ข้อควรพิจารณาในการเลือกใช้กำแพงกันคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

การออกแบบกำแพงกันคลื่น (Seawall) เพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายหาดเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้าง และเศรษฐศาสตร์ กำแพงกันคลื่นมีบทบาทสำคัญในการป้องกันแนวชายฝั่งจากการกัดเซาะและความเสียหายจากพายุ แต่การออกแบบต้องปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ การออกแบบกำแพงกันคลื่นประกอบด้วยการเลือกประเภทที่เหมาะสม การกำหนดรายละเอียดโครงสร้าง และการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อไปนี้เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญและแนวทางในการออกแบบกำแพงกันคลื่นให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ประเภทของกำแพงกันคลื่น 1. กำแพงกันคลื่นแนวตั้ง (Vertical Seawalls) เป็นประเภทที่พบมากที่สุด ออกแบบมาเพื่อสะท้อนพลังงานคลื่น เหมาะกับพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ อย่างไรก็ตาม อาจทำให้เกิดการกัดเซาะรุนแรงที่ฐานกำแพง เนื่องจากการสะท้อนคลื่น 2. กำแพงกันคลื่นแบบหินเรียง (Rubble Mound Seawalls) ใช้ก้อนหินขนาดใหญ่หรือบล็อกคอนกรีตเพื่อลดพลังงานคลื่น มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีความทนทานสูงกว่ากำแพงแนวตั้ง แต่ต้องใช้พื้นที่และวัสดุจำนวนมาก 3. กำแพงกันคลื่นแบบโค้งและขั้นบันได (Curved and Stepped Seawalls) ออกแบบให้มีรูปทรงโค้งหรือขั้นบันไดเพื่อช่วยลดพลังงานคลื่นและลดการล้นของน้ำ โดยการออกแบบแบบโค้งช่วยลดอัตราการล้นของน้ำหรือกระเซ็นข้ามของน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อกำหนดทางโครงสร้าง 1. การป้องกันการกัดเซาะฐานราก (Scour Protection) ต้องคำนึงถึงการกัดเซาะที่ฐานของกำแพงกันคลื่น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายและการพังทลายของกำแพง การเพิ่ม แผ่นกันกัดเซาะ (Apron) ที่ยื่นออกจากฐานสามารถช่วยลดปัญหานี้ได้ 2. การกำหนดระดับการกัดเซาะที่ฐาน (Design Scour Level) ต้องพิจารณาปัจจัยเฉพาะของพื้นที่ เช่น ปริมาณการกัดเซาะจากพายุ […]

Beachlover

February 24, 2025

เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งทะเล

การกัดเซาะชายฝั่งทะเลเป็นปัญหาที่สำคัญในด้านวิศวกรรมชายฝั่ง และการวิเคราะห์สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งนั้นต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลและเทคนิคหลากหลายมุมมอง ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการใช้เครื่องมือวิเคราะห์สมัยใหม่ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเทคนิคต่าง ๆ ที่สามารถใช้ในการศึกษาสาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งหลักๆมีดังนี้ เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่ง

Beachlover

February 21, 2025

ปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ส่งผลยังไงต่อชายฝั่ง

ปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) เป็นช่วงของความแปรปรวนทางมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศในเขตร้อน (ENSO: El Niño-Southern Oscillation) ซึ่งมีลักษณะ “ตรงข้าม” กับเอลนิโญ (El Niño) โดยในช่วงลานีญา น้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ ในขณะที่กระแสลมสินค้า (Trade winds) จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีการพัดพามวลน้ำอุ่นไปสู่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลในแถบตะวันตกของแปซิฟิก (รวมถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อาจสูงกว่าปกติ และอาจกระทบกับระบบสภาพอากาศทั่วโลก 1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและกระแสน้ำ 2. ผลกระทบต่อระบบชายฝั่งและทะเล ปรากฏการณ์ลานิญญ่ามีผลอย่างมากต่อสภาพอากาศ กระแสน้ำ และระดับน้ำทะเล ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อระบบทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดพายุหมุนเขตร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมประมง การศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องและการจัดการพื้นที่ชายฝั่งอย่างยั่งยืนจึงมีความสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีลานิญญ่าได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

Beachlover

February 17, 2025

เราศึกษาผลกระทบของกำแพงกันคลื่นกันอย่างไร

การเลือกมาตรการป้องกันโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมควรเลือกเฉพาะพื้นที่ที่มีความจำเป็นมากทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม โดยพิจารณาทางเลือกอื่นๆประกอบการพิจารณา หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้โครงสร้างได้ ควรใช้อย่างจำกัดที่สุด และเลือกรูปแบบที่รบกวนกระบวนการธรรมชาติให้น้อยที่สุดเท่านั้น   โครงสร้างกำแพงกันคลื่นเป็นทางเลือกเพื่อการป้องกันชายฝั่งทะเลที่นิยมใช้กันมากในยุคปัจจุบัน โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบมักระบุว่าเป็นแนวทางเลือกที่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการป้องกันชายฝั่งในหลายๆพื้นที่เห็นพ้องต้องกันมากที่สุด เช่น หาดมหาราช หาดม่วงงาม จ.สงขลา หาดชะอำ จ.เพชรบุรี ปากน้ำปราณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งของคำอธิบายโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมีดังนี้ (1) ก่อสร้างได้ง่าย และรวดเร็วกว่าโครงสร้างประเภทอื่นๆ (2) เป็นโครงสร้างทางทะเลที่ไม่ต้องจัดทำรายการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ณ เวลานั้น ซึ่งเป็นช่วงก่อนปี 2566 ที่การก่อสร้างกำแพงกันคลื่นไม่ต้องจัดทำ EIA) ยิ่งส่งผลให้กระบวนการใช้ระยะเวลาสั้นลงกว่ารูปแบบอื่น (3) ง่ายต่อการบำรุงรักษาเพราะเป็นโครงสร้างประชิดชายฝั่ง  (4) พื้นที่บนสันกำแพงและด้านหน้าสามารถใช้เป็นพื้นที่สาธารณะและปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ (5) พื้นที่ด้านหลังกำแพงปลอดภัยจากการการกัดเซาะชายฝั่ง ข้อเท็จจริงตามทฤษฎีคือ โครงสร้างกำแพงกันคลื่นมีลักษณะเป็นกําแพงวางตัวตามแนวประชิดและขนานชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่น ทำหน้าที่ตรึงแนวชายฝั่งให้อยู่กับที่ ช่วยรักษาเสถียรภาพของพื้นที่บริเวณริมชายฝั่งด้านหลังกำแพงกันคลื่นไม่ให้ถูกกัดเซาะ แต่ไม่ช่วยป้องกันพื้นที่ชายหาดบริเวณด้านหน้ากำแพงกันคลื่น และบริเวณข้างเคียง บริเวณชายฝั่งที่มีปัญหาการกัดเซาะพบว่าชายหาดด้านหน้ากำแพงกันคลื่นจะมีขนาดแคบลง และมักจะหายไปในที่สุดถ้าตะกอนบริเวณชายฝั่งมีปริมาณไม่เพียงพอ โดยจะออกแบบไปเป็นรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเชิงพื้นที่ทั้งในแง่ของลักษณะทางกายภาพ กระบวนการทางชายฝั่ง การยอมรับของประชาชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และงบประมาณ  กำแพงกันคลื่นทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างน้ำและตะกอนทรายรวมไปถึงคลื่นและกระแสน้ำ ไม่เหมือนเดิมกับชายหาดธรรมชาติในส่วนที่ไม่มีโครงสร้างกำแพงกันคลื่น ดังนั้นพื้นที่ชายฝั่งและบริเวณข้างเคียงกำแพงกันคลื่นจึงจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างไปจากกรณีที่ไม่มีโครงสร้างกำแพงกันคลื่น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตามอ่านเพิ่มเติมได้จากโพส กำแพงกันคลื่น…ไปต่อหรือพอแค่นี้ หากเราจะศึกษาผลกระทบของกำแพงกันคลื่นที่สร้างไปแล้ว เราต้องทำยังไง? […]

Beachlover

February 14, 2025

สำรวจปลายสุดกำแพงหาดชะอำใต้

Beach Lover พาชมหาดชะอำ จ.เพชรบุรี มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่น ระหว่างงานก่อสร้าง จน กำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดแล้วเสร็จ มาเมื่อหลายปีก่อน สามารถหาอ่านได้จากโพสเก่าๆ วันนี้ขอพาเดินสำรวจสภาพชายหาดทางทิศใต้ของกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได ซึ่งเป็นปลายสุดของระยะสุดท้ายของโครงการกันบ้าง โดยอันที่จริงแล้วพื้นที่บริเวณโครงสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดระยะสุดท้ายที่ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น ในอดีตมีกำแพงกันคลื่นแบบตั้งตรงเกือบตลอดทั้งแนวแล้ว น่าตั้งคำถามว่าเหตุผลใดจึงต้องสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่งทับลงบนพื้นที่ที่มีโครงสร้างเดิมอยู่แล้ว และไม่มีร่องรอยความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องซ่อมแซมด้วย พื้นที่ทางทิศใต้ของกำแพงกันคลื่นหาดชะอำใต้นั้น เป็นชายหาดทรายค่อนข้างตรงยาวประชิดด้วยพื้นที่เอกชน ไม่มีพื้นที่หรือถนนสาธารณะเหมือนดังเช่นหาดชะอำเหนือและใต้ ผู้ใช้ประโยชน์ชายหาดคือนักท่องเที่ยวต้องตั้งใจเดินเท้ามาเท่านั้นหรือไม่ก็พักอยู่บริเวณรีสอร์ทแถบนี้ พบร่องรอยการกัดเซาะเล็กน้อยโดยพบหินทิ้งวางระเกะระกะตามแนวชายฝั่งประมาณ 60 เมตร และถุงปูนซีเมนต์ที่ถูกทำให้แข็งและวางอยู่ประชิดหาดความยาวตลอดแนวประมาณ 60 เมตร ถัดจากนั้นลงมาทางใต้เป็นพื้นที่รกร้างยังไม่มีการใช้ประโยชน์และพบกำแพงกันดินขนาดเล็ก โดยไม่พบร่องรอยของการกัดเซาะใดๆ แม้โดยภาพรวมพื้นที่ส่วนนี้จะเป็นทิศเหนือน้ำ (Up-drift) ซึ่งเป็นด้านที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงกันคลื่นค่อนข้างน้อย แต่พบร่องรอยความพยายามป้องกันเขตที่ดินของเอกชนอยู่บ้าง คาดว่าอาจถูกกัดเซาะในบางฤดูกาล มีระยะทางประมาณ 120 เมตร

Beachlover

February 7, 2025

ติดตามมวลทรายและสังคมพืชป่าชายหาด แนวรั้วไม้ดักทราย หาดปากเมง

ที่มา: https://www.facebook.com/mnperc3 วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) สำรวจติดตามเก็บข้อมูลการสะสมตัวของมวลทรายและติดตามการเจริญเติบโตของสังคมพืชป่าชายหาด บริเวณแนวรั้วไม้ดักทรายหาดปากเมง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จังหวัดตรัง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ แนวรั้วไม้ดักทราย 2 รูปแบบ ได้แก่ แนวตรง และแนวซิกแซก เบื้องต้นพบว่า มีการสะสมตัวของมวลทรายเฉลี่ย 5.3 และ 28 เซนติเมตร ตามลำดับ และปัจจุบันพบพันธุ์ไม้ทั้งหมด 14 ชนิด จำนวน 52 ต้น มีพันธุ์ไม้เด่นที่พบคือ ต้นปอทะเล (Hibiscus tiliaceus L.) จำนวน 14 ต้น รองลงมาคือต้นเตยทะเล (Pandanus odoratissimus L.f.) จำนวน 12 ต้น และต้นหูกวาง (Terminalia catappa L.) จำนวน 9 ต้น […]

Beachlover

February 6, 2025

เราใช้ทรายจากแม่น้ำมาเติมชายหาดได้ไหม

การใช้ทรายแม่น้ำสำหรับการเติมทรายชายหาดอาจดูเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในบางกรณี แต่ก็มีทั้ง ข้อดี และ ข้อเสีย ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้ ข้อดีของการใช้ทรายแม่น้ำ ข้อเสียของการใช้ทรายแม่น้ำ กล่าวโดยสรุปได้ว่า (1) การใช้ทรายแม่น้ำอาจเหมาะสมในกรณีที่ พื้นที่นั้นมีรทรายแม่น้ำในปริมาณมากและอยู่ใกล้กับชายหาด (2) การเติมทรายเป็นโครงการชั่วคราวหรือเร่งด่วน เช่น การฟื้นฟูชายหาดหลังพายุ (3) ควรมีการผสมทรายแม่น้ำกับทรายทะเลเดิมเพื่อปรับสมดุลขนาดเม็ดทราย อย่างไรก็ตาม หากชายหาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีความจำเป็นต้องคงลักษณะชายฝั่งธรรมชาติ การใช้ทรายทะเลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในระยะยาว

Beachlover

February 5, 2025

กำแพงแนวดิ่ง หรือ กำแพงหินเรียง ?

Beach Lover เน้นย้ำไว้ในหลายโพสเสมอว่า การใช้มาตรการ“กำแพงกันคลื่น” เพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง ควรเป็นทางเลือกท้ายๆ และควรใช้ยามจำเป็นเท่านั้น แต่หากจำเป็นต้องเลือกใช้ “กำแพงกันคลื่น” เพื่อลดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนั้น มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาร่วมกัน ทั้งในเชิงเทคนิค เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการบำรุงรักษาในระยะยาว ในโพสนี้ Beach Lover ชวนเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของกำแพงกันคลื่นสองรูปแบบคือ คอนกรีตเสริมเหล็กแบบตั้งตรง ที่มักพบเห็นในหลายพื้นที่โดยเฉพาะงานก่อสร้างในอดีตที่องค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชายฝั่งทะเลยังไม่กว้างขวาง และอีกแบบคือแบบหินทิ้ง ที่กรมเจ้าท่าและกรมโยธาธิการและผังเมืองนิยมใช้กันในปัจจุบัน สรุปข้อมูลเปรียบเทียบเบื้องต้นได้ดังนี้ กำแพงกันคลื่นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบตั้งตรง: เป็นกำแพงแนวดิ่ง (Vertical) หรือกำแพงโค้ง (Curved/Fender Wall) ที่ออกแบบมาให้รับแรงกระแทกของคลื่นโดยตรง และสะท้อนกลับไปสู่ทะเล ภายในโครงสร้างมักเสริมเหล็กและคอนกรีตให้ได้ความแข็งแรงเพียงพอต่อแรงกระแทก (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://beachlover.net/concrete-seawall-1/) กำแพงกันคลื่นหินเรียง: ตัวโครงสร้างหลักมักทำจากหินธรรมชาติหลายขนาด วางซ้อนกันเป็นชั้นเพื่อลดพลังงานของคลื่น หินเกราะด้านนอกต้องเป็นหินขนาดใหญ่ที่สุด รองลงมาเป็นหินชั้นในที่มีขนาดย่อมลงมา โครงสร้างมักมีชั้นกรอง (Filter Layer หรือ Geotextile) เพื่อป้องกันการพังทลายของดินหรือทรายใต้โครงสร้าง (อ่านเพิ่มเติมได้จาก http://beachlover.net/rubble-mound-seawall/) แล้วแบบไหน ป้องกันพื้นที่ด้านในได้ดีกว่ากัน สามารถเปรียบเทียบได้ใน 3 ประเด็นหลักได้แก่ 1.ความสามารถในการต้านทานและลดพลังงานคลื่น โครงสร้างแบบหินเรียง […]

Beachlover

January 31, 2025

กำแพงกันคลื่นควรสูงเท่าไหร่?

ในการออกแบบกำแพงกันคลื่นป้องกันชายฝั่งให้ได้ความสูง (Crest Height) ที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านใน สิ่งสำคัญคือจะต้องพิจารณาความสูงของคลื่นที่อาจซัดข้ามโครงสร้าง (Overtopping) เป็นหลัก ซึ่งค่าความสูงของสันโครงสร้าง โดยทั่วไปมักจะกำหนดจากปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ โดยทั่วไปแนวทางปฏิบัติจะเริ่มจากการคำนวณ Wave Run-up บนหน้าตัดโครงสร้างที่กำหนด จากนั้นเผื่อ Freeboard เพื่อให้ปริมาณน้ำที่ข้ามโครงสร้างสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงได้ความสูงที่เหมาะสมในการป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านในอย่างมีประสิทธิภาพ

Beachlover

January 29, 2025

การใช้ Geotextile กับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง

Geotextile คือวัสดุสังเคราะห์ที่มีลักษณะคล้ายผ้าซึ่งผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เช่น โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) หรือโพลีเอสเตอร์ (Polyester) Geotextile มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความซึมผ่านได้ (permeable) มีความแข็งแรงทนทานสูง น้ำหนักเบา และทนต่อการย่อยสลายทางชีวภาพ จึงสามารถนำมาใช้ร่วมกับโครงสร้างทางวิศวกรรมอื่นๆอย่างแพร่หลาย การใช้ Geotextile ร่วมกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อ คุณสมบัติของ Geotextile ที่ควรใช้ในกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงหรือหินทิ้ง ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม การใช้ Geotextile ร่วมกับหินทิ้งหรือหินเรียงจะช่วยสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่มั่นคงและทนทานมากขึ้น โดย Geotextile จะทำหน้าที่เป็นชั้นกรองและป้องกันการกัดเซาะ ในขณะที่หินจะช่วยป้องกันแรงกระทำจากคลื่นและกระแสน้ำ การผสมผสานวัสดุทั้งสองนี้จะช่วยลดพลังงานคลื่นและผลกระทบจากพายุ ทำให้โครงสร้างมีความปลอดภัยและอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมเจ้าท่า มักจะกำหนดมาตรฐานของหน่วยงานเพื่อให้ผู้รับเหมาได้เลือกใช้อย่างเหมาะสมกับความต้องการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Beachlover

January 24, 2025
1 … 10 11 12 … 46