่ส่วนนี้ยังคงปกติไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะ โดยพบว่าแนวฝั่งเป็นแนวเดียวกันกับแนวกำแพงกันคลื่นเดิมทางทิศใต้ ความหมายคือ การกัดเซาะในพื้นที่นี้เป็นการกัดเซาะที่เรียกว่าเฉพาะถิ่น หรือ Local effect จากการแทรกแซงสมดุลชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นการเฉพาะในพื้นที่ ตามที่เคยได้อธิบายไว้ในโพสก่อนหน้านี้แล้วว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแทรกแซงสมดุลชายฝั่งจนส่งผลให้พื้นที่นี้ถูกกัดเซาะมากขึ้นกว่าปกติในรูปแบบที่ผิดธรรมชาติ (โค้งเว้า) ก็เพราะกำแพงกันคลื่นที่อยู่ทางทิศใต้นั่นเอง (ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่น https://beachlover.net/กำแพงกันคลื่น-ไปต่อหรือพอแค่นี้/ และ https://beachlover.net/seawall/) เป็นความจริงที่ว่าในอดีตกำแพงกันคลื่นบนพื้นที่เอกชนแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งเข้ามาประมาณหนึ่ง ไม่ถึงกับประชิดน้ำทะเลมาก แต่ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของทั้งคลื่นลม ระดับน้ำทะเล ประกอบกับปราการทางธรรมชาติเพื่อช่วยป้องกันคลื่นสำหรับชายหาดแถบนี้อย่างแนวโขดหินใต้น้ำและปะการังธรรมชาติได้ถูกทำลายไปในช่วง Tsunami 2004 ส่งผลให้ชายหาดโดยภาพรวมของพังงาเริ่มกัดเซาะมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเป็นเหตุให้กำแพงกันคลื่นของเอกชนที่สร้างทางทิศใต้ของพื้นที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดน้ำทะเลมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้กำแพงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการรบกวนการเคลื่อนที่ของคลื่นและตะกอนชายฝั่ง จึงเป็นเหตุให้พื้นที่ทางทิศเหนือของกำแพงเกิดการกัดเซาะในลักษณะโค้งเว้าจากการเลี้ยวเบนของคลื่นตามที่เห็น มาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบของรัฐจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ระหว่างนี้ปัญหาเฉพาะหน้ายามมรสุมเป็นสิ่งที่รัฐควรคำนึงถึงเพื่อสวัสดิภาพของประชาชนผู้ใช้ประโยชน์ริมชายหาด

หาดเต่าไข่ วัดท่าไทร ยังสบายดี (มาก)

Beach Lover เคยนำเสนอเรื่องราวของหาดทรายหน้าวัดท่าไทร ท้ายเหมือง จ.พังงา ช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้วครั้งหนึ่ง ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ท้ายเหมือง-เต่าเกือบไม่ได้ไข่เพราะกำแพงหิน/ ช่วงหมดฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจชายหาดแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง พบว่าชายหาดแตกต่างไปจากเดิมช่วงมรสุมอย่างมากมาย หน้าหาดมีความลาดชัน 18 องศา ซึ่งถือว่าชันมาก และพบว่าคลื่นลมหอบทรายขึ้นมากองบริเวณชายหาดส่วนหลัง (Backshore) ที่เป็นพื้นที่ที่มีการปักไม้เพื่อเป็นรั้วดักทราย (Sand fence) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระยะทาง 594 เมตร ด้วยงบประมาณเกือบห้าแสนบาท การสำรวจเมื่อช่วงมรสุม (กันยายน) พบว่ารั้วไม้มีสูงจากพื้นทรายประมาณ 0.8-0.95 เมตรตลอดทั้งแนว (เฉลี่ยประมาณ 0.89 เมตร) ส่วนในช่วงปลอดมรสุม (ธันวาคม) พบว่ารั้วไม้มีสูงจากพื้นทรายเฉลี่ยประมาณ 0.15 เมตร พบว่าชายหาดใกล้เคียงทางทิศใต้ที่เคยมีกองหินโผล่ในช่วงมรสุม ปัจจุบันถูกทรายกลบจนเกือบมิด พบว่าชายหาดบริเวณนี้ในช่วงมรสุมเมื่อเกิดการกัดเซาะ ก็กัดเซาะตลอดทั้งแนวในรูปแบบเดียวกัน กล่าวคือระดับของสันหาดลดต่ำลงอย่างมาก ความลาดชันชายหาดลดลง คลื่นซัดเอาทรายหน้าหาดหดหายไป ส่งผลให้รั้วไม้ที่ถูกปักไว้โผล่พ้นผืนทรายตลอดทั้งแนวเกือบ 0.9 เมตร และคลื่นยังควักล้วงเอาทรายจากพื้นที่ด้านหลังรั้วไม้ออกไปได้อีกด้วย ครั้งเมื่อปลอดมรสุม ก็เกิดการทับถมในรูปแบบเดียวกัน […]

รื้อแล้ว! โครงสร้างปากคลองจาก @ อ่าวนาง

Beach Lover ได้เเคยนำเสนอเรื่องราวของโครงสร้างบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปากคลองจาก อ่าวนาง จ.กระบี่ไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2563 ตามโพสนี้ https://beachlover.net/คลองจาก-อ่าวนาง-กำลังสร้างอะไรกัน/ หลังจากนั้นก็ได้รับทราบข่าวว่า มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังสื่อต่างๆ [ตัวอย่าง https://www.77kaoded.com/news/pradit/2039902 และ https://www.youtube.com/watch?v=oEZnVLxyn7U] และไปยังหลายหน่วยงาน รวมถึงกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้อง Beach Lover ได้ตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลพบว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบายน้ำเสียลงทะเล ของ อบต.อ่าวนาง ซึ่งยังมิได้ดำเนินการขออนุญาตจากกรมอุทยานฯ จึงมีการสั่งรื้อถอนในที่สุด จากการสำรวจภาคสนามในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 พบว่า คันหินที่เคยยื่นล้ำลงไปบนชายหาดกำลังถูกรื้อถอนออก และสภาพของน้ำในคลองไม่เน่าเสีย ปากคลองเริ่มค่อยๆฟื้นคืนสภาพเดิมแล้ว ประเด็นชวนคิดต่อก็คือ (1) เหตุใดโครงสร้างปากร่องน้ำแบบนี้ จึงเกิดขึ้นได้ ณ ชายหาดท่องเที่ยวกันเลื่องชื่อของกระบี่ โดยไม่มีแม้แต่เสียงคัดค้าน หากเรื่องไม่ถูกนำสู่สาธารณะ ไม่มีการร้องเรียน โครงสร้างที่ว่านี้ก็คงแล้วเสร็จไปนานแล้ว ทั้งที่โครงสร้างลักษณะนี้ไม่ว่ามันจะถูกตีความเป็นรอบังคับกระแสน้ำ หรือเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำก็ตาม ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วยเหตุที่ว่าจะนำพาความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2) หากโครงการบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำออกสู่ทะเลนี้มีความจำเป็นจริงๆ ควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่กระทบต่อพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อและเป็นหน้าเป็นตาของชาวกระบี่แบบนี้ โดยทางเลือกเหล่านั้นอาจเป็นการขุดลอกทางระบายน้ำให้ไหลเร็วขึ้นแทนการบังคับกระแสน้ำลงทะเลโดยการใช้โครงสร้างปากร่องน้ำ หรือผันน้ำไปออกเส้นทางน้ำอื่น อย่างไรก็ตาม […]

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ประเด็นชวนคิด 2 (ตอนที่ 4/4)

ความเสียหายที่เกิดจากการสร้างไม่ได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ พบว่าฐานของโครงสร้างกำแพงกันคลื่นนี้จะจมอยู่ใต้ระดับน้ำทะเลตลอดเวลา (สังเกตได้จากเสาเข็มต้นที่อยู่ฝั่งทะเลและแนวถุงทรายตามรูปที่ 7 ในตอนแรก https://beachlover.net/ข้อสังเกต-มหาราช-ตอน1-4/และ ระดับน้ำตามรูปที่ 1 ในโพสนี้) เมื่อน้ำขึ้นจะมีบางส่วนของกำแพงที่อยู่ใต้น้ำเพิ่มเติม และเมื่อโครงสร้างอยู่ในแนวที่น้ำท่วมถึงคลื่นจะวิ่งเข้ามาถึง นั่นหมายถึงโครงสร้างนั้นกำลังรบกวนสมดุลของกระบวนการชายฝั่งทะเล แม้ตามแบบจะปรากฏชัดว่าจะมีการถมทรายกลับทับจนถึงบันไดขั้นที่หก (จากด้านบน) แต่เมื่อคลื่นวิ่งเข้าปะทะทรายที่ถูกถมทับไปบนกำแพงขั้นบันได คลื่นจะค่อยๆชักเอาทรายด้านบนและด้านหน้าบันไดออกไป และเมื่อทรายด้านบนที่ถมทับถูกชักออกไปทั้งหมด คลื่นจะสามารถวิ่งเข้ามาปะทะกำแพงโดยตรงและจะส่งผลให้เกิดคลื่นสะท้อนด้านหน้ากำแพง ยิ่งเหนี่ยวนำให้ทรายด้านหน้ากำแพงถูกดึงออกนอกชายฝั่ง และชายหาดด้านหน้ากำแพงหดหายไปอย่างถาวร แสดงผลกระทบของโครงสร้างกำแพงกันคลื่นดังรูปที่ 2 นอกจากนั้นกำแพงจะยิ่งส่งผลให้ชายหาดส่วนถัดไปจากสุดปลายกำแพงเกิดการกัดเซาะได้เนื่องจากการเลี้ยวเบนของคลื่นและกระแสน้ำ แสดงดังรูปที่ 3 หากใช้มาตรการสร้างกำแพงกันคลื่น จำเป็นต้องสร้างตลอดทั้งแนว มิฉะนั้นพื้นที่ใกล้เคียงที่ปราศจากโครงสร้างป้องกันจะเกิดผลกระทบดังรูปที่ 4 ซึ่งจะยิ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น งานป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างที่ผ่านมาในประเทศไทยนั้น โดยมากเป็นการดำเนินงานเฉพาะพื้นที่ ทั้งที่จริงแล้วชายฝั่งทะเลเป็นเขตติดต่อที่ยาวต่อเนื่องกัน การดำเนินการในพื้นที่ใดย่อมส่งผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่งบริเวณใกล้เคียง พบว่าปัญหาการกัดเซาะที่เกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่งทะเลประเทศไทยส่วนใหญ่ต้นเหตุแห่งปัญหามาจากโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ซึ่งแท้จริงแล้วมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกัดเซาะ แต่กลับกลายเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาเสียเอง (https://beachlover.net/แก้ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง/) ประเทศที่มีดินแดนติดชายฝั่งหลายประเทศ โดยเรียนรู้จากบทเรียนเดิมที่เคยเกิดขึ้นว่า มาตรการใช้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งนั้นมีข้อจำกัดทั้งเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้เพื่อการก่อสร้างและบำรุงรักษาที่นับวันจะมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ (Luciana S. Esteves, 2014) รวมถึงผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นว่ายิ่งสร้างโครงสร้างป้องกันยิ่งจะส่งผลให้ต้องสร้างต่อไปเรื่อยๆ เพราะชายหาดที่ไม่ถูกป้องกันจะถูกกัดเซาะเป็นโดมิโน่ (Domino effect) แนวโน้มของการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในปัจจุบันจึงได้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการ จากการตรึงชายฝั่งให้อยู่กับที่โดยใช้โครงสร้างป้องกัน มาเป็นใช้มาตรการที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียงน้อยที่สุด สำหรับประเทศไทยนั้น หลายหน่วยงานได้ดำเนินโครงการป้องกันชายฝั่งทะเลในหลายพื้นที่  […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ประเด็นชวนคิด 1 (ตอนที่ 3/4)

การใช้มาตรการที่เกินจำเป็น โครงการนี้ใช้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งขนาดใหญ่วางทับลงไปบนชายหาดที่ไม่เกิดการกัดเซาะที่รุนแรง แม้พบว่าช่วงเวลาที่เคยถูกกัดเซาะนั้นมีอัตราที่รุนแรงจริง (เดือนมีนาคมถึงสิงหาคมของปี 2558 ในรูปที่ 2 อัตราการเปลี่ยนแปลงของชายหาดมหาราช จากตอนที่ 2/4) แต่พบว่าชายหาดฟื้นคืนสภาพกลับมาตามธรรมชาติได้อีกครั้งในปีเดียวกัน นั่นแปลว่าชายหาดเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งตามฤดูกาลเท่านั้น หากเกิดการกัดเซาะอย่างถาวรเราจะไม่พบกระบวนการฟื้นคืนสภาพชายหาดเช่นนี้ และยังพบว่าในภาพรวมตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2562 ชายหาดมหาราชระยะทาง 1.9 กิโลเมตรเกิดเปลี่ยนแปลงสุทธิในลักษณะของการทับถมในอัตรา 0.431 เมตรต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นชายหาดที่มีเสถียรภาพ ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้โดยกรมทรัพยากรธรณีและยึดถือปฏิบัติมาถึงกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2562)  นอกจากนั้น จากรูปความเสียหายจนเป็นเหตุจำเป็นให้หน่วยงานต้องดำเนินโครงการป้องกันชายฝั่งบริเวณนี้ตามรูปที่ 4 (ภาพความเสียหายเมื่อ พ.ศ.2558 จากตอนที่ 2/4) พบว่า การกัดเซาะที่ปรากฏนั้นเกิดขึ้นเฉพาะจุด โดยเฉพาะตำแหน่งใกล้ๆกับทางระบายน้ำลงทะเล มิได้เกิดขึ้นตลอดทั้งแนวชายหาดแต่อย่างใด หากเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุแห่งการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันตลอดทั้งแนวชายหาดจริง เราจะพบการกัดเซาะตลอดทั้งแนวถนนเลียบชายหาด นั่นแปลได้ว่าชายหาดเกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงบางตำแหน่งและเฉพาะช่วงระยะเวลาหนึ่งตามฤดูกาลเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นชายหาดในตำแหน่งใกล้ๆกับทางระบายน้ำก็ฟื้นคืนกลับมาในสภาพปกติ สังเกตได้จากสภาพชายหาดที่กลับคืนมาจากภาพ Google street view ตามรูปที่ 3 (ร่องรอยกัดเซาะบนถนนเลียบชายหาดจาก Google street view จากตอนที่ 2/4) ซึ่งถ่ายไว้ 1 […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: การเปลี่ยนแปลงของชายหาด (ตอนที่ 2/4)

วิธีการที่ง่ายและประหยัดที่สุดในยุคนี้ที่จะสามารถศึกษาประวัติการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งได้ในระยะยาวคือการศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายใช้งานสะดวกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หากศึกษาจาก Google earth ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2013 (หรือ พ.ศ.2556) จนถึงปี 2019 (หรือ พ.ศ.2562) ณ พื้นที่ชายหาดมหาราช พบการเปลี่ยนแปลงดังรูปที่ 1 ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมลักษณะนี้ แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องของแนวชายฝั่งที่เป็นแนวน้ำตัดกับทราย ที่จะแปรเปลี่ยนไปตามระดับน้ำขึ้นลง หากเราต้องการกำจัดอิทธิพลเรื่องระดับน้ำแตกต่างกันที่ว่านี้ออกไป นิยามของแนวชายฝั่งอีกตัวหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ แนวพืชขึ้นถาวร (Permanent vegetation line) [ศึกษาเพิ่มเติมจาก https://beachlover.net/shoreline-detection/] เมื่อเรามองภาพรวมของหาดมหาราชทั้งสี่ภาพด้านบนจะพบว่า แนวพืชขึ้นถาวร (แนวขอบของหญ้า ผักบุ้งทะเล หรือต้นสน) นั้นไม่มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่าบริเวณนี้เผชิญปัญหากัดเซาะชายฝั่งจนต้องสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง นอกจากนั้นยังพบว่ากำแพงกันดินที่ท้องถิ่นเคยสร้างไว้เดิมเพื่อปรับภูมิทัศน์ยังถูกปกคลุมมิดด้วยหญ้าและผักบุ้งทะเล (จากโพสตอนที่ 1/4) นั่นย่อมชี้ให้เห็นว่าชายหาดมีเสถียรภาพต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เมื่อนำแนวชายฝั่งของแต่ละชุดข้อมูลมาซ้อนทับกันเพื่อวิเคราะห์อัตราการเปลี่ยนแปลง พบว่าชายหาดมหาราชระยะทางตามแนวชายฝั่ง 1.9 กิโลเมตร มีอัตราการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556-2562 (ค.ศ.2013-2019) แสดงดังกราฟรูปที่ 2 จากรูปที่ 2 พบการกัดเซาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมของปี 2558 (ค.ศ.2015) […]

ข้อสังเกตต่อโครงการป้องกันการกัดเซาะชายหาดมหาราช จ.สงขลา: ความเป็นมา(ตอนที่ 1/4)

หาดมหาราช หาดทรายชายทะเลที่สงบร่มรื่นและมีความเป็นส่วนตัวมาก หาดทรายขาวน้ำไม่ลึกมากสามารถเล่นน้ำได้ มีชายหาดร่มรื่นด้วยทิวสน มีการจัดแต่งเป็นที่พักผ่อนที่ชมทิวทัศน์ ให้ความสะดวกในการพักผ่อนที่กลมกลืนกับธรรมชาติพอสมควร ด้านหลังแนวหาดเป็นสวนหย่อมและเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประทับยืนหันหน้าออกสู่ทะเล มีที่พักและร้านอาหารให้บริการนักท่องเที่ยว หาดมหาราชยังมีสภาพชายหาดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง สังเกตได้จากพืชที่ขึ้นปกคลุมแสดงให้เห็นถึงความมีเสถียรภาพของชายหาด ชายหาดแห่งนี้เคยมีการสร้างกำแพงกันดินเพื่อปรับภูมิทัศน์ไปแล้วหนึ่งครั้ง (รูปที่ 1) ซึ่งปัจจุบันกำแพงนั้นได้ถูกพืชชายหาดปกคลุมจนเกือบมิด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างเสถียร แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพใดๆ แม้ช่วงที่เกิดพายุซัดฝั่งอย่างพายุปาบึกเมื่อเดือนมกราคม 2562 จากการลงพื้นที่สำรวจก็ไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะชายฝั่ง มีเพียงทรายที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนถนนและน้ำที่กระเซ็นข้ามมาด้านในเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชายหาดมหาราชเริ่มมีเสาเข็มจำนวนมากมาวางริมชายหาด มีการปักหมุดเขตการก่อสร้าง เมื่อเดือน พ.ย.2562 (รูปที่ 2) โดยในช่วงเวลานั้นยังไม่มีป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ หลังจากนั้นไม่ถึง 1 เดือน ได้มีป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ (รูปที่ 3) มาวางอยู่ริมชายหาดบริเวณหัวมุมทางเลี้ยวโค้งหน้าร้านอาหารพร้อมกับการลงมือเปิดพื้นที่ทำงานบางส่วน รายละเอียดบนป้ายระบุว่ากำลังจะมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดยาว 1.102 กิโลเมตร พร้อมปรับภูมิทัศน์โดยทำซุ้มไม้ระแนงอีก 5 แห่ง งบประมาณทั้งสิ้น 167.2 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 2 ปี 1 เดือน คิดเป็น 151.72 ล้านบาท ต่อ […]

น้ำท่วมชายฝั่ง ปานาเระ ปัตตานี

สืบเนื่องจากภาพข่าวและวีดีโอคลิปที่ถูกเผยแพร่กันไปเมื่อคืนวันที่ 12 มกราคม 2564 ถึงเหตุการณ์ที่น้ำทะเลไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่แถบชายหาดปานาเระ หาดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ จ.ปัตตานี ตามคลิป https://www.facebook.com/watch/live/?v=3863633530334021&ref=watch_permalink และ https://www.youtube.com/watch?v=58USfzLARGw ปรากฏการณ์น้ำทะเลเข้าท่วมพื้นที่ชายฝั่ง (Coastal flooding) ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในช่วงน้ำเกิด (Spring tide) ซึ่งก็คือคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งมีทั้งข้างขึ้น (Full moon) และข้างแรม(New moon) สำหรับเหุตการณ์ในครั้งนี้เราจะไม่เห็นดวงจันทร์ เพราะเป็นคืนเดือนมืด หรือแรม 15 ค่ำนั่นเอง ซึ่งตรงกับวันที่ 13 มกราคม จากข้อมูลระดับน้ำทำนาย ณ ปากน้ำปัตตานี โดยกรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ (http://www.hydro.navy.mi.th/tide64/21-PN2021.pdf) แสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลาที่มีการถ่ายคลิป VDO ในคืนวันที่ 12 มกราคมนั้น เป็นช่วงเวลาที่ระดับน้ำทะเลยกตัวสูงสุดของพอดี (รูปล่างในกรอบสีแดง) นอกจากนั้น ในช่วงวันที่ 12 มกราคม เป็นช่วงที่เกิดความกดอากาศสูงหลายพื้นที่ในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ภาคใต้ตอนล่างฝั่งอ่าวไทยเกิดคลื่นสูง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปรากฏชัดจากผลการพยากรณ์คลื่นทะเลในวันที่ 12 มกราคม 2564 […]

Jetty ตัวแรกแห่งอันดามัน กำลังจะเกิดขึ้น?!?

บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ดำรงชีวิตอยู่แถบชายทะเลอันดามัน เดิมมีชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณปากคลองน้ำเค็มกว่าหนึ่งพันครัวเรือน แต่หลังจากเกิดเหตุ Tsunami เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 บ้านน้ำเค็มเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากที่สุด สิ่งปลูกสร้างชายฝั่งถูกทำลายล้างจนหมดสิ้น สภาพชายฝั่งและพื้นที่ปากคลองถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างมากมาย สันทรายปากคลองที่เเคยเป็นปราการธรรมชาติถูกทำลาย เช่นเดียวกันกับสันดอนทรายใต้น้ำ จากการศึกษาโดยกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งจ้างบริษัทที่ปรึกษา “ซีสเปคตรัม” ศึกษาไว้เมื่อปี 2550 ระบุว่าหลังจากพื้นที่นี้ได้รับผลกระทบจาก Tsunami เมื่อปี 2547 พบว่า แรงปะทะจาก Tsunami ได้พัดพาสันดอนทรายที่ปากคลองหายไปจนหมดสิ้น ตะกอนทรายบางส่วนถูกพัดพาไปตกในคลองปากเกาะ ส่งผลให้ร่องน้ำตื้นเขินเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ ภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง Ikonos วันที่ 29 ธ.ค.2547 เทียบกับภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 แสดงให้เห็นการกัดเซาะบริเวณคลองปากเกาะดังพื้นที่สีแดง แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 1 ปี พบว่าชายหาดเกิดการฟื้นตัวกลับมามีพื้นที่ชายหาดเกือบเหมือนเดิมก่อนเกิด Tsunami ภาพถ่ายดาวเทียม Ikonos วันที่ 29 ธ.ค.2547 เทียบกับภาพถ่ายวันที่ 24 ธ.ค.2548 แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของชายหาดบริเวณคลองปากเกาะดังพื้นที่สีเหลือง แต่ยังคงพบว่าสันทรายปากร่องน้ำทางทิศเหนือบริเวณเกาะคอเขายังคงไม่ฟื้นคืนกลับมาในสภาพเดิม หลังจากนั้นปากคลองปากเกาะก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามที่ปรากฏในภาพถ่าย […]

ดูกันชัดๆ กัดเซาะ “ชั่วคราว” หรือ “ชั่วโคตร”

Beach Lover ได้เคยนำเสนอประเด็นกัดเซาะชั่วคราวและชั่วโคตรไปแล้ว ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ชายหาดกัดเซาะแบบไหน/ มาครั้งนี้ ขอนำเสนอภาพถ่ายเพื่อย้ำเตือนประเด็นนี้กันอีกรอบ ณ ชายหาดม่วงงาม หาดแก้ว บ่ออิฐ และหาดชิงโค จ.สงขลา “กัดเซาะชั่วคราว” หรือการเสียสมดุลของชายหาดแบบชั่วคราว ภาพด้านซ้ายมือของชายหาดม่วงงาม ณ ตำแหน่งเดียวกัน เพียงแต่ต่างช่วงเวลากัน แสดงให้เห็นว่า ชายหาดมีความเป็นพลวัต ยามมรสุมชายหาดอาจถูกกัดเซาะไปบ้าง คลื่นขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาทักทายถนนให้ชำรุดไปบ้าง แต่ยามปลอดมรสุม คลื่นขนาดเล็กจะหอบเอาทรายขึ้นมาเติมจนเต็ม พืชขึ้นปกคลุมชายหาด ชายหาดกลับมาเสถียรและสมบูรณ์อีกครั้ง ตราบเท่าที่ไม่มีการแทรกแซงสมดุลของชายฝั่งตามธรรมชาติ “กัดเซาะชั่วโคตร” หรือการเสียสมดุลของชายหาดแบบถาวร ภาพด้านขวาของหาดชิงโค บ่ออิฐ และหน้าโรงแรมหาดแก้วรีสอร์ท แสดงให้เห็นถึงการกัดเซาะในรูปแบบที่หาดถูกกัดเซาะแบบกัดแล้วไม่คืนสมดุลเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตาม โดยการกัดเซาะลักษณะนี้มักเกิดขึ้นบริเวณที่มีการแทรกแซงสมดุลชายฝั่งจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งในที่นี้คือการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นทางทิศใต้ของทั้งสามพื้นที่ ส่งผลให้ชายหาดด้านทิศเหนือเสียสมดุลและเกิดการกัดเซาะอย่างถาวร “กัดเซาะชั่วคราว” อาจเปลี่ยนเป็น “กัดเซาะชั่วโคตร” ได้เมื่อมีการแทรกแซงสมดุลของชายฝั่งตามธรรมชาติ เป็นต้นว่า การสร้างโครงสร้างในทะเลหรือริมทะเล ที่กีดขวางการเคลื่อนตัวของคลื่นกระแสน้ำและตะกอนชายฝั่ง เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ชายหาดที่เคย “กัดเซาะชั่วคราว” เปลี่ยนเป็น “กัดเซาะชั่วโคตร” แบบที่มิอาจหวนกลับคืนได้ตราบเท่าที่ปัจจัยแทรกแซงนั้นยังคงดำรงอยู่

หาดบางเนียง พัง(งา)! ยังสบายดีไหมหลังมรสุม

หลังผ่านพ้นพายุโนอึลไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 Beach lover ได้นำเสนอปัญหากัดเซาะบริเวณหาดบางเนียงไปแล้วตามโพส https://beachlover.net/หาดบางเนียงพังงา/ หลังจากนั้นได้ทราบข่าวว่ามีความพยายามร่วมกันหารือเพื่อป้องกันชายฝั่งบริเวณนี้จากทั้งรัฐและเอกชน โดยทางเจ้าของที่ดินเองได้นำทรายด้านหน้าหาดมาถมพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะไป แต่ก็ไม่เป็นผล Beach Lover ได้มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์นี้อีกครั้งช่วงสิ้นสุดมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2563 พบว่าพื้นที่ที่เคยถูกกัดเซาะนั้นบางส่วนยังคงสภาพเดิม บางส่วนทางเจ้าของพื้นที่ได้ทำดินมาถมเพื่อปรับพื้นที่ด้านบนให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะประกอบกิจการต่อได้ และเมื่อระดับน้ำทะเลลดระดับลงเป็นปกติไม่สูงเหมือนช่วงมรสุมก็ส่งผลให้คลื่นซัดเข้ามาไม่ถึงพื้นที่ด้านในแล้ว เมื่อเดินถัดไปตามแนวชายฝั่งทางทิศเหนือของพื้นที่แถวๆปากคลองพบว่า พื้นที่ส่วนนี้ยังคงปกติไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะ โดยพบว่าแนวฝั่งเป็นแนวเดียวกันกับแนวกำแพงกันคลื่นเดิมทางทิศใต้ ความหมายคือ การกัดเซาะในพื้นที่นี้เป็นการกัดเซาะที่เรียกว่าเฉพาะถิ่น หรือ Local effect จากการแทรกแซงสมดุลชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นการเฉพาะในพื้นที่ ตามที่เคยได้อธิบายไว้ในโพสก่อนหน้านี้แล้วว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแทรกแซงสมดุลชายฝั่งจนส่งผลให้พื้นที่นี้ถูกกัดเซาะมากขึ้นกว่าปกติในรูปแบบที่ผิดธรรมชาติ (โค้งเว้า) ก็เพราะกำแพงกันคลื่นที่อยู่ทางทิศใต้นั่นเอง (ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่น https://beachlover.net/กำแพงกันคลื่น-ไปต่อหรือพอแค่นี้/ และ https://beachlover.net/seawall/) เป็นความจริงที่ว่าในอดีตกำแพงกันคลื่นบนพื้นที่เอกชนแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งเข้ามาประมาณหนึ่ง ไม่ถึงกับประชิดน้ำทะเลมาก แต่ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของทั้งคลื่นลม ระดับน้ำทะเล ประกอบกับปราการทางธรรมชาติเพื่อช่วยป้องกันคลื่นสำหรับชายหาดแถบนี้อย่างแนวโขดหินใต้น้ำและปะการังธรรมชาติได้ถูกทำลายไปในช่วง Tsunami 2004 ส่งผลให้ชายหาดโดยภาพรวมของพังงาเริ่มกัดเซาะมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเป็นเหตุให้กำแพงกันคลื่นของเอกชนที่สร้างทางทิศใต้ของพื้นที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดน้ำทะเลมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้กำแพงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการรบกวนการเคลื่อนที่ของคลื่นและตะกอนชายฝั่ง จึงเป็นเหตุให้พื้นที่ทางทิศเหนือของกำแพงเกิดการกัดเซาะในลักษณะโค้งเว้าจากการเลี้ยวเบนของคลื่นตามที่เห็น มาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบของรัฐจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ระหว่างนี้ปัญหาเฉพาะหน้ายามมรสุมเป็นสิ่งที่รัฐควรคำนึงถึงเพื่อสวัสดิภาพของประชาชนผู้ใช้ประโยชน์ริมชายหาด

หาดเต่าไข่ วัดท่าไทร ยังสบายดี (มาก)

Beach Lover เคยนำเสนอเรื่องราวของหาดทรายหน้าวัดท่าไทร ท้ายเหมือง จ.พังงา ช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือไปแล้วครั้งหนึ่ง ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ท้ายเหมือง-เต่าเกือบไม่ได้ไข่เพราะกำแพงหิน/ ช่วงหมดฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2563 นี้ Beach Lover ได้มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจชายหาดแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง พบว่าชายหาดแตกต่างไปจากเดิมช่วงมรสุมอย่างมากมาย หน้าหาดมีความลาดชัน 18 องศา ซึ่งถือว่าชันมาก และพบว่าคลื่นลมหอบทรายขึ้นมากองบริเวณชายหาดส่วนหลัง (Backshore) ที่เป็นพื้นที่ที่มีการปักไม้เพื่อเป็นรั้วดักทราย (Sand fence) โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระยะทาง 594 เมตร ด้วยงบประมาณเกือบห้าแสนบาท การสำรวจเมื่อช่วงมรสุม (กันยายน) พบว่ารั้วไม้มีสูงจากพื้นทรายประมาณ 0.8-0.95 เมตรตลอดทั้งแนว (เฉลี่ยประมาณ 0.89 เมตร) ส่วนในช่วงปลอดมรสุม (ธันวาคม) พบว่ารั้วไม้มีสูงจากพื้นทรายเฉลี่ยประมาณ 0.15 เมตร พบว่าชายหาดใกล้เคียงทางทิศใต้ที่เคยมีกองหินโผล่ในช่วงมรสุม ปัจจุบันถูกทรายกลบจนเกือบมิด พบว่าชายหาดบริเวณนี้ในช่วงมรสุมเมื่อเกิดการกัดเซาะ ก็กัดเซาะตลอดทั้งแนวในรูปแบบเดียวกัน กล่าวคือระดับของสันหาดลดต่ำลงอย่างมาก ความลาดชันชายหาดลดลง คลื่นซัดเอาทรายหน้าหาดหดหายไป ส่งผลให้รั้วไม้ที่ถูกปักไว้โผล่พ้นผืนทรายตลอดทั้งแนวเกือบ 0.9 เมตร และคลื่นยังควักล้วงเอาทรายจากพื้นที่ด้านหลังรั้วไม้ออกไปได้อีกด้วย ครั้งเมื่อปลอดมรสุม ก็เกิดการทับถมในรูปแบบเดียวกัน […]

รื้อแล้ว! โครงสร้างปากคลองจาก @ อ่าวนาง

Beach Lover ได้เเคยนำเสนอเรื่องราวของโครงสร้างบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปากคลองจาก อ่าวนาง จ.กระบี่ไปเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2563 ตามโพสนี้ https://beachlover.net/คลองจาก-อ่าวนาง-กำลังสร้างอะไรกัน/ หลังจากนั้นก็ได้รับทราบข่าวว่า มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังสื่อต่างๆ [ตัวอย่าง https://www.77kaoded.com/news/pradit/2039902 และ https://www.youtube.com/watch?v=oEZnVLxyn7U] และไปยังหลายหน่วยงาน รวมถึงกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้อง Beach Lover ได้ตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลพบว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการระบายน้ำเสียลงทะเล ของ อบต.อ่าวนาง ซึ่งยังมิได้ดำเนินการขออนุญาตจากกรมอุทยานฯ จึงมีการสั่งรื้อถอนในที่สุด จากการสำรวจภาคสนามในวันที่ 26 ธันวาคม 2563 พบว่า คันหินที่เคยยื่นล้ำลงไปบนชายหาดกำลังถูกรื้อถอนออก และสภาพของน้ำในคลองไม่เน่าเสีย ปากคลองเริ่มค่อยๆฟื้นคืนสภาพเดิมแล้ว ประเด็นชวนคิดต่อก็คือ (1) เหตุใดโครงสร้างปากร่องน้ำแบบนี้ จึงเกิดขึ้นได้ ณ ชายหาดท่องเที่ยวกันเลื่องชื่อของกระบี่ โดยไม่มีแม้แต่เสียงคัดค้าน หากเรื่องไม่ถูกนำสู่สาธารณะ ไม่มีการร้องเรียน โครงสร้างที่ว่านี้ก็คงแล้วเสร็จไปนานแล้ว ทั้งที่โครงสร้างลักษณะนี้ไม่ว่ามันจะถูกตีความเป็นรอบังคับกระแสน้ำ หรือเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำก็ตาม ต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ด้วยเหตุที่ว่าจะนำพาความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (2) หากโครงการบำบัดน้ำเสียและระบายน้ำออกสู่ทะเลนี้มีความจำเป็นจริงๆ ควรเลือกทางเลือกอื่นที่ไม่กระทบต่อพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อและเป็นหน้าเป็นตาของชาวกระบี่แบบนี้ โดยทางเลือกเหล่านั้นอาจเป็นการขุดลอกทางระบายน้ำให้ไหลเร็วขึ้นแทนการบังคับกระแสน้ำลงทะเลโดยการใช้โครงสร้างปากร่องน้ำ หรือผันน้ำไปออกเส้นทางน้ำอื่น อย่างไรก็ตาม […]

see more…

ข่าว

พาชมสถานภาพแนวชายฝั่งปัตตานี ส่วนใหญ่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ ปัตตานี) สำรวจ และเก็บข้อมูลสถานภาพชายฝั่ง บริเวณพื้นที่หาดชลาลัย ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมโพธิ์-บางมะรวด ผลการสำรวจพบว่ามีลักษณะเป็นหาดทรายที่มีการสะสมตะกอนทรายจำนวนมาก อันเนื่องจากการกักตะกอนทรายของเขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty) บริเวณปากร่องน้ำปะนาเระ และพบการกัดเซาะชายฝั่งระหว่างรอดักทราย ซึ่งแนวชายฝั่งส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเขื่อนกันทรายและคลื่นและรอดักทราย โดยไม่พบการชำรุดของโครงสร้าง อีกทั้งชายหาดชลาลัยมีการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวและที่พักผ่อนหย่อนใจ

สำรวจสถานภาพแนวชายฝั่งทะเลท่าชนะ สุราษฎร์ธานี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ร่วมกับสำนักงาน ทช.ที่๔ (สุราษฎร์ธานี) สำรวจ ติดตามและประเมินสถานภาพพื้นที่แนวชายฝั่งทะเล จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณชายฝั่งหาดสำเร็จ ม.๕ ต.ท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จัดอยู่ในระบบหาดละแม-ท่าชนะ (T๕H๑๓๓) ผลการสำรวจสภาพแนวชายฝั่งทะเลโดยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) พบว่า มีเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง ๔ ตัว อยู่ทางด้านทิศเหนือ และยังพบเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่ง ทำให้บริเวณจุดสิ้นสุดโครงสร้างเกิดการกัดเซาะลึกเข้าไปในแผ่นดิน ทั้งนี้ กำลังศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นและจัดเวทีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลของกรมโยธาธิการและผังเมือง และบริเวณชายฝั่งหาดสมบูรณ์ ม.๓ ต.วัง อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จัดอยู่ในระบบหาดละแม-ท่าชนะ (T๕H๑๓๓) ผลการสำรวจเป็นหาดทราย ไม่มีการกัดเซาะชายฝั่ง มีตะกอนทรายสะสมตัว และมีโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งริมชายฝั่งความยาว ๙๒๐ เมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างของกรมโยธาธิการและผังเมือง สำรวจสภาพแนวชายฝั่งทะเลโดยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) พบว่า มีการขุดทรายจากบริเวณหน้าโครงสร้างเดิมขึ้นมาถมโครงสร้างเพื่อเตรียมก่อสร้างโครงการดังกล่าว

เพิ่มแนวป้องกัน ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นปากทะเล เพชรบุรี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น พื้นที่ ต.ปากทะเล และ ต.บางแก้ว จ.เพชรบุรี

สำรวจต่อเนื่อง เก็บข้อมูลกัดเซาะชายฝั่งทะเลสงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง ต.เทพา และ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา มีความยาวชายฝั่งทะเล ๑๕.o๔ กม. ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเล ต.ปากบาง เป็นหาดทรายที่สมดุลตะกอนทรายสะสมมาก และชายฝั่งทะเล ต.เทพา ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง ระยะทางประมาณ ๑.๕๙ กม. ส่งผลกระทบทำให้ต้นไม้ล้มหลายต้น และกล่องกระชุหินพังเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบโครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ได้แก่ เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ เขื่อนกันคลื่นริมชายฝั่ง กำแพงกันคลื่น และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง

มติเอกฉันท์ชาวบ้านไม่เอา “สันดอนทราย” ในอ่าวปัตตานี

ที่มา: https://www.facebook.com/theagandath/ โดย อัลอามีน มะแต และ ดร.อลิสา หะสาเมาะ จากการที่คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำโครงการศึกษาเรื่อง “สำรวจความต้องการสันดอนทราย จากโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานี” โดยลงพื้นที่สำรวจ จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค.2563 แล้วประมวลผลเสร็จเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 นั้น ผลสรุปที่ได้จากโครงการนี้พบว่า ชาวบ้านในชุมชนที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 315 คน ประกอบอาชีพประมง 100% ปรากฏว่าทั้งหมด 100% ไม่ต้องการสันดอนทราย โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบด้วยการนำกองทราย ซึ่งเกิดจากวัสดุขุดลอกไปทิ้งนอกอ่าวไทย “สันดอนทราย” มีที่มาที่ไปอย่างไร สำหรับโครงการขุดลอกอ่าวปัตตานีเพื่อแก้ปัญหาการตื่นเขินเกิดขึ้นจาก 2 หน่วยงานคือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. เริ่มศึกษาความเป็นไปได้มาตั้งแต่ปี 2558 ต่อมาได้ชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ครั้งที่ 1/2560 ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ […]

แนวชายฝั่งอ่าวไทยชายแดนใต้ คงสภาพไม่พบการเปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ (ปัตตานี) สำรวจ และเก็บข้อมูลสถานภาพชายฝั่ง บริเวณพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดเขาตันหยง-ตากใบ ความยาวชายฝั่งประมาณ ๓๓ กม. ผลการสำรวจพบว่า มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทราย มีลักษณะธรณีสัณฐานแบบลากูน (lagoon) มีสภาพป่าชายเลนที่สมบูรณ์ และพื้นที่แนวชายฝั่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งรูปแบบรอดักทราย ๓๐ ตัว​ เขื่อนหินทิ้ง​ ความยาวประมาณ ๘๐๐​ ​เมตร และเขื่อนกันทรายและคลื่น ๓ ปากร่องน้ำ ได้แก่ ปากร่องน้ำโกลก ปากร่องน้ำตากใบ และปากร่องน้ำแบ่ง พบลักษณะการสะสมตัวด้านใต้และกัดเซาะด้านเหนือของรอดักทราย​ และเขื่อนกันทรายและคลื่นทุกตัว แต่ปัจจุบันการกัดเซาะเริ่มเข้าสู้สมดุลไม่มีการกัดเซาะเพิ่มเติม และจากการสอบถามข้อมูลชาวบ้านพบว่ากำลังจะมีโครงการปรับปรุงเขื่อนกันทรายและคลื่นปากแม่น้ำโก-ลก โดยกรมชลประทาน ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ติดตามการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง อ.จะนะ จ.สงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง อ.จะนะ จ.สงขลา มีความยาวชายฝั่งทะเล ๒๔.๕๔ กม. ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่ชายฝั่งมีลักษณะเป็นหาดทรายสมดุลและมีตะกอนทรายสะสมระยะทางประมาณ ๑๒.๒๑ กม. เป็นแนวชายฝั่งประเภทปากแม่น้ำ o.๔๘ กม. พื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ๒ พื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่ ต.ตลิ่งชัน และ ต.สะกอม มีการกัดเซาะชายฝั่งระยะทางรวม ๕.๓o กม. นอกจากนี้ยังพบโครงสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ระยะทางยาว ๖.๕๕ กม. ได้แก่ เขื่อนกันคลื่นริมชายฝั่ง เขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ และเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง

จับมือกองทัพอากาศหารือแนวทางแก้ไขกัดเซาะชายฝั่งอ่าวมะนาว

ที่มา: Facebook page กรมทรัพยากรทางทะเลและขายฝั่ง วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๓ (เพชรบุรี) ร่วมกับกองทัพอากาศ กองบิน ๕ อ่าวมะนาว สำรวจสถานภาพชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝั่ง ระบบหาดอ่าวมะนาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขผลกระทบการกัดเซาะชายฝั่ง ผลการสำรวจพบว่ามีการกัดเซาะชายฝั่งทะเล เป็นแนวยาวประมาณ ๑,๑๐๐ เมตร โดยต้นสนทะเลซึ่งอยู่ตามแนวชายฝั่งถูกกัดเซาะจนถึงบริเวณราก และมี end effect ระหว่างต้นไม้จึงเกิดการกัดเซาะความลึกประมาณ ๕-๑๐ เมตร สาเหตุการกัดเซาะชายฝั่งครั้งนี้ เกิดจากอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมวลอากาศเย็นกำลังแรง จึงทำให้บริเวณดังกล่าวจึงเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรง

สำรวจสถานภาพการกัดเซาะชายฝั่งพัทยา บรรยากาศเงียบเหงา

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๒ (ชลบุรี) สำรวจสถานภาพชายฝั่งทะเล ท้องที่ จ.ชลบุรี บริเวณชายหาดเขาพระตำหนัก แหลมบาลีฮาย ชายหาดพัทยา และชายหาดวงศ์อำมาตย์ ตามกิจกรรมบูรณาการ การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ๒๓ จังหวัด พบว่าชายหาดที่ทำการสำรวจไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม สภาพทั่วไปเงียบสงบ นักท่องเที่ยวบางตา เนื่องจากสถานการณ์โคโรน่า (โควิด-๑๙)

ยืนดูคลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่น ที่บ้านท่าบอน หมู่ 2 ระโนด สงขลา

ที่มา: https://www.facebook.com/Beachforlife.BFL [ต้นฉบับข่าวเป็น VDO Clip] วันนี้ (20 มกราคม 2564) ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เป็นของกรมเจ้าท่าสร้างมา 2 ปีเเล้ว นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการก่อสร้างกำเเพงกันคลื่น โดยใช้วิธีการปักเสาเข็มเป็นกำเเพงเเนวดิ่ง หลังจากสร้างเสร็จ คลื่นกวาดทรายหน้ากำเเพงออกไปทำให้หน้ากำเเพงลึก ทำให้คลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่นเเล้วยกตัวสูงขึ้น

see more…