เขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำ (Floating breakwater) ตอนที่ 1

อ้างอิงบางส่วนจาก: Ploypradub, P. and Ritphring, S., Comparison of Efficiency of Floating Breakwater and Rubble Mound Breakwater, Ladkrabang engineering journal, Vol.36, No.1,pp.1-8, Mar 2019. (In Thai) เขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งและเขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำ (Floating Breakwater) เป็นรูปแบบหนึ่งของเขื่อนกันคลื่นที่ใช้เพื่อลดพลังงานของคลื่นที่เข้าปะทะชายฝั่งทะเล ซึ่งในอดีตนิยมใช้เขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เพราะมีความแข็งแรงไม่ต้องทำการดูแลรักษามากนัก แต่ทำให้สูญเสียทัศนียภาพ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเกิดการกัดเซาะที่บริเวณเขื่อนกันคลื่นตัวสุดท้าย อย่างไรก็ตาม เขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำสามารถใช้ได้กับพื้นที่ที่ฐานรากไม่แข็งแรง สามารถเคลื่อนย้ายหรือรื้อถอนได้ มีขนาดไม่ใหญ่ทำให้ไม่สูญเสียทัศนียภาพ แต่ยังมีข้อจำกัดในหลายๆด้าน เช่น ไม่เหมาะสำหรับคลื่นขนาดใหญ่ และต้องการการดูแลรักษาสูง Tsinker (2004) ได้รายงานกรอบความคิดของเขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำไว้ว่า โดยทั่วไปเขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำถูกจำแนกว่าเป็นโครงสร้างที่สะท้อนคลื่นหรือเป็นโครงสร้างที่ทำให้พลังงานของคลื่นลดลง โดยถูกออกแบบเพื่อสะท้อนคลื่น ให้มีเพียงคลื่นที่มีพลังงานน้อยเท่านั้นที่สามารถผ่านเขื่อนกันคลื่นไปได้ เขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำ ได้พบการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ที่มีการป้องกันคลื่นลมและคลื่นที่เกิดจากเรือในงบประมาณที่ไม่สูง และในพื้นที่อ่าวเปิดที่ไม่ได้มีคลื่นที่มีความรุนแรงมากและพื้นที่มีความลึกของน้ำค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในพื้นที่ที่มีฐานรากที่ไม่แข็งแรง ไม่เป็นอุปสรรคต่อการไหลเวียนของน้ำได้รวมถึงการดำรงชีวิตของปลาทำให้ไม่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ เขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำมีขนาดเล็กไม่รบกวนทัศนียภาพ ในช่วงทะเลสงบไม่มีมรสุมไม่จำเป็นต้องมีเขื่อนกันคลื่นก็สามารถรื้อถอนหรือเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ จากการศึกษาของ Bruce et al. (1985) ได้แบ่งเขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำเป็น 4 ประเภทหลักๆ คือ 1. กล่อง […]

Beachlover

September 11, 2022

หลักการของแบบจำลอง GENESIS

แบบจำลอง GENESIS เป็นแบบจำลองที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย อาทิ Kraus (1984) ใช้แบบจำลองในการจำลองเปลี่ยนแปลงชายฝั่งของชายหาด Oarai ประเทศญี่ปุ่น, Rao (2009) ได้ดำเนินการศึกษาการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งและปริมาณการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่งซึ่งได้รับผลกระทบจากการสร้าง   ท่าเทียบเรือและเขื่อนกันคลื่น โดยใช้แบบจำลอง GENESIS ในการวิเคราะห์อัตราการเคลื่อนที่ของตะกอนตามแนวชายฝั่ง โดยประยุกต์ใช้กับหาด Ennore ประเทศอินเดีย และ Lima and Carlos (2019) ได้ประยุกต์ใช้แบบจำลองที่หาด Praia da Gaivina ประเทศโปรตุเกส ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ในประเทศไทยมีการนำมาประยุกต์ใช้ในหลายพื้นที่ อาทิ สุวิมล แซ่โง่ว (2537) ใช้แบบจำลอง GENESIS ซึ่งเป็นแบบจำลองเปลี่ยนแปลงชายฝั่งแบบมิติเดียว (One-line model) ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งอันเกิดจากอิทธิพลของโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ในพื้นที่ชายฝั่ง บริเวณแหลมตาชี จังหวัดปัตตานี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(2538) ได้ทำการศึกษาลักษณะและปริมาณการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง GENESIS กับพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดชลบุรี, วันชัย จันทร์ละเอียด (2548) ได้ใช้แบบจำลอง GENESIS ในการประเมินการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งโดยมีการสอบเทียบและสอบทานแบบจำลองโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศในพื้นที่ชายฝั่ง บริเวณช่วงบ้านตันหยงเปาว์ถึงบ้านบางตาวา จังหวัดปัตตานี จิรวัฒน์ กณะสุต และคณะ (2555) ใช้แบบจำลอง GENESIS ในการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลบริเวณชายหาดบ้านบางสัก จังหวัดพังงา  และ ชลวัฒน์ ปัญญา และ สมฤทัย ทสะดวก (2562) ได้ประยุกต์ใช้แบบจำลองที่หาดพระราชนิเวศน์มฤคทายวันฯ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยใช้ในการศึกษาการปรับปรุงวิธีการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล  แบบจําลอง GENESIS ถูกออกแบบมาเพื่อใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งในระยะยาวซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนตัวของตะกอนชายฝั่ง แบบจำลองนี้ยังสามารถใช้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการก่อสร้างโครงสร้างบริเวณชายฝั่ง (Coastal structures) และการเสริมทรายบริเวณชายหาด (Beach nourishment) ได้ด้วยข้อมูลที่ใช้นำเข้าในแบบจำลอง ได้แก่ ข้อมูลคลื่นนอกชายฝั่ง ลักษณะ รูปร่างของชายหาด รายละเอียดของโครงสร้างชายฝั่ง การถมทรายบริเวณชายหาด เป็นต้น โดยให้ผลการคำนวณเป็นเส้นชายฝั่งในอนาคต […]

Beachlover

September 3, 2022

ความลาดชันชายหาดบนเกาะภูเก็ต

Beach Lover ได้พาสำรวจสภาพชายหาด รวมถึงโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง บริเวณเกาะภูเก็ตฝั่งตะวันตกไปแล้ว ติดตามได้จากโพสในหมวดสถานการณ์ชายฝั่ง ครั้งนี้ขอพาสำรวจความลาดชันชายหาดทั้ง 47 ตำแหน่งกันบ้าง ว่าเป็นอย่างไร ความลาดชันชายหาดเป็นลักษณะทางกายภาพของชายฝั่งที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการเกิดน้ำท่วม และความรวดเร็วในการกัดเซาะของแนวชายฝั่ง เพราะพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีความลาดชันสูง แนวชายฝั่งจะกัดเซาะช้ากว่าบริเวณชายฝั่งที่มีความลาดชันต่ำ ตามกฎของ Brunn  แม้ว่ากฎของ Brunn จะใช้ไม่ได้กับพื้นดินทุกประเภท แต่มีประโยชน์ในการให้ข้อมูลเชิงลึกว่าพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่มีที่ราบลุ่ม จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและการเปลี่ยนแปลงสภาพชายฝั่ง โดยทั่วไปพื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำมีโอกาสที่คลื่นขนาดใหญ่สามารถซัดเข้าโจมตีพื้นที่ด้านในฝั่งได้มาก โดยเฉพาะหากเกิดคลื่นพายุรุนแรงในฤดูมรสุม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมพื้นที่หลังหาด สร้างความเสียหายต่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตลอดจนพัดพาเอาตะกอนออกสู่ทะเลได้มาก การสำรวจข้อมูลความลาดชันชายหาดในพื้นที่ศึกษา 47 ตำแหน่งสำรวจ เป็นการสำรวจโดยใช้เครื่องวัดความลาดชันแบบพกพา ณ ตำแหน่งสำรวจบริเวณชายหาดส่วนหน้า (Foreshore) พบว่าค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด ของความลาดชันชายหาดเป็น 6.33 , 13.70 และ 2.20 องศา ตามลำดับ จากการศึกษาที่ผ่านมาสำหรับชายหาดในประเทศไทยพบว่ามีความลาดชันชายหาดเฉลี่ยเท่ากับ 6.60 องศา (Ritphring, et al.,2018) เมื่อนำข้อมูลความลาดชันชายหาด มาพล็อตกราฟแจกแจงความถี่ พบว่า ความลาดชันชายหาดช่วง 5-6 องศา เป็นช่วงที่มีความถี่สูงสุด จำนวน 13 […]

Beachlover

August 23, 2022

พาสำรวจตะกอนชายหาดบนเกาะภูเก็ต

Beach Lover ได้พาสำรวจสภาพชายหาด รวมถึงโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง บริเวณเกาะภูเก็ตฝั่งตะวันตกไปแล้ว ติดตามได้จากโพสในหมวดสถานการณ์ชายฝั่ง ครั้งนี้ขอพาสำรวจตะกอนทรายบนชายหาดทั้ง 47 ตำแหน่งกันบ้าง ว่ามีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ข้อมูลคุณสมบัติของตะกอน ได้จากการนำตัวอย่างทรายจากตำแหน่งสำรวจบริเวณชายหาดส่วนหน้า (Foreshore) จำนวน 1.5 กิโลกรัม มาทำการอบแห้งเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และนำไปร่อนผ่านตะแกรงเพื่อหาขนาดกลางของตะกอน (D50) โดยวิธี Sieve analysis ในห้องปฏิบัติการปฐพีกลศาสตร์ ตามมาตรฐาน ASTM จากการนำทรายไปร่อนผ่านตะแกรงจะได้ข้อมูลน้ำหนักทรายคงค้างบนตะแกรงร่อนขนาดต่างๆ เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพล็อตกราฟความสัมพันธ์ระหว่างขนาดเม็ดทรายซึ่งเป็น Semi-logarithmic scale และเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของเม็ดทรายที่มีขนาดเล็กกว่าจะได้เป็นกราฟการกระจายของขนาดเม็ดทรายของแต่ละตำแหน่งสำรวจ แล้วนำมาหาค่าขนาดกลางของตะกอน ณ ตำแหน่งสำรวจ จากการสำรวจภาคสนามในพื้นที่ศึกษา 47 ตำแหน่งสำรวจ บริเวณที่เป็นหาดทรายฝั่งตะวันตกของเกาะภูเก็ต เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Sieve analysis พบว่า ขนาดกลางของตะกอนมีการกระจายตัวดัง Histrogram ด้านล่าง พบว่าขนาดกลางของตะกอน ณ ตำแหน่งสำรวจจำนวน 47 ตำแหน่ง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.37 มิลลิเมตร มีค่าขนาดกลางของตะกอนใหญ่ที่สุด 2.90 มิลลิเมตร และค่าขนาดกลางของตะกอนเล็กที่สุด 0.13 มิลลิเมตร โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของขนาดกลางของตะกอนในพื้นที่ศึกษามีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของขนาดกลางของตะกอนชายหาดในประเทศไทยซึ่งมีขนาด 0.33 มิลลิเมตร […]

Beachlover

August 19, 2022

ควรรื้อโครงสร้างริมชายฝั่งทะเลที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด

รื้อโครงสร้างริมชายฝั่งทะเลที่ไม่จำเป็นออกทั้งหมด ทั้งที่อาจเหนี่ยวนำให้เกิดการกัดเซาะในพื้นที่ข้างเคียงรวมถึงที่ไม่ส่งกระทบใดๆต่อชายหาด สำหรับโครงสร้างชายฝั่งที่หมดสภาพ ซึ่งหมายถึงหมดประสิทธิภาพหรือหมดหน้าที่ในการป้องกันชายฝั่งไปแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งเชิงกายภาพ เช่น อาจก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มเติม หรือ เป็นทัศนะที่อุจจาดตาบดบังทัศนียภาพที่สวยงามของชายหาด ในกรณีนี้ควรมีการวิเคราะห์ถึงการรื้อถอนทำลายเพื่อคืนสภาพชายหาดให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ในหลายกรณีการมีอยู่ของโครงสร้างนั้น ได้ก่อให้เกิดบริบทใหม่ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณนั้นขึ้นแล้ว เช่น อาจเกิดการทับถมของที่ดินจนเกิดชุมชนใหม่ขึ้น หรือร่องน้ำถูกเปิดตลอดทั้งปีจนชาวบ้านเปลี่ยนขนาดเรือจากเล็กเป็นใหญ่เพื่อการพาณิชย์แทนที่จะเป็นเพื่อการดำรงชีพหรือประมงขนาดเล็กเหมือนในอดีต ดังนั้น หากมีการรื้อถอนทำลายโครงสร้างที่มีอยู่อาจส่งผลกระทบถึงการใช้ประโยชน์ในบริบทใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ได้ การสร้างยังต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาออกแบบ การรื้อโครงสร้างก็เช่นเดียวกัน จึงจำเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการใดๆ มิฉะนั้นอาจเกิดผลกระทบที่ยากจะคาดเดา

Beachlover

June 30, 2022

ควรระบุนิยามแนวชายฝั่งให้ชัดเจน

ระบุนิยามแนวชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝั่งให้ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจตรงกันทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบ แนวชายฝั่งหมายถึงเส้นแบ่งระหว่างน้ำและพื้นแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงแนวชายฝั่งนั้นมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนที่ของตะกอน ระดับน้ำทะเล ความลาดชันชายหาด และปัจจัยอื่นๆ การระบุแนวชายฝั่งเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งและการออกแบบทางวิศวกรรมเช่นโครงการป้องกันชายฝั่ง การวิเคราะห์แนวชายฝั่งจะเลือกใช้นิยามใดนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์ แต่จำเป็นต้องใช้นิยามให้อยู่ในรูปแบบเดียวกันตลอดการศึกษา เช่น หากใช้นิยามของแนวพืชพรรณถาวรบริเวณชายฝั่ง ก็ต้องทำการลากแนวชายฝั่ง (Digitize) จากแนวพืชพรรณถาวรบริเวณชายฝั่ง ในทุกๆชุดข้อมูลที่ทำการศึกษา มิฉะนั้นจะส่งผลให้การศึกษาเกิดข้อผิดพลาดได้ ในทางปฏิบัติการวิเคราะห์แนวชายฝั่งส่วนใหญ่จะการพิจารณาจากคุณสมบัติทางกายภาพที่สังเกตเห็นด้วยสายตา ทั้งจากการสำรวจแนวชายฝั่งโดยใช้เครื่อง GPS และจากภาพถ่ายทางอากาศ มากกว่า โดยนิยามที่นิยมใช้ในการแปลความหมายของแนวชายฝั่งคือ แนวสัณฐานชายฝั่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยมากหากใช้นิยามนี้ต้องดำเนินการร่วมกันการสำรวจภาคสนาม  แนวพืชพรรณถาวรบริเวณชายฝั่ง ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของแนวชายหาดที่ได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำทะเล  และ Vegetation line ซึ่งสามารถแปลผลจากภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศได้ร่วมกับการปรับแก้พิกัดเพื่อความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองนิยามที่นิยมใช้นี้ ในหลายกรณีอาจเป็นตำแหน่งเดียวกันก็ได้  หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแปลข้อมูลแนวชายฝั่งแตกต่างกัน จะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกันในเชิงข้อเท็จจริงได้ เป็นต้นว่า หน่วยงานหนึ่งอาจวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่าชายหาดบริเวณนี้ถูกกัดเซาะ แต่อีกหน่วยงานหนึ่งอาจแย้งว่าไม่ถูกกัดเซาะ เหตุอาจเกิดขึ้นจากการใช้นิยามของแนวชายฝั่งไม่ตรงกันก็เป็นได้ 

Beachlover

June 27, 2022

หาดท่องเที่ยวควรเติมทราย

สำหรับชายหาดท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง มาตรการเติมทรายชายหาดควรถูกเลือกใช้เป็นมาตรการหลักก่อน หากมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถดำเนินการได้จึงค่อยแสวงหามาตรการอื่นๆทดแทน การเติมทรายชายหาด มีประโยชน์หลักที่เห็นเด่นชัดคือเพิ่มพื้นที่สาธารณะประโยชน์เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เสริมสร้างเกราะป้องกันชายฝั่ง นอกจากนั้นยังมีผลประโยชน์แฝงอื่นเช่น เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ เสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ริมชายหาด ลดการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มศักยภาพการเข้าถึงพื้นที่ชายหาด เสริมสร้างสุขภาพกายใจ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลอดจนเป็นวิธีการที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลในอนาคต ดังจะเห็นได้ว่าประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวทางทะเลและมีมูลค่าของหาดทรายสูง แม้ต้องเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแต่มักหลีกเลี่ยงการใช้โครงสร้างเพื่อป้องกันชายฝั่ง เช่น  หาดไวกิกิในฮาวาย หาดไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หาดแคนคูนประเทศเม็กซิโก โดยวิธีการหนึ่งที่นิยมนำมาปรับใช้กับชายหาดเหล่านี้คือมาตรการเติมทรายชายหาด ในส่วนของประเทศไทยนั้นหาดจอมเทียม จ.ชลบุรี ก็เผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเช่นกัน โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินเติมทรายเช่นเดียวกันกับที่สำเร็จลุล่วงไปแล้วคือชายหาดพัทยา จ.ชลบุรี โดยพบว่าเมื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้วย B/C ratio แล้วมีค่า 3.23 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นอย่างยิ่ง  มาตรการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยวิธีการเติมทรายนั้น นับเป็นมาตรการเดียวจากที่มีทั้งหมดที่เป็นการเพิ่มมวลทรายให้กับชายหาด เป็นวิธีการที่หากปฏิบัติถูกต้องตามหลักวิชาแล้ว จะเป็นการแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบด้านลบน้อย ไม่รบกวนทัศนียภาพของชายหาดโดยอาจปรับใช้ร่วมกับมาตรการแก้ไขแบบอื่นได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามมาตรการนี้มิได้เหมาะสมกับทุกชายหาด เนื่องจากใช้งบประเมาณค่อนข้างมากและจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงเหมาะสมกับชายหาดที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงอย่างชายหาดท่องเที่ยว ในการนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบควรเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลง วางแผนบำรุงรักษาโดยการเสริมทรายเพิ่มในลักษณะประจำตามรอบปีที่ได้ออกแบบไว้ รวมถึงทุกฝ่ายควรมีความรู้ถึงสมดุลของชายหาด เพื่อความเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เพื่อปรับตัวให้สอดคล้องและอยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างยั่งยืน

Beachlover

June 25, 2022

มาตรการ ICZM ร่วมแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

รัฐควรใช้มาตรการ “จัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลแบบบูรณาการ” (ICZM)ร่วมด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง แม้จะพยามใช้มาตรการที่สอดคล้องและเป็นมิตรต่อธรรมชาติมากที่สุดแล้วก็ตาม พบว่าไม่มีแนวทางจัดการใดที่เป็นการแก้ปัญหาอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีผลกระทบ โดยเฉพาะแนวทางเพื่อการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งมักเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบของกระบวนการทางธรรมชาติของชายฝั่งให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ การใช้หลายแนวทางร่วมกันแก้ไขปัญหาอาจเป็นวิธีการที่เหมาะสมมากกว่าใช้เพียงมาตรการเดียว เป็นต้นว่า การถมทรายชายหาดเพื่อเพิ่มความกว้างพื้นที่ชายหาดอย่างที่ หาดพัทยา จ.ชลบุรี และ หาดชลาทัศน์ จ.สงขลา อาจมีผลทางลบต่อพื้นที่ข้างเคียงน้อยกว่าแนวทางเลือกอื่นก็จริง แต่ก็ยังเกิดผลกระทบต่อสัตว์หน้าดินและในทะเล ตลอดจนผลกระทบต่อพื้นที่แหล่งทรายที่นำมาใช้งาน แบบนี้ควรต้องหามาตรการอื่นมาช่วยในการบรรเทาความเสียหายเรื่องตะกอนฟุ้ง น้ำขุ่น และอื่นๆที่อาจเกิดขึ้น หรือการสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่งส่งผลของพื้นที่ชายหาดที่อยู่ถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีนี้อาจใช้การเวนคืนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จ่ายค่าชดเชยเยียวยา แทนการสร้างโครงการต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะก่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนต่อเนื่องไปเช่นกัน นอกจากนี้มาตรการทางกฎหมายอย่างการลงโทษ การออกระเบียบปฏิบัติ ก็ควรถูกนำมาใช้ร่วมด้วย เนื่องจากชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ในหลายมิติ มีผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากยิ่งขึ้นตามประชากรที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม หากต้องการรักษาทรัพยากรนี้ไว้อย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้มาตรการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลแบบบูรณาการร่วมกันกับมาตรการอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาปัญหาและแก้ไขความเสื่อมโทรมของพื้นที่ โดยการจัดการการใช้ประโยชน์และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยใช้กระบวนการจัดการที่มีการผสมผสานกันระหว่างหน่วยงานและแผนงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนี้ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ เพื่อนำมาวางแผนการพัฒนาเพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พื้นที่ชายฝั่งทะเล โดยมีหลายมาตรการเพื่อการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเล เช่น การจัดรูปองค์กร การบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างความรู้ การจัดการฐานข้อมูล การกำหนดระยะถอยร่น การแบ่งเขตการใช้ ประโยชน์พื้นที่ชายหาด การกำหนดมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม […]

Beachlover

June 23, 2022

น้ำทะเลล้นฝั่ง ภัยเนิบช้าแต่มาชัวร์!

เผยแพร่ใน: https://dxc.thaipbs.or.th/post-special/น้ำทะเลล้นฝั่ง-ภัยเนิบช/ “ภัยคุกคามชายฝั่งทะเลที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือนเข็มยาวที่เดินบ่อยและเดินเร็ว แต่ภัยคุกคามจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนั้นเหมือนเข็มสั้นที่เดินช้าแต่เดินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” หกสิบเปอร์เซ็นต์ของเมืองริมชายฝั่งทะเลที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคนนั้นตั้งอยู่ในระยะไม่เกิน 100 กิโลเมตรจากชายฝั่ง (Nicholls et al., 2007) ชายฝั่งทะเลนั้นนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลากทางชีวภาพและเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมบนโลกที่มีความเป็นพลวัตมากที่สุด (McLean et al., 2001) และกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากทั้งธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ (Nicholls and Lowe, 2004) ทั้งยังมีความเปราะบางสูงต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (U.S.EPA, 2009) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายมิติ เป็นต้นว่า การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำท่วมริมชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง การแทรกตัวของน้ำทะเลริมชายฝั่ง (Camarsa et al., 2012) โดยกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ของผู้ที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์ริมชายฝั่งทะเล พื้นที่ชายฝั่งกว่า 70% ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 20% จากค่าระดับน้ำทะเลโลกเฉลี่ย รวมถึงภัยพิบัติทางทะเลที่มีแนวโน้มมากขึ้นทั้งความถี่และความรุนแรง (Core Writing Team et al., 2014) โดยนักวิทยาศาสตร์คาดเดากันว่าพื้นที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกจะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมากที่สุด (Leal Filho, […]

Beachlover

May 1, 2022
1 2 6