Home

ข่าว

สำรวจการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งแหลมตะลุมพุก

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานภาพชายฝั่ง พื้นที่หาดแหลมตะลุมพุก ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมตะลุมพุก – แหลมสมิหลา (T๖B๑๕๑) ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่บริเวณเส้นทางไปปลายแหลมตะลุมพุกมีการสะสมตัวของตะกอนทรายเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่หาดทรายกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งตามฤดูกาลในบริเวณหน้าโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งบางจุดของหาดแหลมตะลุมพุก อาจเกิดจากคลื่นลมแรง ทำให้เกิดการพัดพาตะกอนทรายบริเวณด้านหน้าของโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งกลับคืนสู่ทะเลส่งผลทำให้ตะกอนหาดทรายบริเวณด้านหน้าโครงสร้างหายไป อีกทั้งหาดแหลมตะลุมพุกมีการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวชายหาด และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งของประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียง

สำรวจสถานภาพชายฝั่งโคกกลอย รอยต่อพังงา-ภูเก็ต

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) ติดตาม เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระบบหาด ท้องที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ๒ ระบบหาด ประกอบด้วย (๑) ระบบหาดท้ายเหมือง (T7E201) ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เป็นหาดทรายมีความลาดชัน ๘ องศา (๒) ระบบหาดบ้านท่านุ่น (T7E202) ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เป็นหาดทราย ความลาดชัน ๙ องศา โดยทั้งสองหาดมีกระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศใต้ พบขยะชายหาดที่มากับน้ำทะเลปริมาณน้อย การใช้ประโยชน์ชายฝั่งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน และไม่พบการก่อสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม

ศาลปกครองระยอง สั่งระงับรื้อถอน ‘บ้านสุขาวดี’ พัทยา เฉพาะส่วน ‘อาคาร A-ป้ายโครงเหล็ก

ที่มา: www.isranews.org ‘ศาลปกครองระยอง’ มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ‘นายกเมืองพัทยา’ ที่มีคำสั่งให้รื้อถอน ‘อาคาร A-ป้ายโครงเหล็ก’ บ้านสุขาวดี แต่ ‘ยกคำขอ’ กรณีทุเลาบังคับกรณีรื้อถอน ‘อาคาร C’ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองระยองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ 187/2564 ระหว่าง บริษัท เฮลธ์ ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด กับ เมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลเมืองพัทยาฯ ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี (บริษัท เฮลธ์ ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด) ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร (บ้านสุขาวดี) ตั้งอยู่ที่ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่นายกเมืองพัทยามีคำสั่งตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 […]

กัดเซาะหนักชายหาดสงขลา บริเวณเขื่อนกันคลื่นหาดแก้ว

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจ และติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณหาดแก้ว อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผลการสำรวจพบการกัดเซาะต่อเนื่องจากจุดสิ้นสุดโครงสร้างด้านทิศเหนือ ตามแนวชายฝั่งระยะทางประมาณ ๒๐๔ เมตร และกัดเซาะลึกเข้าในแผ่นดิน ระยะทางประมาณ ๓๘ เมตร สาเหตุอาจเกิดจากคลื่นลมตามช่วงมรสุม โดยส่งผลกระทบทำให้ต้นสนล้มหลายต้น และที่พักอาศัย/เพิงพักสำหรับชาวประมงชายฝั่งพังเสียหาย และพบมีเศษหิน และกรวด บริเวณชายหาดจำนวนมาก ซึ่งอาจมาจากการผุพังแตกหักของก้อนหินที่ยังคงหลงเหลืออยู่หน้าบริเวณโครงสร้าง ทำให้ชายหาดเสียหายขาดความสวยงาม และเปลี่ยนสภาพจากหาดทรายเป็นหาดหินและกรวด อีกทั้งยังพบการชำรุดของลานอเนกประสงค์จากการกัดเซาะของน้ำทะเลอีกด้วย

สำรวจเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งปราณบุรีในช่วงฤดูมรสุม

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง เก็บภาพถ่ายมุมสูงจากอากาศยานไร้คนขับ หรือ DRONE เพื่อสำรวจแนวชายฝั่ง สภาพชายหาด และการใช้ประโยชน์ริมชายหาดปราณบุรีในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่คาดว่าจะมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นและปรับภูมิทัศน์ระยะทาง ๙๐๐ ม. บริเวณเขตพื้นที่เทศบาลตำบลปากน้ำปราณ ผลการสำรวจและประมวลข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บริเวณด้านทิศใต้ของ Jetty ปากน้ำปราณ ไปจนถึง ศูนย์ PIPO หรือ Port In Port Out Control Center ของกรมประมง ชายหาดมีตะกอนสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง พื้นที่โดยส่วนมากไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง บางตำแหน่งพบการกัดเซาะเล็กน้อยตามฤดูกาล การใช้ประโยชน์ริมชายหาด มีนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนและเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น Kite Surf ถัดมาทางทิศใต้พบโครงสร้างริมชายฝั่งที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เช่น กำแพงกันคลื่น และท่าเรือเทียบเรือเก่า

เก็บข้อมูลสถานภาพชายหาดบ้านใหม่ ชายทะเลเขตนราธิวาส

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ (ปัตตานี) สำรวจและติดตามสถานภาพชายฝั่งโดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) พื้นที่หาดบ้านใหม่ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางนรา ผลการสำรวจพบว่า มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทราย มีลักษณะธรณีสัณฐานชายฝั่งการวางตัวเป็นแนวยาวในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ โดยด้านทิศเหนือมีลักษณะเป็นหาดหิน/หัวหาด (Head Land) คือเขาตันหยง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว ชายฝั่งมีสภานภาพชายฝั่งสมดุล ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มีสะสมตัวของตะกอนทรายบนชายหาดจำนวนมาก ทำให้ชายหาดมีหน้ากว้างประมาณ ๑๕-๒๐ เมตร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากคลื่นที่หอบตะกอนทรายในช่วงลมมรสุมที่ผ่านมา ทำให้ได้ตะกอนทรายเข้ามาสะสมตัวในบริเวณนี้จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์ของชาวประมงชายฝั่งสำหรับเป็นพื้นที่จอดเรือ

ตื่นตาตื่นใจ! ‘สาหร่ายสีเขียว กำมะหยี่’ หนึ่งปีมีหน ที่ทะเลปากน้ำปราณ

ที่มา: https://ch3plus.com/news หนึ่งปีจะมีให้เห็นครั้งเดียว เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติชายหาดทะเลปราณบุรีมีสาหร่ายสีเขียว ดั่งกำมะหยี่ เกิดขึ้นตามขั้นบันไดปูนเขื่อนกันคลื่นแนวชายหาดปากน้ำปราณ ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร สีสันสวยงาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายทะเลปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมจากประชาชนทั้งคนในพื้นที่และต่างจังหวัดเดินทางมากันเป็นครอบครัวเพื่อมาท่องเที่ยวชายทะเลพักผ่อนหย่อนใจ และสังเกตได้ว่าเวลานี้ที่บริเวณเขื่อนกันคลื่นเป็นขั้นบันไดปูนจะแปรสภาพเป็นสีเขียวกำมะหยี่ ระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งเกิดมีสาหร่ายสีเขียวเกาะติดบนขั้นบันไดเขื่อนปูนกันคลื่นตามแนวชายหาด เมื่อสาหร่ายกระทบกับเกลียวคลื่นจะระยิบระยับสวยงาม ขณะนี้จะพบว่าตามขั้นบันไดประมาณ 3 ขั้น ที่ถูกน้ำทะเลท่วมถึงกลายเป็นเหมือนพรมสีเขียว คล้ายกำมะหยี่ ยาวตลอดแนวชายหาดเป็นที่ตื่นตาตื่นใจนักท่องเที่ยวมานั่งชม บ้างคนนำเอาโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพเก็บไว้และแชร์ส่งต่อกันในโซเชียล บรรยายถึงความสวยงาม ซึ่งหากประชาชนจะมาเที่ยวชมปรากฏการณ์พรมสีเขียว คล้ายกำมะหยี่ ต้องมาช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดลง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงเย็น จึงจะมองเห็นได้ชัดเจนและสวยงาม สำหรับปรากฏการณ์สาหร่ายสีเขียวมรกต จะเกิดขึ้นช่วงมีฤดูมรสุมพัดเข้าหาฝั่ง ตั้งแต่ปลายเดือน พฤศจิกายน จนถึงเดือน มกราคม โดยเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึง เป็นช่วงที่น้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ มีแสงแดดที่สาดส่องลงมาช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นลงท่วมแนวเขื่อนปูน จะทำให้เกิดอุณหภูมิเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมจนเกิดสาหร่ายทะเลสีเขียวกำมะหยี่ แต่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน เมื่อใดที่น้ำทะเลลดลง บริเวณขั้นบันไดน้ำทะเลขึ้นไม่ถึง สาหร่ายที่เกิดเป็นแนวยาวก็จะถูกแสงแดดแผดเผาจนสาหร่ายแห้งเป็นสีขาวและตายไป ก็ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้ก็ว่าได้ ฝากเตือนประชาชน เวลาจะไปถ่ายภาพ ระวังอย่าลงไปเหยียบสาหร่าย […]

เร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวอุดม

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๒ (ชลบุรี) ร่วมกับ ทสจ.ชลบุรี ศูนย์วิจัย ทช. อ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก เจ้าท่าส่วนภูมิภาค จ.ชลบุรี และเครือข่ายกลุ่มประมงต้นแบบบ้านอ่าวอุดม ตรวจสอบกรณีรับแจ้งน้ำมันรั่วไหล บริเวณสะพานปลาอ่าวอุดม ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผลการตรวจสอบพบคราบน้ำมันบริเวณผิวน้ำเป็นคราบบางๆ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๕๐ ตารางเมตร ยังไม่พบความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแต่อย่างใด ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ จะเฝ้าระวัง พร้อมแจ้งผู้เกี่ยวข้องในกรณีหากเกิดความเสียหาย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเรืองดการเท ถ่าย ทิ้งน้ำมันลงสู่ทะเล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลต่อไป

ชุมชนชายฝั่งท่าซักเห็นชอบ ให้ปักแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นสร้างผืนป่า

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง และสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) ร่วมประชุมในการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นโครงการซ่อม สร้าง เสริม การปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่ ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ความยาวแนวไม้ไผ่ ๒,๓๐๐ เมตร โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการฯ ประมาน ๖๐ คน ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นให้ดำเนินการตามรูปแบบที่กรม ทช. นำเสนอ เพื่อเป็นการป้องการกัดเซาะชายฝั่งและควรฟื้นฟูป่าชายเลนหลังแนวไม้ไผ่ต่อไป

ติดตามการสะสมตัวของตะกอนทรายด้านหลัง แนวรั้วไม้คลองวาฬ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำรวจ ติดตามการสะสมตัวของปริมาณตะกอนทรายด้านหลังแนวรั้วดักตะกอนทราย (Sand fence) ในช่วงมรสมุตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ชายฝั่ง อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่ารั้วดักตะกอนทรายแบบ wind break ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ต.คลองวาฬ บางตำแหน่งเริ่มมีการสะสมตัวของตะกอนทราย และพันธุ์ไม้ขึ้นปกคลุมแล้ว ส่วนพื้นที่หาดคลองวาฬ บ้านหว้าโทน ต.คลองวาฬ ในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีระดับน้ำทะเลค่อนข้างสูง ประกอบกับคลื่น ค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้บริเวณนี้เกิดร่องรอยของการกัดเซาะเล็กน้อยขึ้นด้านหลังรั้วดักตะกอนทราย แต่ในภาพรวมแล้วรั้วไม้บริเวณยังสามารถช่วยชะลอและลดความรุนแรงของคลื่นที่จะเข้ากระทบกับฝั่งได้ และยังช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายฝั่งด้านทิศเหนือได้

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

คดีประวัติศาสตร์ใกล้ยุติแล้ว

คดีประวัติศาสตร์ที่ว่านี้คือ “คดีหาดสะกอม” ซึ่งนับว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้อำนาจฟ้องรัฐในความผิดที่เกี่ยวข้องกับชายหาด โดยมีการฟ้องร้องเมื่อมกราคมปี 2551 และศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อกรกฎาคมปี 2554 โดยศาลปกครองสูงสุดได้นั่งพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อกันยายน 2564 อ่านเรื่องราวของคดีหาดสะกอมเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/คดีสะกอม-จ-สงขลา/ และ https://beachlover.net/นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก-ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสูงสุด-กรณีเขื่อนกันคลื่นหาดสะกอม/ และ https://beachlover.net/14-ปีผ่านไป-กับสันทรายโบราณบ้านโคกสัก/ รวมถึง E-Book คดีชายหาดจาก https://beachlover.net/การฟ้องคดีปกครอง/ มาวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 26 มกราคม 2565 หากนับตั้งแต่วันฟ้องคดีจวบจนถึงวันพิพากษาคดี นับว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนานถึง 14 ปีเต็ม คดีประวัติศาสตร์นี้จะจบลงอย่างไร Beach Lover จะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังหลังการพิพากษา โปรดติดตาม

พาชมโครงสร้าง Elastocoast @ ชะอำ

Beach Lover เคยนำเสนอเรื่องราวของโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ใช้วัสดุที่เรียกว่า Elastocoast ไปแล้ว ติดตามได้จาก https://beachlover.net/elastocoast-คืออะไร/ วันนี้ ขอพาชมโครงสร้างหัวหาด (Headland) ที่ใช้ Elastocoast ณ ชายหาดชะอำ บริเวณทิศใต้ติดกับหน้าชายหาดของโรงแรม Vala โรงแรมระดับ Small Luxury Hotels ในเครือ The Regent Cha Am จากภาพมุมสูงด้านบนในวงกลมสีแดงคือบริเวณที่มีการพังทลายของโครงสร้างหัวหาดที่ใช้ถุงทรายขนาดใหญ่เป็นฐานด้านล่างและเททับพื้นผิวด้านบนด้วย Elastocoast เมื่อเข้าไปสำรวจใกล้โครงสร้างจะพบสภาพดังรูปด้านล่าง จากการสอบถามผู้ใช้ชายหาดและเจ้าของกิจการบริเวณนั้นได้คำตอบว่า มีนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่ลูกหลานของชาวบ้านแถบนั้นเองลื่นบนวัสดุนี้หลายครั้ง เพราะกรวดเล็กๆที่ควรยึดเกาะกันด้วยน้ำยาเคลือบที่เหมือนมี Film บางๆของโพรียูรีเทนนั้น ไม่ได้ยึดกันแน่น เวลาเดินแล้วหลุดล่อนจึงส่งผลให้ลื่นล้มได้ง่าย โดยเฉพาะหากเดินบนลาด Slope ด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่ เห็นได้อย่างชัดเจนมากว่าการพังทลายของโครงสร้างนี้เหมือนกับที่หน้าวัดอู่ตะเภา อ.ท่าบอน จ.สงขลา ที่ Beach Lover ได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าเกิดการพังทลาย ของกำแพงกันคลื่นแบบ Elastocoast หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงสามเดือน กล่าวคือพบการแตกร้าวและหลุดล่อนเป็นแผ่นของ Elastocoast และเผยให้เห็นถึงโครงสร้างถุงทรายขนาดใหญ่ด้านใน นอกจากนั้นแล้ว ยังพบเศษหินกรวดขนาดเล็กบริเวณพื้นที่ชายหาดรอบๆ โดยคาดว่าเป็นเศษหินขนาดเล็กที่เป็นส่วนหนึ่งของ […]

เกาะกระแส “หาดชะอำ”

หาดชะอำใต้ ได้ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อีกครั้งเมื่อต้นเดือนมกราคม 2565 ด้วยเหตุที่ช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมหาดชะอำ จ.เพชรบุรี แล้วพบว่า มีสภาพต่างไปจากเดิมที่เคยเห็นมาก หาดสาธารณะที่แม้จะไม่สวยงามมากเหมือนแถบหัวหินหรือหาดชะอำเหนือ แต่ก็ยังมีชายหาดให้ลงเล่นน้ำหรือนั่งสบายๆริมชายหาดได้บ้าง ปัจจุบันบางส่วนได้ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งรูปแบบกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได เจ้าของโครงการคือกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ดำเนินการโครงการนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 ด้วยงบประมาณรวม 226.437 ล้านบาท หากโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์จะมีระยะทางตามแนวชายฝั่งรวมกว่า 3 กิโลเมตร Beach Lover เป็นที่แรกที่ได้รวบรวมทั้งรายละเอียดงบประมาณและนำเสนอเรื่องราวของโครงการป้องกันชายฝั่งนี้มาตั้งแต่ทราบว่าจะมีการก่อสร้างในปี 2563 ติดตามได้จาก https://beachlover.net/หาดขั้นบันได-ชะอำ/ และ https://beachlover.net/ความคืบหน้างานก่อสร้างหาดขั้นบันได-หาดชะอำใต้/ และ https://beachlover.net/หาดชะอำช่วงโควิด-ยังสบายดี/ หรือใช้ Search Icon มุมขวาบนของหน้าเวบเพื่อค้นหาคำว่า “ชะอำ” ก็ได้เช่นเดียวกัน งานก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ณ ชายหาดชะอำปัจจุบันประกอบด้วย 3 ระยะ (1) งบประมาณปี 2562 ช่วง กม.0+780-2+228 ยาว 1.438 กิโลเมตร งบประมาณ 102.974 ล้านบาท (2) งบประมาณปี 2563 ช่วง กม.2+228 – 2+985 ยาว 1.219 กิโลเมตร งบประมาณ […]

14 ปีผ่านไป กับสันทรายโบราณบ้านโคกสัก

บ้านโคกสักอยู่บริเวณทิศเหนือของปากคลองสะกอม จ.สงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม จนชาวบ้านที่นี่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิที่ตนเองพึงมีเมื่อมกราคมปี 2551 เพื่อฟ้องร้องกรมเจ้าท่าในฐานะเจ้าของโครงการเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอมที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปตั้งแต่ปี 2541 นับจนถึงมกราคม 2465 นี้ครบรอบ 14 ปีพอดีหลังจากเรื่องราวนี้ได้ถูกนำขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ติดตามเรื่องราวของคดีสะกอม ซึ่งถือเป็นคดีชายหาดประวัติศาสตร์คดีแรกของประเทศไทยที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิฟ้องร้องการดำนินงานของรัฐได้จาก https://beachlover.net/คดีสะกอม-จ-สงขลา/ และผลการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองสูงสุดได้ที่ https://beachlover.net/นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก-ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสูงสุด-กรณีเขื่อนกันคลื่นหาดสะกอม/ รวมถึงหนังสือเรื่องคดีชายหาดทั้ง 4 คดีได้จาก https://beachlover.net/การฟ้องคดีปกครอง/ Beach Lover ขอพาไปชมสภาพจริงของสันทรายชายหาดบ้านโคกสักในเดือนธันวาคม 2564 พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นสันทรายโบราณอายุมากกว่า 6000 ปี ต่อเนื่องตลอดแนวริมทะเลแถบนี้เรื่อยไปจนถึงบ้านสวนกง ไปจนถึงทางทิศใต้ของปากน้ำนาทับ สันทรายนี้ดูเผินๆเหมือนหินหรือวัสดุอะไรสักอย่างที่แข็งคล้ายหิน แต่อันที่จริงที่เราเห็นทั้งหมดนี้คือทรายที่ถูกทับถมมาอย่างเนิ่นนานจนแข็งคล้ายหิน มีสีสันและความหนาของแต่ละชั้นทรายที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นๆ อย่างชัดเจนมาก สันทรายโบราณลักษณะนี้มิได้พบเห็นมากนักในประเทศไทย อันที่จริงควรเป็นทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ควรถูกอนุรักษ์หวงแหนไว้ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่บริเวณนี้และยาวต่อเนื่องไปจนถึงทิศใต้ของปากน้ำนาทับคือการถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากโครงการพัฒนาของภาครัฐและเอกชน ขอร่วมติดตามอย่างใจเย็นกันต่อไปถึงการดำรงอยู่ของสันทรายโบราณแถบนี้

ทิ้งร้างกลางทะเล กับท่าเทียบเรือเมืองพัทยา

โครงการศูนย์บริการจอดเรือ แหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา สร้างบนผืนน้ำเนื้อที่ 120 ไร่ นับถึงปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานตามที่ได้ออกแบบไว้เลยตั้งแต่สร้างแล้วเสร็จ เนื่องจากประสบปัญหาคลื่นที่วิ่งผ่านเข้าด้านในที่จอดเรือมีขนาดใหญ่ จนส่งผลให้ท่าเทียบเรือแบบลอยน้ำเกิดความเสียหายหลุดลอยออกจากตำแหน่งเดิม หลังจากการซ่อมแซมบางส่วน สามารถจอดได้เฉพาะเรือขนาดเล็กเท่านั้น  โครงการนี้ประกอบด้วย การก่อสร้างพื้นที่จัดเก็บเรือริมชายฝั่งทะเลแหลมบาลีฮาย ขนาดพื้นที่ 120 ไร่ มีลักษณะเป็นท่าเทียบเรือแบบลอยน้ำได้ สามารถรองรับเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส พร้อมยังมีองค์ประกอบอื่นๆเช่น ทุ่นสำหรับยกเรือระบบ Hydro Lift สามารถใช้จอดเรือเร็วได้ 360 ลำ โดยโครงการนี้ไม่เข้าข่ายที่ต้องจัดทำ รายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการนี้จึงจัดทำเฉพาะรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น แล้วเสร็จไปตั้งแต่ มีนาคม 2553 โดยบริษัทเทสโก้ เจ้าของงานคือเมืองพัทยา หากสังเกตจากภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth เริ่มปรากฏหลักฐานว่ามีการพัฒนาท่าเทียบเรือ ณ แหลมบาลีฮาย ในช่วงระหว่างปี 2010-2013 (ไม่มีภาพถ่ายระหว่างนั้น จึงไม่ทราบปีที่แน่นอน) โดยเมืองพัทยามีแผนจะพัฒนาให้เป็นศูนย์จอดเรือเพื่อการนันทนาการขนาดใหญ่ โดยตั้งใจให้เป็น Hub พร้อมระบบเชื่อมต่อ แต่นับตั้งแต่มีการก่อสร้างยังไม่เคยถูกใช้งานเนื่องจากโครงสร้างชำรุดเสียหายตั้งแต่ยังไม่เปิดใช้ เมืองพัทยาเคยตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อหาคนรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่เรื่องก็เงียบไปตั้งแต่ปี 2560 หลังจากรัฐได้มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โครงการท่าเรือนี้ได้ถูกนำมาปัดฝุ่นกันอีกรอบ […]

เปิดพิกัดกำแพงกันคลื่น จากงบประมาณปี 2565

เริ่มต้นปี 2565 ด้วยการเปิดพิกัดโครงสร้างป้องกันชายฝั่งจากกรมโยธาธิการและผังเมืองที่อยู่ในเล่มงบประมาณ 2565 โดยทุกโครงการเป็นกำแพงกันคลื่นทั้งหมด มีทั้งที่สร้างใหม่โดยรื้อถอนกำแพงเดิมบนพื้นที่เดิม แต่ส่วนมากเป็นการสร้างในพื้นที่ชายฝั่งใหม่ รวมระยะทางตามแนวชายฝั่งกว่า 38.7 กิโลเมตร ใน 11 จังหวัด โดยจังหวัดที่โชคดีได้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งไปมากที่สุดในปีนี้คือ จ.นครศรีธรรมราช รวม 8 โครงการ หมายเหตุ: รวมโครงการที่ผูกพันในอดีตจนถึงปี 2565 รวมถึงผูกพันไปในอนาคต หากต้องการดูเฉพาะโครงการตั้งใหม่ในปีงบประมาณ 2565 อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/สดๆร้อนๆ-เปิดร่างงบประมาณป้องกันชายฝั่งประจำปี-2565/

คิดถึงอ่าวมาหยากันไหม

อ่าวมาหยาได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปยลโฉมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา หลังจากปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี 7 เดือน ก่อนที่จะได้ไปเหยียบทรายที่นุ่มดุจพรมของอ่าวมาหยากันอีกครั้ง Beach Lover ขอนำเสนอเรื่องราวบางส่วนเพื่อประกอบการกลับไปชมความงดงามระดับโลกนี้ อ่าวมาหยาเป็นส่วนหนึ่งของเกาะพีพีเล จ.กระบี่ ตัวเกาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงชันตั้งฉากกับพื้นผิวทะเล โดยรอบเกือบทั้งเกาะมีน้ำลึกเฉลี่ยประมาณ 20 เมตร เกาะแห่งนี้มีเวิ้งอ่าวสวยงามหลายแห่ง อาทิ อ่าวปิเละ อ่าวมาหยา และอ่าวโล๊ะซามะ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะพีพีเลมีถ้ำไวกิ้งและถ้ำพญานาค ภายในถ้ำทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้พบภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์เป็นรูปช้างและรูปเรือชนิดต่าง ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถทำกิจกรรมนันทนาการได้อย่างหลากหลาย ทั้งการดำน้ำชมแนวปะการัง เล่นน้ำ และพายเรือแคนูชมทัศนียภาพ เป็นต้น ข้อมูลจากฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศกลางด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (http://fgds.dmcr.go.th) ของเกาะพีพีเล พบว่า โดยรอบเกาะนั้น ล้อมรอบไปด้วยปะการัง พบปะการังเทียมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ และมีชายหาดทรายเพียงแห่งเดียวคืออ่าวมาหยา  พื้นที่หน้าหาดของอ่าวมาหยามีความยาวประมาณ 270 เมตร ความกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร จากสันทรายไปยังน้ำทะเล เม็ดทรายสีขาวมีขนาดเฉลี่ย 0.25 มิลลิเมตร บริเวณสันทรายมีสังคมพืชชายหาดท้องถิ่น เช่น ต้นรักทะเล ต้นพลับพลึงทะเล ต้นหูกวาง หญ้า และต้นหมัน เป็นต้นส่วนพื้นที่ของเกาะพีพีเลที่ด้านหลังของอ่าวมาหยามีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น […]

เปิด TOP 5 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุดในปี 2564

Beach Lover ได้เริ่มนำเสนอประเด็นของชายหาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2562 มีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดทั้งหมด 586 เรื่อง ในวาระโอกาสเริ่มต้นปี 2565 ขอจัดลำดับ Top 5 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุดระหว่าง 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2564 ดังนี้ (Click ที่ชื่อเรื่องเพื่อนำสู่โพส) อันดับที่ 1 พาชมหาดขั้นบันไดแห่งใหม่ของเมืองเพชร! อันดับที่ 2 กำแพงกันคลื่น… ไปต่อหรือพอแค่นี้? อันดับที่ 3 คดีประวัติศาสตร์ “หาดกัดเพราะรัฐสร้าง” คาบสมุทรตากใบ นราธิวาส อันดับที่ 4 20 ปี บ้านหน้าศาลกับชายหาดที่หายไป อันดับที่ 5 สดๆร้อนๆ ! เปิด (ร่าง) งบประมาณแผ่นดินปี 2564 เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งใน 3 กรม Beach Lover ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอเรื่องราวในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับชายหาด รวมถึงข้อมูลและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยหวังว่าข้อมูลและความรู้ที่ผู้อ่านได้รับจะช่วยขับเคลื่อนงานพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรชายหาดของประเทศให้อยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

พาชมหาดขั้นบันได(อีกแล้ว) ณ ปากน้ำแขมหนู

Beach Lover ได้เคยพาชมกำแพงกันคลื่นมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ในหลายพื้นที่ ติดตามได้จากโพสเก่าๆ โดยเฉพาะกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดที่กำลังเป็นที่นิยมสร้างริมชายฝั่งทะเลโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น ถือว่าเป็นรูปแบบงานป้องกันชายฝั่งที่ Beach Lover ได้เคยพาไปเยี่ยมชมแล้วมากที่สุดเมื่อเทียบกับโครงสร้างรูปแบบอื่นๆ สำหรับกำแพงกันคลื่น ณ ปากน้ำแขมหนู ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นั้น Beach Lover ได้เคยพาไปชมผ่านมุมสูงมาแล้วในช่วงกลางปี 2563 ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการกำแพงคอนกรีตขั้นบันไดและหินใหญ่เรียง พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเลียบชายฝั่ง ระยะทาง 530 เมตร ด้วยงบประมาณ 54.643 ล้านบาท (ผูกพัน 2561-2564) โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง มาวันนี้ วันที่กำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได ณ ชายหาดปากน้ำแขมหนูได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ Beach Lover จึงขอพามาชมกันอีกรอบ จากภาพพบว่า ด้านหน้ากำแพงไม่มีชายหาดหลงเหลืออยู่แล้ว พบสภาพของพื้นผิวคอนกรีตขั้นบันไดยังคงสภาพดีและยังดูใหม่อยู่มาก เมื่อเดินไป ณ จุดทางลาดสำหรับรถเข็น พบว่าทางลาดและราวกันตกส่วนหนึ่งจมอยู่ในน้ำทะเล และเริ่มพบการขึ้นสนิมเหล็กของวัสดุที่ใช้ เมื่อเดินต่อไปถึงตำแหน่งทิศเหนือสุดของโครงสร้างจรดปากน้ำแขมหนู ส่วนทางทิศใต้สุดของโครงสร้างจรดกำแพงกันคลื่นแบบแนวดิ่งของเอกชน ซึ่งหมายความว่า หากกำแพงนี้จะส่งต่อผลกระทบไปทางด้านท้ายน้ำ (Downdrift effect) ก็น่าจะกระทบน้อยลงแล้ว […]

พาชมกำแพงกันคลื่นริมชายหาดคอกวาง @ เกาะลันตา

ชายหาดคอกวาง คือชายหาดส่วนหัวเกาะลันตาใหญ่ทางทิศเหนือฝั่งตะวันออก มีโรงแรม ร้านอาหาร และที่ดินที่ยังเป็นแปลงว่างรอการพัฒนาตลอดทั้งแนว ด้านนอกชายฝั่งยามน้ำลงสามารถเดินไปที่เกาะเล็กๆที่อยู่นอกชายฝั่งได้ ทัศนียภาพสวยงาม ทรายสีไม่ขาวนักแต่มีความละเอียดสูง กำแพงกันคลื่นที่ Beach Lover พาชมในครั้งนี้อยู่ปลายเหนือสุดของชายหาดติดกับคลองลัด ด้านในกำแพงเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์แต่ยังไม่มีการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ น่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่สร้างกำแพงนี้แบบแนวดิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันที่ดินตนเอง จากสภาพพบว่า พื้นที่ด้านในริมกำแพงเสียหายทรุดตัวแล้วตลอดทั้งแนว ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเมื่อคลื่นปะทะกำแพงจะเกิดคลื่นสะท้อนกลับโดยจากตะกุยเอาทรายหน้ากำแพงไปด้วย ส่งผลให้ด้านหน้ากำแพงตัดลึกชันขึ้นจนทรายด้านหน้ากำแพงหายไปในระดับที่ถึงฐานกำแพง จากนั้นดินทรายด้านในกำแพงจะไหลออกผ่านช่องว่างนี้ อีกทั้งคลื่นที่เข้าปะทะและข้ามสันกำแพง ยิ่งเร่งให้เกิดความเสียหายพื้นที่ด้านในมากยิ่งขั้นอีก กำแพงแนวดิ่งมักเกิดผลกระทบเช่นนี้ซ้ำๆในหลายพื้นที่ (สืบค้นได้จากข้อมูลเก่าในเวบนี้) หน่วยงานที่รับผิดชอบรวมถึงเอกชนเจ้าของพื้นที่ควรเร่งทำความเข้าใจว่าหากจำเป็นต้องสร้างกำแพงป้องกันชายฝั่ง ควรหลีกเลี่ยงการสร้างกำแพงแนวดิ่งตั้งตรงแบบนี้กันเสียที

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

คดีประวัติศาสตร์ใกล้ยุติแล้ว

คดีประวัติศาสตร์ที่ว่านี้คือ “คดีหาดสะกอม” ซึ่งนับว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์คดีแรกที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้อำนาจฟ้องรัฐในความผิดที่เกี่ยวข้องกับชายหาด โดยมีการฟ้องร้องเมื่อมกราคมปี 2551 และศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อกรกฎาคมปี 2554 โดยศาลปกครองสูงสุดได้นั่งพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อกันยายน 2564 อ่านเรื่องราวของคดีหาดสะกอมเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/คดีสะกอม-จ-สงขลา/ และ https://beachlover.net/นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก-ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสูงสุด-กรณีเขื่อนกันคลื่นหาดสะกอม/ และ https://beachlover.net/14-ปีผ่านไป-กับสันทรายโบราณบ้านโคกสัก/ รวมถึง E-Book คดีชายหาดจาก https://beachlover.net/การฟ้องคดีปกครอง/ มาวันนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในวันที่ 26 มกราคม 2565 หากนับตั้งแต่วันฟ้องคดีจวบจนถึงวันพิพากษาคดี นับว่าเรื่องราวประวัติศาสตร์นี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนานถึง 14 ปีเต็ม คดีประวัติศาสตร์นี้จะจบลงอย่างไร Beach Lover จะนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังหลังการพิพากษา โปรดติดตาม

พาชมโครงสร้าง Elastocoast @ ชะอำ

Beach Lover เคยนำเสนอเรื่องราวของโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ใช้วัสดุที่เรียกว่า Elastocoast ไปแล้ว ติดตามได้จาก https://beachlover.net/elastocoast-คืออะไร/ วันนี้ ขอพาชมโครงสร้างหัวหาด (Headland) ที่ใช้ Elastocoast ณ ชายหาดชะอำ บริเวณทิศใต้ติดกับหน้าชายหาดของโรงแรม Vala โรงแรมระดับ Small Luxury Hotels ในเครือ The Regent Cha Am จากภาพมุมสูงด้านบนในวงกลมสีแดงคือบริเวณที่มีการพังทลายของโครงสร้างหัวหาดที่ใช้ถุงทรายขนาดใหญ่เป็นฐานด้านล่างและเททับพื้นผิวด้านบนด้วย Elastocoast เมื่อเข้าไปสำรวจใกล้โครงสร้างจะพบสภาพดังรูปด้านล่าง จากการสอบถามผู้ใช้ชายหาดและเจ้าของกิจการบริเวณนั้นได้คำตอบว่า มีนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่ลูกหลานของชาวบ้านแถบนั้นเองลื่นบนวัสดุนี้หลายครั้ง เพราะกรวดเล็กๆที่ควรยึดเกาะกันด้วยน้ำยาเคลือบที่เหมือนมี Film บางๆของโพรียูรีเทนนั้น ไม่ได้ยึดกันแน่น เวลาเดินแล้วหลุดล่อนจึงส่งผลให้ลื่นล้มได้ง่าย โดยเฉพาะหากเดินบนลาด Slope ด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่ เห็นได้อย่างชัดเจนมากว่าการพังทลายของโครงสร้างนี้เหมือนกับที่หน้าวัดอู่ตะเภา อ.ท่าบอน จ.สงขลา ที่ Beach Lover ได้เคยนำเสนอไปแล้วว่าเกิดการพังทลาย ของกำแพงกันคลื่นแบบ Elastocoast หลังการก่อสร้างแล้วเสร็จเพียงสามเดือน กล่าวคือพบการแตกร้าวและหลุดล่อนเป็นแผ่นของ Elastocoast และเผยให้เห็นถึงโครงสร้างถุงทรายขนาดใหญ่ด้านใน นอกจากนั้นแล้ว ยังพบเศษหินกรวดขนาดเล็กบริเวณพื้นที่ชายหาดรอบๆ โดยคาดว่าเป็นเศษหินขนาดเล็กที่เป็นส่วนหนึ่งของ […]

เกาะกระแส “หาดชะอำ”

หาดชะอำใต้ ได้ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อีกครั้งเมื่อต้นเดือนมกราคม 2565 ด้วยเหตุที่ช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมหาดชะอำ จ.เพชรบุรี แล้วพบว่า มีสภาพต่างไปจากเดิมที่เคยเห็นมาก หาดสาธารณะที่แม้จะไม่สวยงามมากเหมือนแถบหัวหินหรือหาดชะอำเหนือ แต่ก็ยังมีชายหาดให้ลงเล่นน้ำหรือนั่งสบายๆริมชายหาดได้บ้าง ปัจจุบันบางส่วนได้ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างป้องกันชายฝั่งรูปแบบกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได เจ้าของโครงการคือกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ดำเนินการโครงการนี้อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2563 ด้วยงบประมาณรวม 226.437 ล้านบาท หากโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์จะมีระยะทางตามแนวชายฝั่งรวมกว่า 3 กิโลเมตร Beach Lover เป็นที่แรกที่ได้รวบรวมทั้งรายละเอียดงบประมาณและนำเสนอเรื่องราวของโครงการป้องกันชายฝั่งนี้มาตั้งแต่ทราบว่าจะมีการก่อสร้างในปี 2563 ติดตามได้จาก https://beachlover.net/หาดขั้นบันได-ชะอำ/ และ https://beachlover.net/ความคืบหน้างานก่อสร้างหาดขั้นบันได-หาดชะอำใต้/ และ https://beachlover.net/หาดชะอำช่วงโควิด-ยังสบายดี/ หรือใช้ Search Icon มุมขวาบนของหน้าเวบเพื่อค้นหาคำว่า “ชะอำ” ก็ได้เช่นเดียวกัน งานก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ณ ชายหาดชะอำปัจจุบันประกอบด้วย 3 ระยะ (1) งบประมาณปี 2562 ช่วง กม.0+780-2+228 ยาว 1.438 กิโลเมตร งบประมาณ 102.974 ล้านบาท (2) งบประมาณปี 2563 ช่วง กม.2+228 – 2+985 ยาว 1.219 กิโลเมตร งบประมาณ […]

14 ปีผ่านไป กับสันทรายโบราณบ้านโคกสัก

บ้านโคกสักอยู่บริเวณทิศเหนือของปากคลองสะกอม จ.สงขลา เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการก่อสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอม จนชาวบ้านที่นี่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิที่ตนเองพึงมีเมื่อมกราคมปี 2551 เพื่อฟ้องร้องกรมเจ้าท่าในฐานะเจ้าของโครงการเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำสะกอมที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปตั้งแต่ปี 2541 นับจนถึงมกราคม 2465 นี้ครบรอบ 14 ปีพอดีหลังจากเรื่องราวนี้ได้ถูกนำขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม ติดตามเรื่องราวของคดีสะกอม ซึ่งถือเป็นคดีชายหาดประวัติศาสตร์คดีแรกของประเทศไทยที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิฟ้องร้องการดำนินงานของรัฐได้จาก https://beachlover.net/คดีสะกอม-จ-สงขลา/ และผลการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองสูงสุดได้ที่ https://beachlover.net/นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก-ตุลาการผู้แถลงคดีศาลปกครองสูงสุด-กรณีเขื่อนกันคลื่นหาดสะกอม/ รวมถึงหนังสือเรื่องคดีชายหาดทั้ง 4 คดีได้จาก https://beachlover.net/การฟ้องคดีปกครอง/ Beach Lover ขอพาไปชมสภาพจริงของสันทรายชายหาดบ้านโคกสักในเดือนธันวาคม 2564 พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นสันทรายโบราณอายุมากกว่า 6000 ปี ต่อเนื่องตลอดแนวริมทะเลแถบนี้เรื่อยไปจนถึงบ้านสวนกง ไปจนถึงทางทิศใต้ของปากน้ำนาทับ สันทรายนี้ดูเผินๆเหมือนหินหรือวัสดุอะไรสักอย่างที่แข็งคล้ายหิน แต่อันที่จริงที่เราเห็นทั้งหมดนี้คือทรายที่ถูกทับถมมาอย่างเนิ่นนานจนแข็งคล้ายหิน มีสีสันและความหนาของแต่ละชั้นทรายที่แตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้นๆ อย่างชัดเจนมาก สันทรายโบราณลักษณะนี้มิได้พบเห็นมากนักในประเทศไทย อันที่จริงควรเป็นทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ควรถูกอนุรักษ์หวงแหนไว้ด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่บริเวณนี้และยาวต่อเนื่องไปจนถึงทิศใต้ของปากน้ำนาทับคือการถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องจากโครงการพัฒนาของภาครัฐและเอกชน ขอร่วมติดตามอย่างใจเย็นกันต่อไปถึงการดำรงอยู่ของสันทรายโบราณแถบนี้

ทิ้งร้างกลางทะเล กับท่าเทียบเรือเมืองพัทยา

โครงการศูนย์บริการจอดเรือ แหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา สร้างบนผืนน้ำเนื้อที่ 120 ไร่ นับถึงปัจจุบันยังไม่มีการใช้งานตามที่ได้ออกแบบไว้เลยตั้งแต่สร้างแล้วเสร็จ เนื่องจากประสบปัญหาคลื่นที่วิ่งผ่านเข้าด้านในที่จอดเรือมีขนาดใหญ่ จนส่งผลให้ท่าเทียบเรือแบบลอยน้ำเกิดความเสียหายหลุดลอยออกจากตำแหน่งเดิม หลังจากการซ่อมแซมบางส่วน สามารถจอดได้เฉพาะเรือขนาดเล็กเท่านั้น  โครงการนี้ประกอบด้วย การก่อสร้างพื้นที่จัดเก็บเรือริมชายฝั่งทะเลแหลมบาลีฮาย ขนาดพื้นที่ 120 ไร่ มีลักษณะเป็นท่าเทียบเรือแบบลอยน้ำได้ สามารถรองรับเรือขนาดต่ำกว่า 500 ตันกรอส พร้อมยังมีองค์ประกอบอื่นๆเช่น ทุ่นสำหรับยกเรือระบบ Hydro Lift สามารถใช้จอดเรือเร็วได้ 360 ลำ โดยโครงการนี้ไม่เข้าข่ายที่ต้องจัดทำ รายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการนี้จึงจัดทำเฉพาะรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น แล้วเสร็จไปตั้งแต่ มีนาคม 2553 โดยบริษัทเทสโก้ เจ้าของงานคือเมืองพัทยา หากสังเกตจากภาพถ่ายดาวเทียม Google Earth เริ่มปรากฏหลักฐานว่ามีการพัฒนาท่าเทียบเรือ ณ แหลมบาลีฮาย ในช่วงระหว่างปี 2010-2013 (ไม่มีภาพถ่ายระหว่างนั้น จึงไม่ทราบปีที่แน่นอน) โดยเมืองพัทยามีแผนจะพัฒนาให้เป็นศูนย์จอดเรือเพื่อการนันทนาการขนาดใหญ่ โดยตั้งใจให้เป็น Hub พร้อมระบบเชื่อมต่อ แต่นับตั้งแต่มีการก่อสร้างยังไม่เคยถูกใช้งานเนื่องจากโครงสร้างชำรุดเสียหายตั้งแต่ยังไม่เปิดใช้ เมืองพัทยาเคยตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงเพื่อหาคนรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่เรื่องก็เงียบไปตั้งแต่ปี 2560 หลังจากรัฐได้มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โครงการท่าเรือนี้ได้ถูกนำมาปัดฝุ่นกันอีกรอบ […]

เปิดพิกัดกำแพงกันคลื่น จากงบประมาณปี 2565

เริ่มต้นปี 2565 ด้วยการเปิดพิกัดโครงสร้างป้องกันชายฝั่งจากกรมโยธาธิการและผังเมืองที่อยู่ในเล่มงบประมาณ 2565 โดยทุกโครงการเป็นกำแพงกันคลื่นทั้งหมด มีทั้งที่สร้างใหม่โดยรื้อถอนกำแพงเดิมบนพื้นที่เดิม แต่ส่วนมากเป็นการสร้างในพื้นที่ชายฝั่งใหม่ รวมระยะทางตามแนวชายฝั่งกว่า 38.7 กิโลเมตร ใน 11 จังหวัด โดยจังหวัดที่โชคดีได้โครงสร้างป้องกันชายฝั่งไปมากที่สุดในปีนี้คือ จ.นครศรีธรรมราช รวม 8 โครงการ หมายเหตุ: รวมโครงการที่ผูกพันในอดีตจนถึงปี 2565 รวมถึงผูกพันไปในอนาคต หากต้องการดูเฉพาะโครงการตั้งใหม่ในปีงบประมาณ 2565 อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/สดๆร้อนๆ-เปิดร่างงบประมาณป้องกันชายฝั่งประจำปี-2565/

คิดถึงอ่าวมาหยากันไหม

อ่าวมาหยาได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปยลโฉมกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา หลังจากปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนานถึง 3 ปี 7 เดือน ก่อนที่จะได้ไปเหยียบทรายที่นุ่มดุจพรมของอ่าวมาหยากันอีกครั้ง Beach Lover ขอนำเสนอเรื่องราวบางส่วนเพื่อประกอบการกลับไปชมความงดงามระดับโลกนี้ อ่าวมาหยาเป็นส่วนหนึ่งของเกาะพีพีเล จ.กระบี่ ตัวเกาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน มีหน้าผาสูงชันตั้งฉากกับพื้นผิวทะเล โดยรอบเกือบทั้งเกาะมีน้ำลึกเฉลี่ยประมาณ 20 เมตร เกาะแห่งนี้มีเวิ้งอ่าวสวยงามหลายแห่ง อาทิ อ่าวปิเละ อ่าวมาหยา และอ่าวโล๊ะซามะ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะพีพีเลมีถ้ำไวกิ้งและถ้ำพญานาค ภายในถ้ำทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้พบภาพเขียนสีสมัยประวัติศาสตร์เป็นรูปช้างและรูปเรือชนิดต่าง ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถทำกิจกรรมนันทนาการได้อย่างหลากหลาย ทั้งการดำน้ำชมแนวปะการัง เล่นน้ำ และพายเรือแคนูชมทัศนียภาพ เป็นต้น ข้อมูลจากฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศกลางด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (http://fgds.dmcr.go.th) ของเกาะพีพีเล พบว่า โดยรอบเกาะนั้น ล้อมรอบไปด้วยปะการัง พบปะการังเทียมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ และมีชายหาดทรายเพียงแห่งเดียวคืออ่าวมาหยา  พื้นที่หน้าหาดของอ่าวมาหยามีความยาวประมาณ 270 เมตร ความกว้างประมาณ 15 – 20 เมตร จากสันทรายไปยังน้ำทะเล เม็ดทรายสีขาวมีขนาดเฉลี่ย 0.25 มิลลิเมตร บริเวณสันทรายมีสังคมพืชชายหาดท้องถิ่น เช่น ต้นรักทะเล ต้นพลับพลึงทะเล ต้นหูกวาง หญ้า และต้นหมัน เป็นต้นส่วนพื้นที่ของเกาะพีพีเลที่ด้านหลังของอ่าวมาหยามีสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น […]

เปิด TOP 5 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุดในปี 2564

Beach Lover ได้เริ่มนำเสนอประเด็นของชายหาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี 2562 มีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดทั้งหมด 586 เรื่อง ในวาระโอกาสเริ่มต้นปี 2565 ขอจัดลำดับ Top 5 เรื่องที่มีผู้อ่านมากที่สุดระหว่าง 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2564 ดังนี้ (Click ที่ชื่อเรื่องเพื่อนำสู่โพส) อันดับที่ 1 พาชมหาดขั้นบันไดแห่งใหม่ของเมืองเพชร! อันดับที่ 2 กำแพงกันคลื่น… ไปต่อหรือพอแค่นี้? อันดับที่ 3 คดีประวัติศาสตร์ “หาดกัดเพราะรัฐสร้าง” คาบสมุทรตากใบ นราธิวาส อันดับที่ 4 20 ปี บ้านหน้าศาลกับชายหาดที่หายไป อันดับที่ 5 สดๆร้อนๆ ! เปิด (ร่าง) งบประมาณแผ่นดินปี 2564 เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งใน 3 กรม Beach Lover ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอเรื่องราวในประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับชายหาด รวมถึงข้อมูลและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยหวังว่าข้อมูลและความรู้ที่ผู้อ่านได้รับจะช่วยขับเคลื่อนงานพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรชายหาดของประเทศให้อยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

พาชมหาดขั้นบันได(อีกแล้ว) ณ ปากน้ำแขมหนู

Beach Lover ได้เคยพาชมกำแพงกันคลื่นมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ในหลายพื้นที่ ติดตามได้จากโพสเก่าๆ โดยเฉพาะกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดที่กำลังเป็นที่นิยมสร้างริมชายฝั่งทะเลโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น ถือว่าเป็นรูปแบบงานป้องกันชายฝั่งที่ Beach Lover ได้เคยพาไปเยี่ยมชมแล้วมากที่สุดเมื่อเทียบกับโครงสร้างรูปแบบอื่นๆ สำหรับกำแพงกันคลื่น ณ ปากน้ำแขมหนู ต.ตะกาดเง้า อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี นั้น Beach Lover ได้เคยพาไปชมผ่านมุมสูงมาแล้วในช่วงกลางปี 2563 ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โครงการกำแพงคอนกรีตขั้นบันไดและหินใหญ่เรียง พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนเลียบชายฝั่ง ระยะทาง 530 เมตร ด้วยงบประมาณ 54.643 ล้านบาท (ผูกพัน 2561-2564) โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง มาวันนี้ วันที่กำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได ณ ชายหาดปากน้ำแขมหนูได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ Beach Lover จึงขอพามาชมกันอีกรอบ จากภาพพบว่า ด้านหน้ากำแพงไม่มีชายหาดหลงเหลืออยู่แล้ว พบสภาพของพื้นผิวคอนกรีตขั้นบันไดยังคงสภาพดีและยังดูใหม่อยู่มาก เมื่อเดินไป ณ จุดทางลาดสำหรับรถเข็น พบว่าทางลาดและราวกันตกส่วนหนึ่งจมอยู่ในน้ำทะเล และเริ่มพบการขึ้นสนิมเหล็กของวัสดุที่ใช้ เมื่อเดินต่อไปถึงตำแหน่งทิศเหนือสุดของโครงสร้างจรดปากน้ำแขมหนู ส่วนทางทิศใต้สุดของโครงสร้างจรดกำแพงกันคลื่นแบบแนวดิ่งของเอกชน ซึ่งหมายความว่า หากกำแพงนี้จะส่งต่อผลกระทบไปทางด้านท้ายน้ำ (Downdrift effect) ก็น่าจะกระทบน้อยลงแล้ว […]

พาชมกำแพงกันคลื่นริมชายหาดคอกวาง @ เกาะลันตา

ชายหาดคอกวาง คือชายหาดส่วนหัวเกาะลันตาใหญ่ทางทิศเหนือฝั่งตะวันออก มีโรงแรม ร้านอาหาร และที่ดินที่ยังเป็นแปลงว่างรอการพัฒนาตลอดทั้งแนว ด้านนอกชายฝั่งยามน้ำลงสามารถเดินไปที่เกาะเล็กๆที่อยู่นอกชายฝั่งได้ ทัศนียภาพสวยงาม ทรายสีไม่ขาวนักแต่มีความละเอียดสูง กำแพงกันคลื่นที่ Beach Lover พาชมในครั้งนี้อยู่ปลายเหนือสุดของชายหาดติดกับคลองลัด ด้านในกำแพงเป็นที่มีเอกสารสิทธิ์แต่ยังไม่มีการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ น่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่สร้างกำแพงนี้แบบแนวดิ่งนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันที่ดินตนเอง จากสภาพพบว่า พื้นที่ด้านในริมกำแพงเสียหายทรุดตัวแล้วตลอดทั้งแนว ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากเมื่อคลื่นปะทะกำแพงจะเกิดคลื่นสะท้อนกลับโดยจากตะกุยเอาทรายหน้ากำแพงไปด้วย ส่งผลให้ด้านหน้ากำแพงตัดลึกชันขึ้นจนทรายด้านหน้ากำแพงหายไปในระดับที่ถึงฐานกำแพง จากนั้นดินทรายด้านในกำแพงจะไหลออกผ่านช่องว่างนี้ อีกทั้งคลื่นที่เข้าปะทะและข้ามสันกำแพง ยิ่งเร่งให้เกิดความเสียหายพื้นที่ด้านในมากยิ่งขั้นอีก กำแพงแนวดิ่งมักเกิดผลกระทบเช่นนี้ซ้ำๆในหลายพื้นที่ (สืบค้นได้จากข้อมูลเก่าในเวบนี้) หน่วยงานที่รับผิดชอบรวมถึงเอกชนเจ้าของพื้นที่ควรเร่งทำความเข้าใจว่าหากจำเป็นต้องสร้างกำแพงป้องกันชายฝั่ง ควรหลีกเลี่ยงการสร้างกำแพงแนวดิ่งตั้งตรงแบบนี้กันเสียที

see more…

ข่าว

สำรวจการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งแหลมตะลุมพุก

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจเก็บข้อมูลและติดตามสถานภาพชายฝั่ง พื้นที่หาดแหลมตะลุมพุก ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ในระบบหาดแหลมตะลุมพุก – แหลมสมิหลา (T๖B๑๕๑) ผลการสำรวจพบว่า พื้นที่บริเวณเส้นทางไปปลายแหลมตะลุมพุกมีการสะสมตัวของตะกอนทรายเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่หาดทรายกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งตามฤดูกาลในบริเวณหน้าโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งบางจุดของหาดแหลมตะลุมพุก อาจเกิดจากคลื่นลมแรง ทำให้เกิดการพัดพาตะกอนทรายบริเวณด้านหน้าของโครงสร้างเขื่อนหินทิ้งกลับคืนสู่ทะเลส่งผลทำให้ตะกอนหาดทรายบริเวณด้านหน้าโครงสร้างหายไป อีกทั้งหาดแหลมตะลุมพุกมีการใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับการท่องเที่ยวชายหาด และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งของประชาชนในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียง

สำรวจสถานภาพชายฝั่งโคกกลอย รอยต่อพังงา-ภูเก็ต

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) ติดตาม เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของระบบหาด ท้องที่ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ๒ ระบบหาด ประกอบด้วย (๑) ระบบหาดท้ายเหมือง (T7E201) ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เป็นหาดทรายมีความลาดชัน ๘ องศา (๒) ระบบหาดบ้านท่านุ่น (T7E202) ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เป็นหาดทราย ความลาดชัน ๙ องศา โดยทั้งสองหาดมีกระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศใต้ พบขยะชายหาดที่มากับน้ำทะเลปริมาณน้อย การใช้ประโยชน์ชายฝั่งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน และไม่พบการก่อสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม

ศาลปกครองระยอง สั่งระงับรื้อถอน ‘บ้านสุขาวดี’ พัทยา เฉพาะส่วน ‘อาคาร A-ป้ายโครงเหล็ก

ที่มา: www.isranews.org ‘ศาลปกครองระยอง’ มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ‘นายกเมืองพัทยา’ ที่มีคำสั่งให้รื้อถอน ‘อาคาร A-ป้ายโครงเหล็ก’ บ้านสุขาวดี แต่ ‘ยกคำขอ’ กรณีทุเลาบังคับกรณีรื้อถอน ‘อาคาร C’ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองระยองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ 187/2564 ระหว่าง บริษัท เฮลธ์ ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด กับ เมืองพัทยา นายกเมืองพัทยา และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตเทศบาลเมืองพัทยาฯ ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 สำหรับคดีนี้ ผู้ฟ้องคดี (บริษัท เฮลธ์ ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด) ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าของอาคาร (บ้านสุขาวดี) ตั้งอยู่ที่ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่นายกเมืองพัทยามีคำสั่งตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 […]

กัดเซาะหนักชายหาดสงขลา บริเวณเขื่อนกันคลื่นหาดแก้ว

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๕ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) สำรวจ และติดตามสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่โครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ บริเวณหาดแก้ว อ.สิงหนคร จ.สงขลา ผลการสำรวจพบการกัดเซาะต่อเนื่องจากจุดสิ้นสุดโครงสร้างด้านทิศเหนือ ตามแนวชายฝั่งระยะทางประมาณ ๒๐๔ เมตร และกัดเซาะลึกเข้าในแผ่นดิน ระยะทางประมาณ ๓๘ เมตร สาเหตุอาจเกิดจากคลื่นลมตามช่วงมรสุม โดยส่งผลกระทบทำให้ต้นสนล้มหลายต้น และที่พักอาศัย/เพิงพักสำหรับชาวประมงชายฝั่งพังเสียหาย และพบมีเศษหิน และกรวด บริเวณชายหาดจำนวนมาก ซึ่งอาจมาจากการผุพังแตกหักของก้อนหินที่ยังคงหลงเหลืออยู่หน้าบริเวณโครงสร้าง ทำให้ชายหาดเสียหายขาดความสวยงาม และเปลี่ยนสภาพจากหาดทรายเป็นหาดหินและกรวด อีกทั้งยังพบการชำรุดของลานอเนกประสงค์จากการกัดเซาะของน้ำทะเลอีกด้วย

สำรวจเก็บข้อมูลการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งปราณบุรีในช่วงฤดูมรสุม

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง เก็บภาพถ่ายมุมสูงจากอากาศยานไร้คนขับ หรือ DRONE เพื่อสำรวจแนวชายฝั่ง สภาพชายหาด และการใช้ประโยชน์ริมชายหาดปราณบุรีในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่คาดว่าจะมีการก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นและปรับภูมิทัศน์ระยะทาง ๙๐๐ ม. บริเวณเขตพื้นที่เทศบาลตำบลปากน้ำปราณ ผลการสำรวจและประมวลข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บริเวณด้านทิศใต้ของ Jetty ปากน้ำปราณ ไปจนถึง ศูนย์ PIPO หรือ Port In Port Out Control Center ของกรมประมง ชายหาดมีตะกอนสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง พื้นที่โดยส่วนมากไม่พบการกัดเซาะชายฝั่ง บางตำแหน่งพบการกัดเซาะเล็กน้อยตามฤดูกาล การใช้ประโยชน์ริมชายหาด มีนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนและเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น Kite Surf ถัดมาทางทิศใต้พบโครงสร้างริมชายฝั่งที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เช่น กำแพงกันคลื่น และท่าเรือเทียบเรือเก่า

เก็บข้อมูลสถานภาพชายหาดบ้านใหม่ ชายทะเลเขตนราธิวาส

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๙ (ปัตตานี) สำรวจและติดตามสถานภาพชายฝั่งโดยใช้อากาศยานไร้คนขับ (Drone) พื้นที่หาดบ้านใหม่ ต.กะลุวอเหนือ อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ในระบบหาดบางนรา ผลการสำรวจพบว่า มีลักษณะทางกายภาพชายฝั่งเป็นหาดทราย มีลักษณะธรณีสัณฐานชายฝั่งการวางตัวเป็นแนวยาวในทิศทางตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ โดยด้านทิศเหนือมีลักษณะเป็นหาดหิน/หัวหาด (Head Land) คือเขาตันหยง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว ชายฝั่งมีสภานภาพชายฝั่งสมดุล ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มีสะสมตัวของตะกอนทรายบนชายหาดจำนวนมาก ทำให้ชายหาดมีหน้ากว้างประมาณ ๑๕-๒๐ เมตร ซึ่งอาจเป็นผลมาจากคลื่นที่หอบตะกอนทรายในช่วงลมมรสุมที่ผ่านมา ทำให้ได้ตะกอนทรายเข้ามาสะสมตัวในบริเวณนี้จำนวนมาก และมีการใช้ประโยชน์ของชาวประมงชายฝั่งสำหรับเป็นพื้นที่จอดเรือ

ตื่นตาตื่นใจ! ‘สาหร่ายสีเขียว กำมะหยี่’ หนึ่งปีมีหน ที่ทะเลปากน้ำปราณ

ที่มา: https://ch3plus.com/news หนึ่งปีจะมีให้เห็นครั้งเดียว เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติชายหาดทะเลปราณบุรีมีสาหร่ายสีเขียว ดั่งกำมะหยี่ เกิดขึ้นตามขั้นบันไดปูนเขื่อนกันคลื่นแนวชายหาดปากน้ำปราณ ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร สีสันสวยงาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายทะเลปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมจากประชาชนทั้งคนในพื้นที่และต่างจังหวัดเดินทางมากันเป็นครอบครัวเพื่อมาท่องเที่ยวชายทะเลพักผ่อนหย่อนใจ และสังเกตได้ว่าเวลานี้ที่บริเวณเขื่อนกันคลื่นเป็นขั้นบันไดปูนจะแปรสภาพเป็นสีเขียวกำมะหยี่ ระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งเกิดมีสาหร่ายสีเขียวเกาะติดบนขั้นบันไดเขื่อนปูนกันคลื่นตามแนวชายหาด เมื่อสาหร่ายกระทบกับเกลียวคลื่นจะระยิบระยับสวยงาม ขณะนี้จะพบว่าตามขั้นบันไดประมาณ 3 ขั้น ที่ถูกน้ำทะเลท่วมถึงกลายเป็นเหมือนพรมสีเขียว คล้ายกำมะหยี่ ยาวตลอดแนวชายหาดเป็นที่ตื่นตาตื่นใจนักท่องเที่ยวมานั่งชม บ้างคนนำเอาโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพเก็บไว้และแชร์ส่งต่อกันในโซเชียล บรรยายถึงความสวยงาม ซึ่งหากประชาชนจะมาเที่ยวชมปรากฏการณ์พรมสีเขียว คล้ายกำมะหยี่ ต้องมาช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดลง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงเย็น จึงจะมองเห็นได้ชัดเจนและสวยงาม สำหรับปรากฏการณ์สาหร่ายสีเขียวมรกต จะเกิดขึ้นช่วงมีฤดูมรสุมพัดเข้าหาฝั่ง ตั้งแต่ปลายเดือน พฤศจิกายน จนถึงเดือน มกราคม โดยเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึง เป็นช่วงที่น้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ มีแสงแดดที่สาดส่องลงมาช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นลงท่วมแนวเขื่อนปูน จะทำให้เกิดอุณหภูมิเหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศน์ที่เหมาะสมจนเกิดสาหร่ายทะเลสีเขียวกำมะหยี่ แต่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน เมื่อใดที่น้ำทะเลลดลง บริเวณขั้นบันไดน้ำทะเลขึ้นไม่ถึง สาหร่ายที่เกิดเป็นแนวยาวก็จะถูกแสงแดดแผดเผาจนสาหร่ายแห้งเป็นสีขาวและตายไป ก็ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้ก็ว่าได้ ฝากเตือนประชาชน เวลาจะไปถ่ายภาพ ระวังอย่าลงไปเหยียบสาหร่าย […]

เร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหลลงทะเลอ่าวอุดม

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๒ (ชลบุรี) ร่วมกับ ทสจ.ชลบุรี ศูนย์วิจัย ทช. อ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก เจ้าท่าส่วนภูมิภาค จ.ชลบุรี และเครือข่ายกลุ่มประมงต้นแบบบ้านอ่าวอุดม ตรวจสอบกรณีรับแจ้งน้ำมันรั่วไหล บริเวณสะพานปลาอ่าวอุดม ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ผลการตรวจสอบพบคราบน้ำมันบริเวณผิวน้ำเป็นคราบบางๆ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๕๐ ตารางเมตร ยังไม่พบความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแต่อย่างใด ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายฯ จะเฝ้าระวัง พร้อมแจ้งผู้เกี่ยวข้องในกรณีหากเกิดความเสียหาย และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเรืองดการเท ถ่าย ทิ้งน้ำมันลงสู่ทะเล เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลต่อไป

ชุมชนชายฝั่งท่าซักเห็นชอบ ให้ปักแนวไม้ไผ่ชะลอคลื่นสร้างผืนป่า

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง และสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) ร่วมประชุมในการประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นโครงการซ่อม สร้าง เสริม การปักไม้ไผ่ชะลอความรุนแรงของคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง พื้นที่ ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ความยาวแนวไม้ไผ่ ๒,๓๐๐ เมตร โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการฯ ประมาน ๖๐ คน ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นให้ดำเนินการตามรูปแบบที่กรม ทช. นำเสนอ เพื่อเป็นการป้องการกัดเซาะชายฝั่งและควรฟื้นฟูป่าชายเลนหลังแนวไม้ไผ่ต่อไป

ติดตามการสะสมตัวของตะกอนทรายด้านหลัง แนวรั้วไม้คลองวาฬ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำรวจ ติดตามการสะสมตัวของปริมาณตะกอนทรายด้านหลังแนวรั้วดักตะกอนทราย (Sand fence) ในช่วงมรสมุตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่ชายฝั่ง อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผลการสำรวจเบื้องต้นพบว่ารั้วดักตะกอนทรายแบบ wind break ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ ต.คลองวาฬ บางตำแหน่งเริ่มมีการสะสมตัวของตะกอนทราย และพันธุ์ไม้ขึ้นปกคลุมแล้ว ส่วนพื้นที่หาดคลองวาฬ บ้านหว้าโทน ต.คลองวาฬ ในช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ มีระดับน้ำทะเลค่อนข้างสูง ประกอบกับคลื่น ค่อนข้างรุนแรง ส่งผลให้บริเวณนี้เกิดร่องรอยของการกัดเซาะเล็กน้อยขึ้นด้านหลังรั้วดักตะกอนทราย แต่ในภาพรวมแล้วรั้วไม้บริเวณยังสามารถช่วยชะลอและลดความรุนแรงของคลื่นที่จะเข้ากระทบกับฝั่งได้ และยังช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างกำแพงป้องกันคลื่นริมชายฝั่งด้านทิศเหนือได้

see more…