Home

ข่าว

เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเลสตูล สถานการณ์ทั่วไปปกติ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๗ (ตรัง) สำรวจ และจัดทำข้อมูลพื้นที่โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ข้อมูลสถานภาพชายฝั่งทะเลในท้องที่ จ.สตูล พบว่าในบริเวณระบบหาดบ้านบ่อเจ็ดลูก (T8E312) ท้องที่ ต.แหลมสน ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล มีกำแพงป้องกันคลื่นประเภทลาดเอียง และกล่องกระชุหินตามแนวชายฝั่ง เป็นช่วงๆ ส่วนบริเวณระบบหาดปากบารา (T8E313) ท้องที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล บริเวณชุมชนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของราษฎร และร้านค้ามีกำแพงป้องกันคลื่นประเภทตั้งตรง กำแพงป้องกันคลื่นประเภทลาดเอียง เขื่อนหินทิ้ง และเขื่อนคอนกรีตหล่อรูปสี่ขา ตลอดแนว และบริเวณระบบหาดอ่าวนุ่น (T8E314) ท้องที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล มีกำแพงป้องกันคลื่นแบบตั้งตรง เขื่อนหินทิ้ง มีการวางท่อคอนกรีต และทางเดินศึกษาธรรมชาติตลอดแนว โดยพบโครงสร้างบางจุดชำรุดจนไม่สามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนแต่อย่างใด

เครือข่ายสื่อฯยื่นหนังสือให้อธิบดีกรมโยธาฯ ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย ได้ปฏิบัติตามกฏหมายหรือไม่

ที่มา: https://ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์.com วันที่ 11มิ.ย.64 เวลา13.00.น นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติพร้อมด้วยตัวแทนผู้ร้องเรียนได้เข้ายื่นหนังสือกับนายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวน้อยบริเวณชายหาดอ่าวน้อยหมู่ที่2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์ งบประมาณการก่อสร้าง68ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการฯว่าหน่วยงานของกรมโยธาธิการฯได้ขออนุญาต-และปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์หรือไม่  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่11กันยายน2562 ศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์ ได้มีคำพิพากษาให้ทางกรมโยธาธิการฯต้องดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกฎหมายที่ดินและให้ระงับการก่อสร้างฯ ระยะที่2 และที่3 ที่จะมีการก่อสร้างต่อจากระยะที่1จนกว่าจะได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดให้ถูกต้องและในคำพิพากษามีคำสั่งให้กรมโยธาธิการฯดำเนินการเรื่องขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องและให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย ในระยะที่2 และ3ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ถูกต้องครบถ้วนส่วนคำสั่งให้ชะลอการก่อสร้างให้ยกเลิกไป โดยขณะนี้ผู้ร้องเรียนได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเอาไว้แล้วโดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด แต่ปัจจุบันปรากฏว่ายังมีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564เป็นต้นมาการก่อสร้างในครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายของชายหาดอ่าวน้อยเป็นอย่างมากและจากการตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่พบว่าทางกรมโยธาธิการฯได้ดำเนินการขออนุญาติเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแต่อย่างใด จึงขอให้อธิบดีกรมโยธาธิการฯตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้หรือไม่และขอให้ระงับการก่อสร้างระยะที่1-3ไว้ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อกฏหมายต่อไป หลังจากที่นายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วได้เปิดเผยว่าเรื่องที่ร้องเรียนเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดซึ่งตนจะไปก้าวล่วงอำนาจศาลไม่ได้ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบไหนตนพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทันที่และขอยืนยันว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดและภายใน15วันจะมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแจ้งถึงผู้ร้องเรียนให้ทราบต่อไป

กรมทะเล เร่งตรวจสอบกรณีเรือเดินสมุทรเกยหาด เกาะพระทอง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) รับแจ้งจาก น.อ.บรมรัตน์ ศุภนาม รอง.ผอ.ศร.ชล.พังงา กรณี มีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยหาดบริเวณชายฝั่งเกาะพระทอง ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ผลการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า เป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เปล่า ชื่อ YKP MARINE เดินทางจากประเทศเมียนม่า จะไปเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย แล้วเกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง ตั้งแต่ช่วงเวลากลางดึกของวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าว เกิดมรสุมคลื่นลมแรงทำให้เรือถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้น ทั้งนี้ กรม ทช. ได้ประสานงานกับ เจ้าท่าภูมิภาคพังงา หน่วยกู้ภัยคุระบุรี เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือไม่

ศึกษาความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งหาดแหลมเสด็จ หาดเจ้าหลาว

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำรวจชายฝั่งบริเวณหาดเจ้าหลาว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ตามโครงการศึกษาความอ่อนไหวเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่นำร่อง กรณีศึกษาบริเวณพื้นที่ชายหาดหาดแหลมเสด็จ หาดเจ้าหลาว จ.จันทบุรี ผลการสำรวจพบว่า ลักษณะธรณีสัณฐานเป็นหาดยาวตรง (Long beach) ชายฝั่งวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะทางกายภาพเป็นหาดทรายและหาดหิน (พบที่บริเวณหัวหาด) ตะกอนทรายที่พบมีสีน้ำตาลอ่อน ประกอบด้วยตะกอนทรายขนาดละเอียด-หยาบ เศษหิน เศษซากเปลือกหอย การคัดขนาดดี และสำรวจรังวัดสัณฐานชายหาด ๒๗ แนว จากทั้งหมดรวม ๕๔ แนว

เครือข่ายสื่อฯเตรียมยื่นหนังสือให้กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดอ่าวน้อย ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่!

ที่มา: ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค 64 เวลา 11.00 น. นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติเปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนให้ช่วยตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพื้นที่ชายฝั่งอ่าวน้อย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์บริเวณหาดอ่าวน้อย หมู่ 2 มูลค่าการก่อสร้างเฟส 1 จำนวน 65 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ดำเนินการชอบด้วยกฏหมายและประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆหรือไม่ เพราะคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ได้มีคำพิพากษาให้เจ้าของโครงการ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนสภาพพื้นที่สาธารณะประโยชน์ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินให้เรียบร้อยก่อนลงมือก่อสร้าง ซึ่งจากการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ทางเจ้าของโครงการก็ยังไม่ดำเนินการยื่นขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯ แต่อย่างใดแต่กลับเร่งดำเนินการก่อสร้างโดยไม่สนใจคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ให้ไปขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯก่อนลงมือก่อสร้าง โดยสัปดาห์หน้าทางเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติจะนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทยให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ว่ามีหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยได้ปฎิบัติตามข้อกฎหมายหรือไม่

ทะเลเกาะคอเขาสงบ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) ตรวจระบบหาดในเขต จ.พังงา ๒ แห่งคือ (๑) ระบบหาดเกาะคอเขา (T7D190) ท้องที่ ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า ลักษณะหาดเป็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เม็ดทรายละเอียด น้ำทะเลขุ่นมาก กระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศเหนือ อุณหภูมิชายหาด ๒๗ องศาเซลเซียส ความเร็วลม ๗.๓ กม./ชม. ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นงัด อัตราคลื่นประทบฝั่ง ๑๐ ครั้ง/นาที สภาพอากาศท้อง​ฟ้าครึ้มฝน ขยะบริเวณชายหาดมีน้อย การใช้ประโยชน์ชายฝั่งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว​พักผ่อนหย่อน​ใจ และไม่พบการกัดเซาะหรือการก่อสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม (๒) ระบบหาดบ้านนอกนา – บ้านบางเนียง (T7D189) ท้องที่ ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า ลักษณะหาดเป็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เม็ดทรายละเอียด น้ำทะเลขุ่นมาก กระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศเหนือ อุณหภูมิชายหาด ๒๖.๘ องศาเซลเซียส ความเร็วลม […]

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

งานปักไม้ไผ่โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง

โดยทั่วไปเรามักพบเห็นโครงการป้องกันชายฝั่งที่ดำเนินงานโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองในรูปแบบของโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ โดยเน้นที่กำแพงกันคลื่นรูปแบบต่างๆเป็นหลัก (ศึกษาได้จากโพสเก่าๆ) โครงการนี้น่าจะเป็นโครงการแรกๆของกรมโยธาฯที่ทำการปักไม้ไผ่เพื่อป้องกันชายฝั่ง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันตกโดยการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนี้ กำลังเกิดขึ้นที่แหลมใหญ่ สมุทรสงคราม ความยาว 4 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 25.9 ล้านบาท เนื่องจาก Beach Lover ยังไม่มีรายละเอียดของโครงการ รวมถึงสถานการณ์กัดเซาะจนเป็นเหตุผลความจำเป็นให้ต้องดำเนินโครงการนี้ แต่จากข้อมูลเท่าที่มีข้างต้น พบประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ (1) การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนั้น เป็นมาตรการที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเน้นย้ำมาตลอดว่าเป็นการช่วยเร่งให้ตะกอนตกทับถมเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตของป่าชายเลนด้านใน เพราะสำหรับหาดโคลนแล้วถือว่าโครงสร้างป่าชายเลนและระบบรากที่ช่วยยึดเกาะตะกอนนั้นเป็นปราการทางธรรมชาติ ที่ช่วยกันคลื่นลมและส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุด โดยมักพบว่าดำเนินการร่วมไปกับการปลูกป่าชายเลน หรือ มีป่าชายเลนที่ต้องการให้เกิดความสมบูรณ์อยู่ด้านใน คำถาม: งานอนุรักษ์ป่าชายเลนนั้น เป็นหนึ่งในภารกิจของกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือไม่ ? (2) งานปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่ดำเนินการโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ผ่านมา ใช้งบประมาณ 4 ล้านบาทต่อหนึ่งกิโลเมตร (https://beachlover.net/ทช-ปักไม้ไผ่-ปี63/) หากปักไม้ระยะทาง 4 กิโลเมตรตามโครงการนี้ควรใช้งบประมาณเพียง 16 ล้านบาทเท่านั้น คำถาม: เหตุใดราคากลางของกรมโยธาธิการและผังเมือง (39.186 ล้านบาท) หรือแม้แต่วงเงินงบประมาณที่ชนะการประกวดราคา (25.9 ล้านบาท) จึงสูงลิ่วกว่าของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะว่าอย่างไร … รอติดตามอย่างใจเย็น

สดๆร้อนๆ!! เปิด(ร่าง)งบประมาณป้องกันชายฝั่งประจำปี 2565

จากที่ Beach Lover ได้เคยเปิดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 (https://beachlover.net/budget-2563-beach-erosion/) และ 2564 (https://beachlover.net/ร่างงบประมาณ-ชายฝั่ง-2564/) เพื่องานป้องกันชายฝั่งไปแล้วนั้น ในวาระที่ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 กำลังจะเข้าสภาฯ เร็วๆนี้ ขอเปิดร่างงบประมาณประจำปี 2565 (เล่มขาวคาดแดง) เพื่อป้องกันชายฝั่งจาก 3 กรมหลักให้ได้ศึกษากันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พบว่ารัฐวางแผนใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 (ต.ค.2564-ก.ย.2565) เพื่อการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างป้องกันชายฝั่งใน 3 กรมหลักรวมทั้งสิ้น 1,378.7428 ล้านบาท ใน 57 โครงการ (ไม่นับรวมจำนวนโครงการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเนื่องจากไม่ระบุจำนวนไว้ในร่างงบประมาณ) ในจำนวน 53 โครงการของกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น มี 6 โครงการที่เป็นโครงการที่ตั้งใหม่ในปี 2565 โดยทั้ง 53 โครงการนั้น เป็นโครงสร้างประเภทกำแพงกันคลื่นทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีงบประมาณส่วนที่เป็นงานจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด ศึกษาการลดผลกระทบ และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีกจำนวน 175.4938 ล้านบาท ใน 12 โครงการ ซึ่งมิได้นำมาแสดงรวมไว้เนื่องจากไม่ได้เป็นงบเพื่อการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง สำหรับกรมเจ้าท่าในปีนี้มีโครงการทั้งหมด […]

ถนนขาด ณ หาดปานาเระ

ถนนเส้นนี้ตัดประชิดชายฝั่งมาก ปัจจุบันถูกกัดเซาะไปมากกว่า 10 ปี แล้ว ชาวบ้านใช้ถนนคอนกรีตเส้นในใกล้ๆกันเพื่อการสัญจรแบบไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะถนนเส้นนี้มิได้ตัดผ่านชุมชนหรือบ้านเลยแม้แต่หลังคาเรือนเดียว ข่าวว่า หน่วยงานจะฟื้นถนนเส้นนี้กลับคืนมาพร้อมการปรับภูมิทัศน์แถมด้วยโครงสร้างป้องกันถนนนี้อีกชั้นหนึ่ง ด้วยงบประมาณกว่า 280.8 ล้านบาท รอติดตาม…อย่างใจเย็น อ่านเรื่องราวของถนนเส้นนี้ที่บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว (2563) เพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/ถนน-ปานาเระ-หายไปไหน/ และ ชมภาพ VDO มุมสูงของพื้นที่นี้เมื่อเดือนเมษายน 2564 ได้จาก https://youtu.be/w6EvycVwII4

หาดมหาราชหลังมรุสม ยังสบายดี?

Beach lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของชายหาดมหาราชไปแล้วหลายต่อหลายตอนมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกือบสองปี ติดตามโพสเก่าๆได้โดยค้นหาผ่าน Icon search ด้านขวาบนของหน้า Web ครั้งนี้ Beach Lover พาสำรวจเพิ่มเติมสภาพของชายฝั่งหาดมหาราช ณ ตำแหน่งที่ยังไม่มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น ในช่วงปลายฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือช่วงเดือนมีนาคม 2564 พบว่าปลายของคลื่นได้หอบเอาขยะขึ้นมากองอยู่ริมชายหาด ส่วนลมได้หอบเอาขยะส่วนที่เบาข้ามไปอยู่บนถนนและข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน ด้วยวันที่สำรวจ เป็นช่วงที่พื้นที่นี้เพิ่งประสบกับปัญหาระดับน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นและคลื่นลมแรง หากชายหาดมหาราชนี้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงจริง จนเป็นเหตุให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ควรพบหลักฐานความเสียหายของถนนในส่วนที่ไม่มีโครงการก่อสร้างบ้างจากมรสุมคลื่นลมแรงในครั้งนี้ แต่จากภาพถ่ายที่ได้จากการสำรวจ ไม่พบร่องรอยความเสียหายใดๆแม้กระทั่งตำแหน่งใกล้ทางระบายน้ำที่เคยถูกกัดเซาะ (https://beachlover.net/ข้อสังเกตต่อโครงการป้อ/) และไม่พบว่ามีร่องรอยของการซ่อมแซมถนนด้วย มีเพียงเศษซากของขยะและทรายที่ถูกซัดขึ้นมากองบนฝั่ง ตามที่ปรากกฏดังรูป ส่วนตำแหน่งไกลออกไปจากโครงสร้างทางทิศเหนือไม่พบร่องรอยการกัดเซาะจากมรสุมเช่นกัน

เม็ดทรายสุดท้ายที่ปลายแหลม(ตาชี)

แหลมตาชีหรือแหลมโพธิ์ สัญลักษณ์ที่สำคัญของชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานี ณ ที่แห่งนี้ตะกอนทรายที่เดินทางเลียบชายฝั่งมาตั้งแต่ปากแม่น้ำโกลกจะเคลื่อนที่มาสะสม เติมเต็มให้แหลมตาชีงอกยื่นยาวออกไปเรื่อยๆ โดยฝั่งซ้ายหรือทิศใต้ของปลายแหลมเป็นป่าชายเลนในอ่าวปัตตานี ส่วนฝั่งขวาหรือทิศเหนือเป็นป่าชายหาดและทะเลฝั่งอ่าวไทย ปลายแหลมนี้ยื่นยาวขึ้นเกือบทุกปี รวมถึงลักษณะรูปทรงของสันทรายที่ปลายแหลมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการทางธรรมชาติตลอดเวลา บริเวณปลายสุดนี้เป็นสันทรายขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 180 เมตร ยื่นยาวออกไปจากแนวป่าสนประมาณ 320 เมตร และพบสันทรายเล็กๆที่ปลายแหลม ประหนึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กที่สามารถเดินข้ามไปได้ยามน้ำลง สังเกตได้ว่าเกิดบ่อน้ำ ร่องน้ำ บนแหลมทรายนี้ ซึ่งเกิดจากการที่คลื่นซัดข้ามสันทรายที่มีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มากนัก เข้ามายังพื้นที่ด้านใน จนเกิดบ่อ เกิดร่องน้ำ โดยพบว่าในหลายแห่งเริ่มเน่าเสียเพราะน้ำถูกขังไว้เป็นเวลานาน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปลายแหลมนี้คืออ่าวปัตตานี ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนี้คือทะเลฝั่งอ่าวไทย นักวิชาการบางสำนักชี้ว่า ปลายแหลมนี้กำลังค่อยๆโค้งเข้าไปปิดปากอ่าวปัตตานีในอนาคต ในขณะที่บางสำนักชี้ว่า โอกาสเกิดแบบนั้นน่าจะมีความเป็นไปได้น้อยตราบเท่าที่ยังมีน้ำไหลออกจากปากแม่น้ำปัตตานี เรื่องราวนี้คงจะได้พิสูจน์โดยใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์กันด้วยหลักเหตุผลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก … รอติดตามต่อไป

พาชมชายหาด เกาะยาวน้อย

เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ในเขต อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ 147.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 เกาะ มี 3 ตำบลคือ เกาะยาวน้อย , เกาะยาวใหญ่ , พรุใน ชาวบ้านบนเกาะยาวน้อยจำนวนกว่า 4,600 คน นั้นส่วนใหญ่ 99% นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพประมง ค้าขาย หมู่เกาะที่นี่สวยงามมีเกาะเล็กเกาะน้อยรอบๆ เกาะ เป็นเกาะที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ ชื่นชอบธรรมชาติ รักสงบ (http://www.phangnga.go.th/koh-yaw-noi.html) บนเกาะยาวน้อยเองนั้น มิได้มีชายหาดและทัศนียภาพบนเกาะที่สวยงามมากมายสักเท่าไหร่ แต่มีความหลากหลายของทรัพยากร ทั้งนาข้าว ป่าชายเลน ป่าชายหาด ทรัพยากรประมง และยังมีนกเงือกอพยพมาอยู่ที่นี่จำนวนมาก แต่สิ่งที่ตราตรึงใจคือ ทัศนียภาพรอบๆเกาะ เมื่อมองออกจากเกาะยาวน้อย จะพบเกาะแก่งรูปร่างแปลกตารายล้อมเกาะจำนวนมาก และนี่เอง คือแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติให้มาเสพความสวยงามของธรรมชาติอันสุขสงบที่นี่ เกาะยาวน้อยวางตัวในแนวเหนือใต้ และมีพื้นที่ชายหาดหลักๆบนสองฝั่งทะเล คือฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ติดกับเกาะยาวใหญ่ มีสภาพเป็นอ่าว พื้นที่ริมทะเลแถบนี้ส่วนมากเป็นหิน ดิน ทรายหยาบปนหิน ป่าชายเลน […]

หาดทรายกลายเป็นหิน @ หาดบาเฆะ นราธิวาส

หาดบาเฆะ อยู่ในเขตบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ทิศเหนือห่างจากหาดนราทัศน์เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เคยมีข่าวว่าชายหาดแห่งนี้เกิดการกัดเซาะอย่างหนักโดยเฉพาะในปี 2557 ตามข่าว https://mgronline.com/south/detail/9570000147376 จากการตรวจสอบภาคสนามพบว่า มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมชายหาดเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยไม่หนาแน่น ระยะทางตามแนวชายหาดประมาณ 250 เมตร คาดว่าเหตุการณ์คลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรงในปี 2557 น่าจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ของชุมชนที่ว่านี้ จากการสำรวจภาคสนามในเดือนเมษายน 2564 พบว่า มีการสร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินทิ้งปิดยาวตลอดแนวของชุมชนริมชายฝั่งรวมไปถึงพื้นที่ข้างเคียงด้านเหนือและใต้ของชุมชนด้วย ระยะทางรวมประมาณ 3 กิโลเมตรกว่า โดยจากภาพมุมสูงพบว่า พื้นที่ทางทิศเหนือและใต้ของชุมชนนี้ ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีชุมชน ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานใดๆทั้งของรัฐและเอกชนตั้งอยู่เลย การสร้างโครงสร้างปิดตลอดทั้งแนวชายหาดแบบนี้ถือว่าเป็นมาตรการที่เกินจำเป็นไปมาก Beach Lover ไม่มีข้อมูลแปลงโฉนดที่ดินบริเวณนี้เพื่อยืนยันว่า ที่เห็นพื้นที่โล่งๆนี้มีที่ดินเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้านในชุมชนตกน้ำไปบ้างหรือไม่ ถึงจำเป็นต้องสร้างเขื่อนหินทิ้งปิดยาวทั้งชายหาดแบบนี้ แต่ที่แน่ชัดก็คือสันทรายธรรมชาติที่เป็นพื้นที่สาธารณะทางทิศใต้ของหมู่บ้านนั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องนำหินไปทิ้งเพื่อป้องกันชายหาด ที่ไร้ซึ่งชุมชนชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานใดๆ หากแม้ภายภาคหน้าพื้นที่นี้จะถูกกัดเซาะไปบ้าง ก็มิได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับทรัพย์สินของรัฐและเอกชนแต่อย่างใด ส่วนทางรถวิ่งที่เห็นในมุมสูงนี้ ก็มิได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปที่ใดเลย สันทรายนี้เชื่อมต่อกับทางทิศเหนือของหาดนราทัศน์ก็จริง แต่ไม่สามารถสัญจรผ่านเส้นทางนี้ได้ สันทรายที่เห็นในภาพนี้ไปเชื่อมต่อกับหาดนราทัศน์ทางทิศเหนือ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สันทรายแห่งนี้โดยเฉพาะตำแหน่งที่อยู่ใกล้ๆกับหาดนราทัศน์นั้นถูกกัดเซาะไปมาก หลังการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่งริมของหาดนราทัศน์ ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ชายหาดหายไปไหน-นราทัศน์/ หากรัฐ ต้องถมหินกับทุกพื้นที่ชายหาด […]

ตะโละสะมิแล …ยังสบายดีไหม

Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของหาดตะโละสะมิแล หาดท่องเที่ยว ที่นำพาผู้คนหลั่งไหลมาที่ปลายแหลมตาชี จ.ปัตตานี ไปแล้วครั้งหนึ่ง ติดตามได้จาก https://beachlover.net/ตะโล๊ะสะมิแล-เคยหายไป/ เมื่อเปรียบเทียบแนวชายฝั่งเบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล Google earth พบว่า ชายหาดบ้านตะโละสะมิแลนั้นเกิดการพัฒนาอย่างมากระหว่างปี 2554-2563 พื้นที่เดิมที่เคยเป็นป่าชายหาด หนองบึง ตามธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นรีสอร์ทและร้านอาหารริมทะเล จากการสำรวจปีที่แล้วนั้น Beach Lover ได้พบหลายรีสอร์ทกำลังสร้างใหม่เพิ่มเติม โดยหลายรีสอร์ทที่สร้างไปแล้วพบว่ามีบางส่วนของพื้นที่ใช้ประโยชน์ด้านในที่ดูเหมือนจะล้ำลงมาที่ชายหาดค่อนข้างมาก อย่างถนนดินลูกรังที่ถมทับลงไปบนชายหาดตามภาพเดือนสิงหาคม 2563 อีกทั้งยังมีการนำท่อซีเมนต์และกองหินมาวางริมชายหาดด้านหน้ารีสอร์ทเพื่อป้องกันชายฝั่ง ทั้งวางตัวขนานและวางตั้งฉากกับชายฝั่ง คาดว่าแต่ละรีสอร์ทดำเนินการกันเอง ครั้งนี้ Beach Lover พาบินสำรวจมุมสูงเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ริมชายหาดเมื่อครั้งเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว กับเมษายนในปีนี้ พบว่า กองหินที่นำมาวางขวางการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง หรือทำหน้าที่เหมือนรอดักทรายนั้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องรอดักทรายจาก https://beachlover.net/groin/) บัดนี้ได้มีทรายมาถมระหว่างช่องว่างจนเต็ม โดยสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดจากภาพด้านบนนี้คือผลกระทบด้านท้ายน้ำ (Downdrift) จากโครงสร้างรอดักทรายตัวสุดท้ายทางทิศเหนือของภาพ โดยพบว่าเกิดการเว้าแหว่งของชายหาดกินลึกเข้าไปถึงรีสอร์ทด้านใน ซึ่งจากภาพในเดือนสิงหาคมนั้นยังอยู่ห่างจากทะเลค่อนข้างมาก แต่มาวันนี้ ทะเลได้รุกเข้ามาถึงเสาต้นนอกแล้ว ทำให้รีสอร์ทต้องนำเสาไม้และถุงกระสอบทรายมาปักและวางด้านหน้าเพื่อบรรเทาผลกระทบพลางไปก่อน จุดเริ่มต้นของการกัดเซาะพื้นที่นี้ เท่าที่พอจะหาภาพเชิงประจักษ์มาเล่าเรื่องได้ คาดว่าเกิดการกำแพงกันคลื่นแบบแนวดิ่งทางด้านทิศใต้ของบ้านตะโละสะมิแล ซึ่งส่งผลให้ชายหาดด้านทิศเหนือเกิดการกัดเซาะแบบเว้าแหว่ง โดยสังเกตได้จากภาพแรกของโพสนี้ […]

พาชมเขื่อนกันคลื่นบ้านเพ

เขื่อนกันคลื่น ณ หาดบ้านเพ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันท่าเทียบเรือบ้านเพที่อยู่ด้านในริมชายหาด เรียกขานในเชิงเทคนิคว่า Harbour breakwater โดยสร้างขึ้นประมาณปี 2536 โดยกรมเจ้าท่า ชาวบ้านท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ที่นี่มายาวนานเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมที พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นตามที่ได้ตกลงกันกับชาวบ้านมิได้อยู่ในแนวปัจจุบัน แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด ทำให้หน่วยงานตัดสินใจย้ายแนวเขื่อนกันคลื่นมาเป็นแนวปัจจุบันซึ่งวางทับลงไปบนแนวประการังที่มีความหลากหลายถึง 18 ชนิด กินพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ หลังการก่อสร้าง ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า กระแสน้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทาง แทงไปทางทิศตะวันออกของชุมชนบ้านเพ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่บริเวณห้าง Lotus express จนเทศบาลต้องเอาหินมาถมเพื่อป้องกันชายหาด จนเป็นที่มาของกำแพงกันคลื่นบริเวณหน้าหาดสวนสนปัจจุบัน นอกจากนั้นยังพบว่าหาดทรายด้านหลังกลายสภาพเป็นหาดโคลนปนทรายและน้ำไหลเวียนไม่สะดวกเหมือนเช่นอดีต Beach Lover ได้ลงพื้นที่สำรวจเขื่อนกันคลื่นบ้านเพแห่งนี้ในเดือนมีนาคม 2564 พบว่ายังมีสภาพดี พบกระชังเลี้ยงหอยและปลาด้านหลังเขื่อนกันคลื่นตลอดทั้งแนว เนื่องจากเป็นพื้นที่อับคลื่นและลมจากอิทธิพลของเขื่อนกันคลื่น ชาวบ้านเลี้ยงปลาหลายชนิดในกระชัง ทั้งปลาสวยงามและปลาที่ใช้เพื่อกินเป็นอาหาร และมีการแขวนพวงหอย นี้ไว้รอบๆกระชังเลี้ยงปลา เพื่อกรองน้ำให้สะอาดมากขึ้น แล้วเหล่ามนุษย์อย่างพวกเราก็เอร็ดอร่อยกับการกิน “หอยพวง” นี้ อีกต่อหนึ่ง!

พาชมความคืบหน้าของกำแพงป้องกันชายฝั่ง บ่ออิฐ-เกาะแต้ว

Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของงานป้องกันชายฝั่งบ่ออิฐ-เกาะแต้ว จ.สงขลา ตั้งแต่ปี 2562 ไปแล้วหลายครั้งตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ติดตามได้จาก https://beachlover.net/กำแพง-เขารูปช้าง/ และ https://beachlover.net/ความคืบหน้า-กำแพงบ่ออิฐ/ ครั้งนี้ Beach Lover เปิดภาพมุมสูง ตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 พาชมความคืบหน้าของการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงพร้อมโครงสร้างประกอบอื่นๆ โดยกรมเจ้าท่า เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ระยะทาง 3,450 เมตร ด้วยงบประมาณ 219,935,000 บาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2564  หากเราสังเกตระยะทางจากชายหาดถึงตำแหน่งจุดอ้างอิง (วงกลมสีแดงในทุกภาพ) จะพบว่า กำแพงกันคลื่นนี้ วางทับลงไปบนพื้นที่ชายหาดทั้งหมด และยังยื่นล้ำลงไปในทะเลค่อนข้างมาก เนื่องจากชายหาดบริเวณนี้ค่อนข้างแคบเพราะเป็นส่วนท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงกันคลื่นชุดก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นไปแล้วทางทิศใต้ ประเด็นที่ต้องตามต่อไปก็คือ ด้วยความกว้างของโครงสร้างขนาดใหญ่ที่วางทับและยื่นล้ำลงไปบนชายหาดธรรมชาติแบบนี้ จะเกิดผลกระทบอย่างไรกับพื้นที่ชายหาดท้ายน้ำ ณ ตำแหน่งสุดปลายกำแพงทางทิศเหนือ คำตอบขอคำถามนี้ แทบจะไม่ต้องใช้เวลาคิดวิเคราะห์อะไรกันเนิ่นนาน เพราะเหตุแห่งการสร้างโครงสร้างกำแพงกันคลื่นแห่งนี้ ก็เกิดจากคำตอบของคำถามที่เป็นข้อห่วงกังวลจากการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นชุดก่อนหน้านี้ทางทิศใต้เช่นเดียวกัน เราจะต้องตอบคำถามเดิมๆ แก้ปัญหาโดยใช้วิธีการเดิมๆ วนไปวนมากันแบบนี้ จริงๆหรือ ?!?

see more…

สถานการณ์ชายฝั่งทะเล

งานปักไม้ไผ่โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง

โดยทั่วไปเรามักพบเห็นโครงการป้องกันชายฝั่งที่ดำเนินงานโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองในรูปแบบของโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ โดยเน้นที่กำแพงกันคลื่นรูปแบบต่างๆเป็นหลัก (ศึกษาได้จากโพสเก่าๆ) โครงการนี้น่าจะเป็นโครงการแรกๆของกรมโยธาฯที่ทำการปักไม้ไผ่เพื่อป้องกันชายฝั่ง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันตกโดยการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนี้ กำลังเกิดขึ้นที่แหลมใหญ่ สมุทรสงคราม ความยาว 4 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 25.9 ล้านบาท เนื่องจาก Beach Lover ยังไม่มีรายละเอียดของโครงการ รวมถึงสถานการณ์กัดเซาะจนเป็นเหตุผลความจำเป็นให้ต้องดำเนินโครงการนี้ แต่จากข้อมูลเท่าที่มีข้างต้น พบประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ (1) การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนั้น เป็นมาตรการที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเน้นย้ำมาตลอดว่าเป็นการช่วยเร่งให้ตะกอนตกทับถมเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตของป่าชายเลนด้านใน เพราะสำหรับหาดโคลนแล้วถือว่าโครงสร้างป่าชายเลนและระบบรากที่ช่วยยึดเกาะตะกอนนั้นเป็นปราการทางธรรมชาติ ที่ช่วยกันคลื่นลมและส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุด โดยมักพบว่าดำเนินการร่วมไปกับการปลูกป่าชายเลน หรือ มีป่าชายเลนที่ต้องการให้เกิดความสมบูรณ์อยู่ด้านใน คำถาม: งานอนุรักษ์ป่าชายเลนนั้น เป็นหนึ่งในภารกิจของกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือไม่ ? (2) งานปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่ดำเนินการโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ผ่านมา ใช้งบประมาณ 4 ล้านบาทต่อหนึ่งกิโลเมตร (https://beachlover.net/ทช-ปักไม้ไผ่-ปี63/) หากปักไม้ระยะทาง 4 กิโลเมตรตามโครงการนี้ควรใช้งบประมาณเพียง 16 ล้านบาทเท่านั้น คำถาม: เหตุใดราคากลางของกรมโยธาธิการและผังเมือง (39.186 ล้านบาท) หรือแม้แต่วงเงินงบประมาณที่ชนะการประกวดราคา (25.9 ล้านบาท) จึงสูงลิ่วกว่าของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะว่าอย่างไร … รอติดตามอย่างใจเย็น

สดๆร้อนๆ!! เปิด(ร่าง)งบประมาณป้องกันชายฝั่งประจำปี 2565

จากที่ Beach Lover ได้เคยเปิดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 (https://beachlover.net/budget-2563-beach-erosion/) และ 2564 (https://beachlover.net/ร่างงบประมาณ-ชายฝั่ง-2564/) เพื่องานป้องกันชายฝั่งไปแล้วนั้น ในวาระที่ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 กำลังจะเข้าสภาฯ เร็วๆนี้ ขอเปิดร่างงบประมาณประจำปี 2565 (เล่มขาวคาดแดง) เพื่อป้องกันชายฝั่งจาก 3 กรมหลักให้ได้ศึกษากันอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พบว่ารัฐวางแผนใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2565 (ต.ค.2564-ก.ย.2565) เพื่อการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างป้องกันชายฝั่งใน 3 กรมหลักรวมทั้งสิ้น 1,378.7428 ล้านบาท ใน 57 โครงการ (ไม่นับรวมจำนวนโครงการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเนื่องจากไม่ระบุจำนวนไว้ในร่างงบประมาณ) ในจำนวน 53 โครงการของกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น มี 6 โครงการที่เป็นโครงการที่ตั้งใหม่ในปี 2565 โดยทั้ง 53 โครงการนั้น เป็นโครงสร้างประเภทกำแพงกันคลื่นทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีงบประมาณส่วนที่เป็นงานจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียด ศึกษาการลดผลกระทบ และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีกจำนวน 175.4938 ล้านบาท ใน 12 โครงการ ซึ่งมิได้นำมาแสดงรวมไว้เนื่องจากไม่ได้เป็นงบเพื่อการก่อสร้างและปรับปรุงโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง สำหรับกรมเจ้าท่าในปีนี้มีโครงการทั้งหมด […]

ถนนขาด ณ หาดปานาเระ

ถนนเส้นนี้ตัดประชิดชายฝั่งมาก ปัจจุบันถูกกัดเซาะไปมากกว่า 10 ปี แล้ว ชาวบ้านใช้ถนนคอนกรีตเส้นในใกล้ๆกันเพื่อการสัญจรแบบไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะถนนเส้นนี้มิได้ตัดผ่านชุมชนหรือบ้านเลยแม้แต่หลังคาเรือนเดียว ข่าวว่า หน่วยงานจะฟื้นถนนเส้นนี้กลับคืนมาพร้อมการปรับภูมิทัศน์แถมด้วยโครงสร้างป้องกันถนนนี้อีกชั้นหนึ่ง ด้วยงบประมาณกว่า 280.8 ล้านบาท รอติดตาม…อย่างใจเย็น อ่านเรื่องราวของถนนเส้นนี้ที่บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว (2563) เพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/ถนน-ปานาเระ-หายไปไหน/ และ ชมภาพ VDO มุมสูงของพื้นที่นี้เมื่อเดือนเมษายน 2564 ได้จาก https://youtu.be/w6EvycVwII4

หาดมหาราชหลังมรุสม ยังสบายดี?

Beach lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของชายหาดมหาราชไปแล้วหลายต่อหลายตอนมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องเกือบสองปี ติดตามโพสเก่าๆได้โดยค้นหาผ่าน Icon search ด้านขวาบนของหน้า Web ครั้งนี้ Beach Lover พาสำรวจเพิ่มเติมสภาพของชายฝั่งหาดมหาราช ณ ตำแหน่งที่ยังไม่มีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น ในช่วงปลายฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือช่วงเดือนมีนาคม 2564 พบว่าปลายของคลื่นได้หอบเอาขยะขึ้นมากองอยู่ริมชายหาด ส่วนลมได้หอบเอาขยะส่วนที่เบาข้ามไปอยู่บนถนนและข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของถนน ด้วยวันที่สำรวจ เป็นช่วงที่พื้นที่นี้เพิ่งประสบกับปัญหาระดับน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นและคลื่นลมแรง หากชายหาดมหาราชนี้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงจริง จนเป็นเหตุให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ควรพบหลักฐานความเสียหายของถนนในส่วนที่ไม่มีโครงการก่อสร้างบ้างจากมรสุมคลื่นลมแรงในครั้งนี้ แต่จากภาพถ่ายที่ได้จากการสำรวจ ไม่พบร่องรอยความเสียหายใดๆแม้กระทั่งตำแหน่งใกล้ทางระบายน้ำที่เคยถูกกัดเซาะ (https://beachlover.net/ข้อสังเกตต่อโครงการป้อ/) และไม่พบว่ามีร่องรอยของการซ่อมแซมถนนด้วย มีเพียงเศษซากของขยะและทรายที่ถูกซัดขึ้นมากองบนฝั่ง ตามที่ปรากกฏดังรูป ส่วนตำแหน่งไกลออกไปจากโครงสร้างทางทิศเหนือไม่พบร่องรอยการกัดเซาะจากมรสุมเช่นกัน

เม็ดทรายสุดท้ายที่ปลายแหลม(ตาชี)

แหลมตาชีหรือแหลมโพธิ์ สัญลักษณ์ที่สำคัญของชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานี ณ ที่แห่งนี้ตะกอนทรายที่เดินทางเลียบชายฝั่งมาตั้งแต่ปากแม่น้ำโกลกจะเคลื่อนที่มาสะสม เติมเต็มให้แหลมตาชีงอกยื่นยาวออกไปเรื่อยๆ โดยฝั่งซ้ายหรือทิศใต้ของปลายแหลมเป็นป่าชายเลนในอ่าวปัตตานี ส่วนฝั่งขวาหรือทิศเหนือเป็นป่าชายหาดและทะเลฝั่งอ่าวไทย ปลายแหลมนี้ยื่นยาวขึ้นเกือบทุกปี รวมถึงลักษณะรูปทรงของสันทรายที่ปลายแหลมก็เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการทางธรรมชาติตลอดเวลา บริเวณปลายสุดนี้เป็นสันทรายขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 180 เมตร ยื่นยาวออกไปจากแนวป่าสนประมาณ 320 เมตร และพบสันทรายเล็กๆที่ปลายแหลม ประหนึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กที่สามารถเดินข้ามไปได้ยามน้ำลง สังเกตได้ว่าเกิดบ่อน้ำ ร่องน้ำ บนแหลมทรายนี้ ซึ่งเกิดจากการที่คลื่นซัดข้ามสันทรายที่มีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่มากนัก เข้ามายังพื้นที่ด้านใน จนเกิดบ่อ เกิดร่องน้ำ โดยพบว่าในหลายแห่งเริ่มเน่าเสียเพราะน้ำถูกขังไว้เป็นเวลานาน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปลายแหลมนี้คืออ่าวปัตตานี ส่วนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนี้คือทะเลฝั่งอ่าวไทย นักวิชาการบางสำนักชี้ว่า ปลายแหลมนี้กำลังค่อยๆโค้งเข้าไปปิดปากอ่าวปัตตานีในอนาคต ในขณะที่บางสำนักชี้ว่า โอกาสเกิดแบบนั้นน่าจะมีความเป็นไปได้น้อยตราบเท่าที่ยังมีน้ำไหลออกจากปากแม่น้ำปัตตานี เรื่องราวนี้คงจะได้พิสูจน์โดยใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์กันด้วยหลักเหตุผลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก … รอติดตามต่อไป

พาชมชายหาด เกาะยาวน้อย

เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ในเขต อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ 147.8 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 เกาะ มี 3 ตำบลคือ เกาะยาวน้อย , เกาะยาวใหญ่ , พรุใน ชาวบ้านบนเกาะยาวน้อยจำนวนกว่า 4,600 คน นั้นส่วนใหญ่ 99% นับถือศาสนาอิสลาม มีอาชีพประมง ค้าขาย หมู่เกาะที่นี่สวยงามมีเกาะเล็กเกาะน้อยรอบๆ เกาะ เป็นเกาะที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ ชื่นชอบธรรมชาติ รักสงบ (http://www.phangnga.go.th/koh-yaw-noi.html) บนเกาะยาวน้อยเองนั้น มิได้มีชายหาดและทัศนียภาพบนเกาะที่สวยงามมากมายสักเท่าไหร่ แต่มีความหลากหลายของทรัพยากร ทั้งนาข้าว ป่าชายเลน ป่าชายหาด ทรัพยากรประมง และยังมีนกเงือกอพยพมาอยู่ที่นี่จำนวนมาก แต่สิ่งที่ตราตรึงใจคือ ทัศนียภาพรอบๆเกาะ เมื่อมองออกจากเกาะยาวน้อย จะพบเกาะแก่งรูปร่างแปลกตารายล้อมเกาะจำนวนมาก และนี่เอง คือแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติให้มาเสพความสวยงามของธรรมชาติอันสุขสงบที่นี่ เกาะยาวน้อยวางตัวในแนวเหนือใต้ และมีพื้นที่ชายหาดหลักๆบนสองฝั่งทะเล คือฝั่งตะวันตก ซึ่งอยู่ติดกับเกาะยาวใหญ่ มีสภาพเป็นอ่าว พื้นที่ริมทะเลแถบนี้ส่วนมากเป็นหิน ดิน ทรายหยาบปนหิน ป่าชายเลน […]

หาดทรายกลายเป็นหิน @ หาดบาเฆะ นราธิวาส

หาดบาเฆะ อยู่ในเขตบ้านบาเฆะ ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ทิศเหนือห่างจากหาดนราทัศน์เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เคยมีข่าวว่าชายหาดแห่งนี้เกิดการกัดเซาะอย่างหนักโดยเฉพาะในปี 2557 ตามข่าว https://mgronline.com/south/detail/9570000147376 จากการตรวจสอบภาคสนามพบว่า มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมชายหาดเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยไม่หนาแน่น ระยะทางตามแนวชายหาดประมาณ 250 เมตร คาดว่าเหตุการณ์คลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรงในปี 2557 น่าจะส่งผลกระทบกับพื้นที่ของชุมชนที่ว่านี้ จากการสำรวจภาคสนามในเดือนเมษายน 2564 พบว่า มีการสร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินทิ้งปิดยาวตลอดแนวของชุมชนริมชายฝั่งรวมไปถึงพื้นที่ข้างเคียงด้านเหนือและใต้ของชุมชนด้วย ระยะทางรวมประมาณ 3 กิโลเมตรกว่า โดยจากภาพมุมสูงพบว่า พื้นที่ทางทิศเหนือและใต้ของชุมชนนี้ ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีชุมชน ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานใดๆทั้งของรัฐและเอกชนตั้งอยู่เลย การสร้างโครงสร้างปิดตลอดทั้งแนวชายหาดแบบนี้ถือว่าเป็นมาตรการที่เกินจำเป็นไปมาก Beach Lover ไม่มีข้อมูลแปลงโฉนดที่ดินบริเวณนี้เพื่อยืนยันว่า ที่เห็นพื้นที่โล่งๆนี้มีที่ดินเอกสารสิทธิ์ของชาวบ้านในชุมชนตกน้ำไปบ้างหรือไม่ ถึงจำเป็นต้องสร้างเขื่อนหินทิ้งปิดยาวทั้งชายหาดแบบนี้ แต่ที่แน่ชัดก็คือสันทรายธรรมชาติที่เป็นพื้นที่สาธารณะทางทิศใต้ของหมู่บ้านนั้น ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องนำหินไปทิ้งเพื่อป้องกันชายหาด ที่ไร้ซึ่งชุมชนชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานใดๆ หากแม้ภายภาคหน้าพื้นที่นี้จะถูกกัดเซาะไปบ้าง ก็มิได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับทรัพย์สินของรัฐและเอกชนแต่อย่างใด ส่วนทางรถวิ่งที่เห็นในมุมสูงนี้ ก็มิได้ใช้เป็นเส้นทางสัญจรไปที่ใดเลย สันทรายนี้เชื่อมต่อกับทางทิศเหนือของหาดนราทัศน์ก็จริง แต่ไม่สามารถสัญจรผ่านเส้นทางนี้ได้ สันทรายที่เห็นในภาพนี้ไปเชื่อมต่อกับหาดนราทัศน์ทางทิศเหนือ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า สันทรายแห่งนี้โดยเฉพาะตำแหน่งที่อยู่ใกล้ๆกับหาดนราทัศน์นั้นถูกกัดเซาะไปมาก หลังการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่งริมของหาดนราทัศน์ ติดตามได้จากโพส https://beachlover.net/ชายหาดหายไปไหน-นราทัศน์/ หากรัฐ ต้องถมหินกับทุกพื้นที่ชายหาด […]

ตะโละสะมิแล …ยังสบายดีไหม

Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของหาดตะโละสะมิแล หาดท่องเที่ยว ที่นำพาผู้คนหลั่งไหลมาที่ปลายแหลมตาชี จ.ปัตตานี ไปแล้วครั้งหนึ่ง ติดตามได้จาก https://beachlover.net/ตะโล๊ะสะมิแล-เคยหายไป/ เมื่อเปรียบเทียบแนวชายฝั่งเบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล Google earth พบว่า ชายหาดบ้านตะโละสะมิแลนั้นเกิดการพัฒนาอย่างมากระหว่างปี 2554-2563 พื้นที่เดิมที่เคยเป็นป่าชายหาด หนองบึง ตามธรรมชาติ ถูกเปลี่ยนสภาพเป็นรีสอร์ทและร้านอาหารริมทะเล จากการสำรวจปีที่แล้วนั้น Beach Lover ได้พบหลายรีสอร์ทกำลังสร้างใหม่เพิ่มเติม โดยหลายรีสอร์ทที่สร้างไปแล้วพบว่ามีบางส่วนของพื้นที่ใช้ประโยชน์ด้านในที่ดูเหมือนจะล้ำลงมาที่ชายหาดค่อนข้างมาก อย่างถนนดินลูกรังที่ถมทับลงไปบนชายหาดตามภาพเดือนสิงหาคม 2563 อีกทั้งยังมีการนำท่อซีเมนต์และกองหินมาวางริมชายหาดด้านหน้ารีสอร์ทเพื่อป้องกันชายฝั่ง ทั้งวางตัวขนานและวางตั้งฉากกับชายฝั่ง คาดว่าแต่ละรีสอร์ทดำเนินการกันเอง ครั้งนี้ Beach Lover พาบินสำรวจมุมสูงเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ริมชายหาดเมื่อครั้งเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว กับเมษายนในปีนี้ พบว่า กองหินที่นำมาวางขวางการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง หรือทำหน้าที่เหมือนรอดักทรายนั้น (อ่านเพิ่มเติมเรื่องรอดักทรายจาก https://beachlover.net/groin/) บัดนี้ได้มีทรายมาถมระหว่างช่องว่างจนเต็ม โดยสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนจากภาพ อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดจากภาพด้านบนนี้คือผลกระทบด้านท้ายน้ำ (Downdrift) จากโครงสร้างรอดักทรายตัวสุดท้ายทางทิศเหนือของภาพ โดยพบว่าเกิดการเว้าแหว่งของชายหาดกินลึกเข้าไปถึงรีสอร์ทด้านใน ซึ่งจากภาพในเดือนสิงหาคมนั้นยังอยู่ห่างจากทะเลค่อนข้างมาก แต่มาวันนี้ ทะเลได้รุกเข้ามาถึงเสาต้นนอกแล้ว ทำให้รีสอร์ทต้องนำเสาไม้และถุงกระสอบทรายมาปักและวางด้านหน้าเพื่อบรรเทาผลกระทบพลางไปก่อน จุดเริ่มต้นของการกัดเซาะพื้นที่นี้ เท่าที่พอจะหาภาพเชิงประจักษ์มาเล่าเรื่องได้ คาดว่าเกิดการกำแพงกันคลื่นแบบแนวดิ่งทางด้านทิศใต้ของบ้านตะโละสะมิแล ซึ่งส่งผลให้ชายหาดด้านทิศเหนือเกิดการกัดเซาะแบบเว้าแหว่ง โดยสังเกตได้จากภาพแรกของโพสนี้ […]

พาชมเขื่อนกันคลื่นบ้านเพ

เขื่อนกันคลื่น ณ หาดบ้านเพ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันท่าเทียบเรือบ้านเพที่อยู่ด้านในริมชายหาด เรียกขานในเชิงเทคนิคว่า Harbour breakwater โดยสร้างขึ้นประมาณปี 2536 โดยกรมเจ้าท่า ชาวบ้านท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ที่นี่มายาวนานเล่าให้ฟังว่า แรกเริ่มเดิมที พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นตามที่ได้ตกลงกันกับชาวบ้านมิได้อยู่ในแนวปัจจุบัน แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด ทำให้หน่วยงานตัดสินใจย้ายแนวเขื่อนกันคลื่นมาเป็นแนวปัจจุบันซึ่งวางทับลงไปบนแนวประการังที่มีความหลากหลายถึง 18 ชนิด กินพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ หลังการก่อสร้าง ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า กระแสน้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทาง แทงไปทางทิศตะวันออกของชุมชนบ้านเพ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่บริเวณห้าง Lotus express จนเทศบาลต้องเอาหินมาถมเพื่อป้องกันชายหาด จนเป็นที่มาของกำแพงกันคลื่นบริเวณหน้าหาดสวนสนปัจจุบัน นอกจากนั้นยังพบว่าหาดทรายด้านหลังกลายสภาพเป็นหาดโคลนปนทรายและน้ำไหลเวียนไม่สะดวกเหมือนเช่นอดีต Beach Lover ได้ลงพื้นที่สำรวจเขื่อนกันคลื่นบ้านเพแห่งนี้ในเดือนมีนาคม 2564 พบว่ายังมีสภาพดี พบกระชังเลี้ยงหอยและปลาด้านหลังเขื่อนกันคลื่นตลอดทั้งแนว เนื่องจากเป็นพื้นที่อับคลื่นและลมจากอิทธิพลของเขื่อนกันคลื่น ชาวบ้านเลี้ยงปลาหลายชนิดในกระชัง ทั้งปลาสวยงามและปลาที่ใช้เพื่อกินเป็นอาหาร และมีการแขวนพวงหอย นี้ไว้รอบๆกระชังเลี้ยงปลา เพื่อกรองน้ำให้สะอาดมากขึ้น แล้วเหล่ามนุษย์อย่างพวกเราก็เอร็ดอร่อยกับการกิน “หอยพวง” นี้ อีกต่อหนึ่ง!

พาชมความคืบหน้าของกำแพงป้องกันชายฝั่ง บ่ออิฐ-เกาะแต้ว

Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของงานป้องกันชายฝั่งบ่ออิฐ-เกาะแต้ว จ.สงขลา ตั้งแต่ปี 2562 ไปแล้วหลายครั้งตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ติดตามได้จาก https://beachlover.net/กำแพง-เขารูปช้าง/ และ https://beachlover.net/ความคืบหน้า-กำแพงบ่ออิฐ/ ครั้งนี้ Beach Lover เปิดภาพมุมสูง ตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 พาชมความคืบหน้าของการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงพร้อมโครงสร้างประกอบอื่นๆ โดยกรมเจ้าท่า เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ระยะทาง 3,450 เมตร ด้วยงบประมาณ 219,935,000 บาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2564  หากเราสังเกตระยะทางจากชายหาดถึงตำแหน่งจุดอ้างอิง (วงกลมสีแดงในทุกภาพ) จะพบว่า กำแพงกันคลื่นนี้ วางทับลงไปบนพื้นที่ชายหาดทั้งหมด และยังยื่นล้ำลงไปในทะเลค่อนข้างมาก เนื่องจากชายหาดบริเวณนี้ค่อนข้างแคบเพราะเป็นส่วนท้ายน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงกันคลื่นชุดก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นไปแล้วทางทิศใต้ ประเด็นที่ต้องตามต่อไปก็คือ ด้วยความกว้างของโครงสร้างขนาดใหญ่ที่วางทับและยื่นล้ำลงไปบนชายหาดธรรมชาติแบบนี้ จะเกิดผลกระทบอย่างไรกับพื้นที่ชายหาดท้ายน้ำ ณ ตำแหน่งสุดปลายกำแพงทางทิศเหนือ คำตอบขอคำถามนี้ แทบจะไม่ต้องใช้เวลาคิดวิเคราะห์อะไรกันเนิ่นนาน เพราะเหตุแห่งการสร้างโครงสร้างกำแพงกันคลื่นแห่งนี้ ก็เกิดจากคำตอบของคำถามที่เป็นข้อห่วงกังวลจากการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นชุดก่อนหน้านี้ทางทิศใต้เช่นเดียวกัน เราจะต้องตอบคำถามเดิมๆ แก้ปัญหาโดยใช้วิธีการเดิมๆ วนไปวนมากันแบบนี้ จริงๆหรือ ?!?

see more…

ข่าว

เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งทะเลสตูล สถานการณ์ทั่วไปปกติ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๗ (ตรัง) สำรวจ และจัดทำข้อมูลพื้นที่โครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ข้อมูลสถานภาพชายฝั่งทะเลในท้องที่ จ.สตูล พบว่าในบริเวณระบบหาดบ้านบ่อเจ็ดลูก (T8E312) ท้องที่ ต.แหลมสน ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล มีกำแพงป้องกันคลื่นประเภทลาดเอียง และกล่องกระชุหินตามแนวชายฝั่ง เป็นช่วงๆ ส่วนบริเวณระบบหาดปากบารา (T8E313) ท้องที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล บริเวณชุมชนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของราษฎร และร้านค้ามีกำแพงป้องกันคลื่นประเภทตั้งตรง กำแพงป้องกันคลื่นประเภทลาดเอียง เขื่อนหินทิ้ง และเขื่อนคอนกรีตหล่อรูปสี่ขา ตลอดแนว และบริเวณระบบหาดอ่าวนุ่น (T8E314) ท้องที่ ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สภาพโดยทั่วไปสมดุล มีกำแพงป้องกันคลื่นแบบตั้งตรง เขื่อนหินทิ้ง มีการวางท่อคอนกรีต และทางเดินศึกษาธรรมชาติตลอดแนว โดยพบโครงสร้างบางจุดชำรุดจนไม่สามารถป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งได้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนแต่อย่างใด

เครือข่ายสื่อฯยื่นหนังสือให้อธิบดีกรมโยธาฯ ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย ได้ปฏิบัติตามกฏหมายหรือไม่

ที่มา: https://ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์.com วันที่ 11มิ.ย.64 เวลา13.00.น นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติพร้อมด้วยตัวแทนผู้ร้องเรียนได้เข้ายื่นหนังสือกับนายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวน้อยบริเวณชายหาดอ่าวน้อยหมู่ที่2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์ งบประมาณการก่อสร้าง68ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการฯว่าหน่วยงานของกรมโยธาธิการฯได้ขออนุญาต-และปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์หรือไม่  สืบเนื่องจากเมื่อวันที่11กันยายน2562 ศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์ ได้มีคำพิพากษาให้ทางกรมโยธาธิการฯต้องดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกฎหมายที่ดินและให้ระงับการก่อสร้างฯ ระยะที่2 และที่3 ที่จะมีการก่อสร้างต่อจากระยะที่1จนกว่าจะได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดให้ถูกต้องและในคำพิพากษามีคำสั่งให้กรมโยธาธิการฯดำเนินการเรื่องขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องและให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย ในระยะที่2 และ3ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ถูกต้องครบถ้วนส่วนคำสั่งให้ชะลอการก่อสร้างให้ยกเลิกไป โดยขณะนี้ผู้ร้องเรียนได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเอาไว้แล้วโดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด แต่ปัจจุบันปรากฏว่ายังมีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564เป็นต้นมาการก่อสร้างในครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายของชายหาดอ่าวน้อยเป็นอย่างมากและจากการตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่พบว่าทางกรมโยธาธิการฯได้ดำเนินการขออนุญาติเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแต่อย่างใด จึงขอให้อธิบดีกรมโยธาธิการฯตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้หรือไม่และขอให้ระงับการก่อสร้างระยะที่1-3ไว้ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อกฏหมายต่อไป หลังจากที่นายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วได้เปิดเผยว่าเรื่องที่ร้องเรียนเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดซึ่งตนจะไปก้าวล่วงอำนาจศาลไม่ได้ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบไหนตนพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทันที่และขอยืนยันว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดและภายใน15วันจะมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแจ้งถึงผู้ร้องเรียนให้ทราบต่อไป

กรมทะเล เร่งตรวจสอบกรณีเรือเดินสมุทรเกยหาด เกาะพระทอง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH/ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) รับแจ้งจาก น.อ.บรมรัตน์ ศุภนาม รอง.ผอ.ศร.ชล.พังงา กรณี มีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยหาดบริเวณชายฝั่งเกาะพระทอง ต.เกาะพระทอง อ.คุระบุรี จ.พังงา ผลการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่า เป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เปล่า ชื่อ YKP MARINE เดินทางจากประเทศเมียนม่า จะไปเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย แล้วเกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง ตั้งแต่ช่วงเวลากลางดึกของวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๔ ประกอบกับช่วงเวลาดังกล่าว เกิดมรสุมคลื่นลมแรงทำให้เรือถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้น ทั้งนี้ กรม ทช. ได้ประสานงานกับ เจ้าท่าภูมิภาคพังงา หน่วยกู้ภัยคุระบุรี เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งหรือไม่

ศึกษาความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งหาดแหลมเสด็จ หาดเจ้าหลาว

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง สำรวจชายฝั่งบริเวณหาดเจ้าหลาว อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ตามโครงการศึกษาความอ่อนไหวเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งต่อการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่นำร่อง กรณีศึกษาบริเวณพื้นที่ชายหาดหาดแหลมเสด็จ หาดเจ้าหลาว จ.จันทบุรี ผลการสำรวจพบว่า ลักษณะธรณีสัณฐานเป็นหาดยาวตรง (Long beach) ชายฝั่งวางตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะทางกายภาพเป็นหาดทรายและหาดหิน (พบที่บริเวณหัวหาด) ตะกอนทรายที่พบมีสีน้ำตาลอ่อน ประกอบด้วยตะกอนทรายขนาดละเอียด-หยาบ เศษหิน เศษซากเปลือกหอย การคัดขนาดดี และสำรวจรังวัดสัณฐานชายหาด ๒๗ แนว จากทั้งหมดรวม ๕๔ แนว

เครือข่ายสื่อฯเตรียมยื่นหนังสือให้กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดอ่าวน้อย ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่!

ที่มา: ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค 64 เวลา 11.00 น. นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติเปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนให้ช่วยตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพื้นที่ชายฝั่งอ่าวน้อย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์บริเวณหาดอ่าวน้อย หมู่ 2 มูลค่าการก่อสร้างเฟส 1 จำนวน 65 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ดำเนินการชอบด้วยกฏหมายและประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆหรือไม่ เพราะคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ได้มีคำพิพากษาให้เจ้าของโครงการ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนสภาพพื้นที่สาธารณะประโยชน์ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินให้เรียบร้อยก่อนลงมือก่อสร้าง ซึ่งจากการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ทางเจ้าของโครงการก็ยังไม่ดำเนินการยื่นขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯ แต่อย่างใดแต่กลับเร่งดำเนินการก่อสร้างโดยไม่สนใจคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ให้ไปขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯก่อนลงมือก่อสร้าง โดยสัปดาห์หน้าทางเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติจะนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทยให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ว่ามีหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยได้ปฎิบัติตามข้อกฎหมายหรือไม่

ทะเลเกาะคอเขาสงบ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๔ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๖ (พังงา) ตรวจระบบหาดในเขต จ.พังงา ๒ แห่งคือ (๑) ระบบหาดเกาะคอเขา (T7D190) ท้องที่ ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า ลักษณะหาดเป็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เม็ดทรายละเอียด น้ำทะเลขุ่นมาก กระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศเหนือ อุณหภูมิชายหาด ๒๗ องศาเซลเซียส ความเร็วลม ๗.๓ กม./ชม. ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นงัด อัตราคลื่นประทบฝั่ง ๑๐ ครั้ง/นาที สภาพอากาศท้อง​ฟ้าครึ้มฝน ขยะบริเวณชายหาดมีน้อย การใช้ประโยชน์ชายฝั่งใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว​พักผ่อนหย่อน​ใจ และไม่พบการกัดเซาะหรือการก่อสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม (๒) ระบบหาดบ้านนอกนา – บ้านบางเนียง (T7D189) ท้องที่ ต.เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า ลักษณะหาดเป็นหาดทรายสีน้ำตาลอ่อน เม็ดทรายละเอียด น้ำทะเลขุ่นมาก กระแสน้ำชายฝั่งไหลไปทางทิศเหนือ อุณหภูมิชายหาด ๒๖.๘ องศาเซลเซียส ความเร็วลม […]

see more…