ควรใช้ทรายหยาบหรือทรายละเอียด เพื่องานเติมทรายป้องกันชายฝั่งหาดท่องเที่ยว

การเลือกใช้ทรายหยาบหรือทรายละเอียดสำหรับการเติมทรายชายหาดท่องเที่ยวเพื่อป้องกันชายฝั่ง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของชายหาดและวัตถุประสงค์ของการเติมทราย ดังนี้: 1. ทรายหยาบ (Coarse Sand) ข้อดี: ข้อเสีย: 2. ทรายละเอียด (Fine Sand) ข้อดี: ข้อเสีย: ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกทราย โดยสรุปแล้ว สำหรับชายหาดท่องเที่ยวที่ต้องการความสวยงามและการป้องกันชายฝั่ง เราควรใช้ ทรายหยาบ เป็นชั้นฐานล่าง (underlayer) เพื่อให้ชายหาดคงทนและลดการกัดเซาะ และใช้ ทรายละเอียด เป็นชั้นผิวหน้า (surface layer) เพื่อความสวยงามและความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว การผสมผสานทั้งสองประเภทช่วยตอบโจทย์ทั้งในแง่ของการป้องกันชายฝั่งและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

Beachlover

January 10, 2025

ทำไมเราต้องระบุแนวชายฝั่งให้แม่นยำ

แนวชายฝั่งหมายถึงเส้นแบ่งระหว่างน้ำและพื้นแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงแนวชายฝั่งนั้นมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของตะกอน ระดับน้ำทะเล ความลาดชันชายหาด และปัจจัยอื่นๆ การระบุแนวชายฝั่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งและการออกแบบทางวิศวกรรมเช่นโครงการป้องกันชายฝั่ง การวิเคราะห์แนวชายฝั่งจะเลือกใช้นิยามใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ แต่จำเป็นต้องใช้นิยามให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันตลอดการศึกษา เช่น หากใช้นิยามของแนวพืชพรรณถาวรบริเวณชายฝั่ง ก็ต้องทำการลากแนวชายฝั่ง (Digitize) จากแนวพืชพรรณถาวรบริเวณชายฝั่ง ในทุกๆชุดข้อมูลที่ทำการศึกษา มิฉะนั้นจะส่งผลให้การศึกษาเกิดข้อผิดพลาดได้ ในทางปฏิบัติการวิเคราะห์แนวชายฝั่งส่วนใหญ่จะการพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพที่สังเกตเห็นด้วยสายตา ทั้งจากการสำรวจแนวชายฝั่งโดยใช้เครื่อง GPS และจากภาพถ่ายทางอากาศ มากกว่า โดยนิยามที่นิยมใช้ในการแปลความหมายของแนวชายฝั่งคือ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแปลข้อมูลแนวชายฝั่งแตกต่างกัน จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกันในเชิงข้อเท็จจริงได้ เป็นต้นว่า หน่วยงานหนึ่งอาจวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่าชายหาดบริเวณนี้ถูกกัดเซาะ แต่อีกหน่วยงานหนึ่งอาจแย้งว่าไม่ถูกกัดเซาะ เหตุอาจเกิดขึ้นจากการใช้นิยามของแนวชายฝั่งไม่ตรงกันก็เป็นได้  การระบุแนวชายฝั่งให้มีความแม่นยำนั้น มีความสำคัญทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และด้านความมั่นคง โดยอาจสรุปเหตุผลและความจำเป็นหลักได้ดังนี้: กล่าวโดยสรุป การระบุแนวชายฝั่งอย่างแม่นยำไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลเชิงเทคนิค แต่เป็นรากฐานสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งและท้องทะเล เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความมั่นคงในระยะยาว

Beachlover

January 8, 2025

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลต่อชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งทะเล อย่างไร

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea Level Rise: SLR) ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแทรกซึมของความเค็มในชั้นน้ำบาดาลชายฝั่ง (salinity intrusion) และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อทรัพยากรน้ำจืดในพื้นที่เหล่านี้ การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้สมดุลระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มในชั้นน้ำบาดาลบริเวณชายฝั่งเสียไป ก่อให้เกิดการแทรกซึมของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion: SWI) มากขึ้น ปรากฏการณ์นี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยหลายประการ อาทิ โดยสรุป การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สมดุลระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มในชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งเปลี่ยนไป นำไปสู่การแทรกซึมของน้ำเค็มมากขึ้น การเสื่อมคุณภาพน้ำ และการลดลงของปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว. กลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบ ความท้าทายและข้อพิจารณา โดยสรุป แม้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะก่อให้เกิดภัยคุกคามสำคัญต่อชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งผ่านการแทรกซึมของความเค็ม แต่ประสิทธิภาพของมาตรการบรรเทาผลกระทบย่อมแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนพลวัตของการแทรกซึมความเค็มที่ซับซ้อนด้วยปัจจัยธรรมชาติและกิจกรรมมนุษย์ เช่น การสูบน้ำบาดาลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมท้องถิ่นอย่างถ่องแท้และการเลือกใช้แนวทางบรรเทาที่เหมาะสมจะมีความสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืดบริเวณชายฝั่งในระยะยาว.

Beachlover

January 6, 2025

ทำไมบ่อน้ำตื้นริมชายหาดบางแห่งจึงเป็นน้ำจืด

น้ำจืดสามารถอยู่ได้แม้ใกล้ทะเล เนื่องจากกลไกทางธรรมชาติที่ซับซ้อนของชั้นน้ำใต้ดินและปัจจัยทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถอธิบายได้ในเชิงลึกดังนี้: 1. ความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม น้ำจืดมีความหนาแน่นประมาณ 1,000 kg/m³ ขณะที่น้ำเค็ม (น้ำทะเล) มีความหนาแน่นประมาณ 1,025 kg/m³ ความหนาแน่นที่แตกต่างกันนี้ทำให้น้ำจืดลอยตัวอยู่บนชั้นน้ำเค็มในดินและหิน ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับ กฎของ Ghyben-Herzberg ซึ่งอธิบายว่า ในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับทุกความสูง 1 เมตรของชั้นน้ำจืดที่ลอยอยู่เหนือระดับน้ำทะเล จะมีน้ำจืดลึกลงไปในชั้นใต้ดินประมาณ 40 เมตร (ในดินที่ซึมน้ำได้ดี) 2. การกักเก็บน้ำจืดในชั้นดินและทราย (Aquifer) พื้นที่ชายฝั่งมักประกอบด้วยชั้นดินและทรายที่มีคุณสมบัติ ซึมน้ำได้ดี (Permeable) เช่น ทรายหยาบ กรวด หรือหินตะกอนบางชนิดน้ำฝนที่ตกลงมาจะซึมลงไปในดินผ่านกระบวนการ Recharge และสะสมตัวอยู่ในชั้นดินด้านบน ชั้นน้ำใต้ดินนี้ถูกกั้นโดยชั้นดินเหนียวหรือหินที่ น้ำซึมผ่านได้น้อย (Impermeable Layer) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้น้ำจืดไหลลงไปผสมกับน้ำเค็มที่อยู่ลึกกว่า 3. การเคลื่อนตัวของน้ำจืดและน้ำเค็ม น้ำจืดที่สะสมในชั้นดินจะสร้างแรงดันไฮโดรลิกที่ดันน้ำเค็มออกไปในทะเล ในพื้นที่ที่มีน้ำจืดเพียงพอและมีการไหลของน้ำจืดจากแหล่งต้นน้ำ น้ำเค็มจะถูกจำกัดอยู่ที่ระดับลึกหรือพื้นที่ใกล้ทะเลเท่านั้น หากเราเติมน้ำจืด (Recharge) ปริมาณมากและต่อเนื่อง น้ำจืดจะยังคงลอยอยู่เหนือน้ำเค็มได้ แต่หากเกิดการสูบน้ำจืดมากเกินไป หรือมีการลดลงของน้ำจืดที่เติม (เช่น ในหน้าแล้ง) […]

Beachlover

January 3, 2025

แนวคิดเพื่อป้องกันชายฝั่งแบบ Utopia

Utopia (ยูโทเปีย) เป็นแนวคิดเกี่ยวกับสังคมหรือสถานที่ในอุดมคติที่ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบและไร้ปัญหา โดยคำนี้เกิดจากหนังสือชื่อ Utopia ของเซอร์โธมัส มอร์ (Sir Thomas More) นักเขียนชาวอังกฤษในปี ค.ศ. 1516 ซึ่งใช้คำว่า “Utopia” เพื่อบรรยายถึงเกาะสมมติที่มีระบบสังคม การเมือง และเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ คำว่า “Utopia” มาจากภาษากรีกที่มีความหมายสองนัย “Ou-topos” แปลว่า “ไม่มีที่ใด” หรือ “สถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง”ส่วน “Eu-topos” แปลว่า “สถานที่ดี” ยูโทเปียจึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความหวังและคำวิจารณ์ที่แฝงนัยว่าความสมบูรณ์แบบนั้นอาจเป็นไปไม่ได้จริงในโลกความเป็นจริง แนวคิดการปกป้องชายฝั่งแบบ Utopia หรือแบบ อุดมคติ (Utopia Coastal Protection) ไม่ได้เป็นคำที่ถูกบัญญัติอย่างเป็นทางการในด้านวิศวกรรมชายฝั่งหรือการจัดการชายฝั่ง แต่สามารถตีความได้ว่าเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการปกป้องพื้นที่ชายฝั่งอย่างสมบูรณ์แบบ โดยคำนึงถึงสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความต้องการของสังคม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลักษณะของการป้องกันชายฝั่งแบบอุดมคติ 1. แนวทางองค์รวม (Holistic Approach): ผสานความรู้ด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยการสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างแข็ง (เช่น กำแพงกันคลื่น) และโครงสร้างอ่อน […]

Beachlover

January 1, 2025

พืชทนเค็มในป่าชายหาด

ป่าชายหาดมีความสำคัญต่อการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมาก โดยทำหน้าที่เป็นกำแพงกันลมกันคลื่นตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยรักษาทรายไม่ให้ถูกพัดออกสู่ทะเล รากของพืชในป่าชายหาดช่วยยึดทรายและลดการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่ง นอกจากนี้ป่าชายหาดยังช่วยลดแรงลมทะเลที่เข้ามาในพื้นที่ภายใน ทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งมีความสมดุลและสามารถสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ได้ดีขึ้น ป่าชายหาดมีพืชหลายชนิดที่สามารถทนเค็มได้ ซึ่งพืชเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้สามารถเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มสูงและได้รับอิทธิพลจากลมทะเลและคลื่นน้ำทะเล โดยพืชที่พบในป่าชายหาด ได้แก่: การดูแลไม้ในป่าชายหาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง โดยมีแนวทางการดูแลที่สำคัญดังนี้: พืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ยังสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศของป่าชายหาดอีกด้วย การดูแลรักษาป่าชายหาดไม่เพียงแต่ช่วยในการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังส่งผลดีต่อระบบนิเวศและชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

Beachlover

December 30, 2024

ฟองคลื่น เกิดได้ยังไง

การที่เราเห็นฟองขาวๆบนผิวหน้าของน้ำทะเลเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าสนใจซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปะทะกันระหว่างอากาศและน้ำ การเกิดฟองขาวๆ บนผิวน้ำ เกิดจากกระบวนการทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานของคลื่นและคุณสมบัติของน้ำ ดังนี้: แรงเฉือนของลม ลมที่พัดผ่านผิวน้ำจะสร้างแรงเฉือน ทำให้เกิดการหมุนวนและแตกตัวของคลื่น การแตกตัวของคลื่น (อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/wave-breaking/)คลื่นจะแตกตัวเมื่อส่วนยอดของคลื่นเคลื่อนที่เร็วกว่าโครงสร้างของคลื่นที่อยู่ข้างล่าง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อน้ำตื้นลงหรือคลื่นมีพลังงานสูง การกักอากาศไว้ในน้ำขณะที่คลื่นแตกตัว อากาศจะถูกดักจับอยู่ในน้ำ กลายเป็นฟองอากาศเล็กๆ การแทรกตัวของอากาศ เมื่อคลื่นกระแทกกับพื้นผิวของหาดทราย สิ่งกีดขวางทางน้ำ หรือโขดหิน อากาศจะถูกบีบอัดและแทรกตัวเข้าไปในน้ำ สร้างฟองอากาศเล็กๆ มากมาย การสะท้อนแสงจากฟองอากาศฟองอากาศเหล่านี้สะท้อนแสงแดดในทุกทิศทาง ทำให้เรามองเห็นเป็นสีขาว แรงตึงผิว แรงตึงผิวของน้ำช่วยรักษาฟองอากาศให้คงตัวในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ฟองอากาศไม่แตกทันที สิ่งเจือปนในน้ำสารอินทรีย์หรือเกลือในน้ำทะเลสามารถเพิ่มความหนาแน่นของฟองให้ดูขาวและคงตัวมากขึ้น นอกจากนี้สารลดแรงตึงผิว สารอินทรีย์ต่างๆ เช่น สาหร่าย โปรตีน และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในทะเล จะช่่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ ทำให้ฟองอากาศคงตัวได้นานขึ้น น่าสนใจตรงที่ฟองขาวเหล่านี้ไม่เพียงแค่สวยงาม แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลอีกด้วย

Beachlover

December 27, 2024

Jugaad กับงานป้องกันชายฝั่งทะเล

Jugaad (จูกาด) เป็นแนวคิดทางวัฒนธรรมของอินเดียที่สะท้อนถึงการหาทางแก้ไขปัญหาหรือความท้าทายด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ ประหยัด และเรียบง่าย โดยมักใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แนวคิดนี้สื่อถึงการคิดนอกกรอบ (out-of-the-box thinking) และการปรับตัวอย่างรวดเร็วในสถานการณ์ที่ยากลำบาก คำว่า Jugaad อาจแปลได้ใกล้เคียงกับ “การแก้ปัญหาแบบฉุกเฉิน” หรือ “นวัตกรรมที่เกิดจากความจำเป็น” ซึ่งเป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่น และการใช้ไหวพริบเพื่อหาวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการแก้ปัญหา ตัวอย่างของ Jugaad เช่น การใช้วัสดุเหลือใช้มาทำเครื่องมือการเกษตร การซ่อมแซมรถยนต์หรือจักรยานด้วยวัสดุที่มีอยู่ในพื้นที่ การสร้างระบบน้ำประปาหรือไฟฟ้าอย่างง่ายในพื้นที่ชนบท นอกจากนี้ แนวคิดนี้ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจและนวัตกรรมระดับโลก โดยเฉพาะในบริบทของการสร้างแนวทางแก้ปัญหาที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการในประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า Jugaad จะได้รับการยกย่องในฐานะเครื่องมือที่สร้างสรรค์ แต่ก็มีข้อวิจารณ์ว่าบางครั้งการแก้ปัญหาแบบนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว แนวคิด Jugaad สามารถนำมาใช้ในงานป้องกันชายฝั่งได้ โดยเน้นการหาวิธีแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ ประหยัด และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัดหรือการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงทำได้ยาก ตัวอย่างการประยุกต์แนวคิดนี้ในงานป้องกันชายฝั่งมีดังนี้ 1. การสร้างโครงสร้างป้องกันจากวัสดุในท้องถิ่น • การใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ถุงทราย หรือไม้ไผ่ มาสร้างกำแพงกันคลื่นชั่วคราว • ใช้กิ่งไม้หรือเศษไม้ทำแนวป้องกันคลื่น (brushwood barriers) เพื่อลดการกัดเซาะ […]

Beachlover

December 25, 2024

สนทะเล…ดีหรือไม่กับชายหาด

ต้นสนทะเล (Casuarina equisetifolia) เป็นไม้กลางแจ้ง ที่เจริญเติบโตได้ในดินร่วนซุย มีความชื้นหรือเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี โดยสามารถเจริญเติบโตได้ดีตั้งแต่ในพื้นดินที่มีระดับต่ำเท่ากับระดับน้ำทะเลไปจนถึงพื้นที่ที่มีความสูงถึง 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยมักพบขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลเป็นส่วนมาก (https://kubiodiversity.ku.ac.th/) ระบบรากของต้นสนทะเลมีลักษณะพิเศษคือ รากแผ่กระจายในแนวราบและแนวดิ่ง ช่วยยึดเกาะดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างโครงข่ายรากที่แน่นหนาภายในระยะ 1-2 เมตรจากโคนต้น ลดอัตราการพังทลายของดินได้มากถึง 50-70% ในพื้นที่ชายฝั่ง คุณสมบัติทางสรีระวิทยาที่สำคัญคือ มีต่อมขับเกลือพิเศษบนใบ สามารถทนความเค็มได้สูง ใบมีลักษณะเรียวเล็ก ลดการคายน้ำในสภาพอากาศร้อน ระบบรากสามารถดูดซึมน้ำและธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนทะเลยังมีความสามารถในการเติบโตได้ดีในดินทรายที่มี pH 5.5-7.5 ทนต่ออุณหภูมิสูงถึง 40-45 องศาเซลเซียส ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืชได้ดี ต้นสนทะเล (Casuarina equisetifolia) มีทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อชายหาดและระบบนิเวศริมหาด สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้: ผลกระทบเชิงบวก 1. การป้องกันการพังทลายของชายหาด 2. การให้ร่มเงาและลดอุณหภูมิ 3. การฟื้นฟูระบบนิเวศ ผลกระทบเชิงลบ 1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชายหาด 2. ผลกระทบต่อพันธุ์ไม้ท้องถิ่น 3. ความเป็นกรดของดิน

Beachlover

December 23, 2024

การปักไม้บนชายหาดเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

การปักไม้ลงบนหาดทรายเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนั้น ได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในมาตรการ Nature-based solution ในบางพื้นที่ โดยทั่วไปจะใช้ไม้สน ไม้เนื้อแข็ง หรืออาจเป็นไม้ไผ่ โดยการปักเป็นแนวหรือรั้วเพื่อชะลอการเคลื่อนที่ของทราย ลดแรงของคลื่นที่กระทบชายฝั่ง และช่วยสร้างสันทรายใหม่ ซึ่งมีผลในการป้องกันการกัดเซาะทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของวิธีนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย การใช้ไม้ปักเพื่อบรรเทาปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง อาจเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในบริเวณที่มีคลื่นไม่รุนแรงมาก แต่สำหรับพื้นที่ที่มีคลื่นแรงและการกัดเซาะที่รุนแรง ควรพิจารณาวิธีการอื่น ๆ หรือการออกแบบร่วมกับวิธีการป้องกันชายฝั่งแบบวิศวกรรม

Beachlover

December 20, 2024
1 … 12 13 14 … 29