ปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ส่งผลยังไงต่อชายฝั่ง


ปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) เป็นช่วงของความแปรปรวนทางมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศในเขตร้อน (ENSO: El Niño-Southern Oscillation) ซึ่งมีลักษณะ “ตรงข้าม” กับเอลนิโญ (El Niño) โดยในช่วงลานีญา น้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าปกติ ในขณะที่กระแสลมสินค้า (Trade winds) จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีการพัดพามวลน้ำอุ่นไปสู่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลในแถบตะวันตกของแปซิฟิก (รวมถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อาจสูงกว่าปกติ และอาจกระทบกับระบบสภาพอากาศทั่วโลก

1. การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและกระแสน้ำ

  1. อุณหภูมิผิวน้ำทะเล (Sea Surface Temperature: SST)
    • ในช่วงลานีญา น้ำในเขตมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะเย็นลงกว่าปกติ ส่งเสริมการผสมของน้ำลึก (Upwelling) ที่อุดมด้วยสารอาหารขึ้นสู่ชั้นบนของมหาสมุทร
    • การเย็นลงของผิวน้ำทะเลส่งผลให้ระบบบรรยากาศในพื้นที่มีความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงแนวปริมาณฝนและแนวพายุ
  2. กระแสน้ำและกระแสลม
    • ลมสินสินค้าบริเวณแปซิฟิกเขตร้อน มีกำลังแรงและพัดไปทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้มวลน้ำอุ่นเคลื่อนตัวไปสะสมอยู่บริเวณตะวันตกของแปซิฟิก (ใกล้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย)
    • อาจทำให้ระดับน้ำทะเลในบริเวณดังกล่าวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclones) ที่เกิดบ่อยขึ้นในแถบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

2. ผลกระทบต่อระบบชายฝั่งและทะเล

  1. การกัดเซาะชายฝั่งและการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล
    • ในช่วงลานีญา ระดับน้ำทะเลทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (รวมถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อาจสูงกว่าค่าเฉลี่ย และบางพื้นที่อาจเกิดน้ำทะเลหนุนสูง
    • สำหรับพื้นที่ชายฝั่งที่มีความเปราะบาง การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคลื่นมีพลังงานมากขึ้นจากพายุหมุนเขตร้อน อาจเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงขึ้น
    • การเปลี่ยนแปลงลักษณะคลื่นและระดับน้ำทะเลสามารถกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบริเวณชายฝั่ง โครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่อยู่ริมทะเล
  2. ปริมาณน้ำจืดจากฝนและการไหลบ่าลงสู่ชายฝั่ง
    • ในบางพื้นที่ ลานีญาทำให้ฝนตกชุกกว่าปกติ การมีปริมาณน้ำจืดไหลลงสู่อ่าวหรือพื้นที่ใกล้ชายฝั่งมากขึ้น อาจส่งผลให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงของความเค็ม ในน้ำทะเลชายฝั่ง เพิ่มสารแขวนลอยหรือตะกอนที่พัดพามากับน้ำจืด อาจกระทบต่อระบบนิเวศ ปะการัง และแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำใกล้ฝั่ง มีการหมุนเวียนของธาตุอาหารมากขึ้นในบางพื้นที่ ทำให้บางพื้นที่อาจเกิดปรากฏการณ์สาหร่ายสะพรั่งได้
  3. ผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและการประมง
    • การเย็นลงของน้ำทะเลและการผสมของน้ำลึกขึ้นสู่ผิวน้ำ (Upwelling) อาจทำให้บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกมีสารอาหารสูงขึ้น ซึ่งส่งเสริมการเจริญของแพลงก์ตอน พืชน้ำ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมประมง ในขณะที่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก (รวมถึงไทย) อาจมีอุณหภูมิผิวน้ำสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยหากมวลน้ำอุ่นสะสมมาก ทำให้บางพื้นที่อาจสูญเสียสมดุลทางชีวภาพ หรือถ้ามีกระแสน้ำเปลี่ยนทิศอาจกระทบต่อการอพยพของสัตว์น้ำ
  4. พายุซัดฝั่ง (Storm surge) และความเสี่ยงจากพายุหมุนเขตร้อน
    • ในปีที่มีลานีญา พายุหมุนเขตร้อนมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น หรือเกิดในพื้นที่กว้างมากขึ้นในแถบตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงพายุซัดฝั่ง ที่มากับพายุหมุนเขตร้อน สามารถส่งผลให้ชายฝั่งถูกทำลาย สร้างความเสียหายต่อเขตชุมชนชายทะเล ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงพื้นที่เกษตรบริเวณชายฝั่งได้

ปรากฏการณ์ลานิญญ่ามีผลอย่างมากต่อสภาพอากาศ กระแสน้ำ และระดับน้ำทะเล ส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อระบบทะเลและชายฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดพายุหมุนเขตร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมประมง

การศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องและการจัดการพื้นที่ชายฝั่งอย่างยั่งยืนจึงมีความสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่มีลานิญญ่าได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ