การเดินทางของเม็ดทราย ตอนที่ 20 : ระเนระนาด ณ หาดแก้ว

เช้าวันใหม่ น้ำฝนติดภารกิจช่วยงานอาจารย์ทำคดีสิ่งแวดล้อมอยู่ที่มหาวิทยาลัยของเธอ พี่หยกขับรถพาเม็ดทรายข้ามแพขนานยนต์มายังหาดทรายแก้ว ต.ชิงโค อ.สิงหนคร อีกฝั่งหนึ่งของเมืองสงขลา

“นั่น… ทางจักรยานที่เห็นในรูปตอนก่อนมันอยู่ตรงไหนอ่ะ?” หยกกวาดสายตาไปทั่วบริเวณด้วยสีหน้างุนงง ก่อนจะก้าวลงจากรถอย่างช้าๆ ราวกับไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

เม็ดทรายไม่ตอบทันที แค่เดินตรงไปยืนอยู่ริมกำแพงคอนกรีตสีเทาที่ทอดตัวยาวเลียบชายฝั่ง แล้วก้มมองลงไปที่พื้นด้านหลังกำแพง “หายไปแล้วพี่ “

พื้นที่ด้านหลังกำแพงกันคลื่นที่ครั้งหนึ่งเคยถูกปรับเป็นทางเดินและทางจักรยานริมทะเลอย่างสวยงาม บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพังที่แทบจะจำหน้าตาเดิมไม่ได้เลย แผ่นพื้นคอนกรีตบางส่วนหลุดล่อน บางส่วนทรุดลงไปเป็นแอ่ง ระบบระบายน้ำที่ควรจะระบายน้ำออกไม่หลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว และทรายจำนวนมากที่คลื่นหอบพาข้ามสันกำแพงเข้ามาทับถมเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วพื้นที่ราวกับมีใครเอารถมาเททิ้ง

“เฮ้ย… นี่ไม่ใช่แค่ชำรุดนะเว้ย มันพังยับเลย”

“ใช่พี่ ทั้งหมดนี้มาจากคลื่นที่วิ่งเข้ามาปะทะกำแพง แล้วยกตัวสูงกระเซ็นข้ามสันมาด้านนี้ มันเรียกว่า wave overtopping อ่ะพี่ ทุกครั้งที่คลื่นซัดข้าม น้ำทะเลก็พาตะกอนทรายและแรงกระแทกเข้ามาด้วย แบบนี้ซ้ำๆ ทางเดินก็รับไม่ไหวอยู่แล้ว”

“แล้วเค้าไม่รู้เรื่องนี้ก่อนสร้างเหรอ” หยกถามเสียงแหลม

เม็ดทรายยังไม่ทันตอบ ก็มีเสียงจากชายสูงอายุในชุดธรรมดาที่กำลังเดินมาจากทางปลายกำแพงดังขึ้น

“เด็กๆ มาดูงานเหรอ?”

ชายคนนั้นชื่อ ลุงปัน อายุราวหกสิบกว่า อยู่ในแถวนี้มาทั้งชีวิต เดินเข้ามายืนข้างๆโดยไม่รอคำเชิญ แล้วก้มมองพื้นที่พังเสียหายด้วยแววตาที่บอกเล่าว่าเห็นมาตั้งแต่ต้นจนจบ

“ลุงเคยปั่นจักรยานที่นี่ทุกเช้าเลยนะหนู ตั้งแต่วันแรกที่เค้าเปิดให้ใช้ได้ ทางสวยดีนะ ปูเรียบ มีไฟ มีม้านั่ง” ลุงปันพูดพลางใช้ปลายรองเท้าเขี่ยแผ่นพื้นคอนกรีตที่หลุดออกมากองอยู่ข้างเท้า “แต่ไม่นานเลย ไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ มันก็เริ่มแตก เริ่มทรุด ลุงก็หยุดมาปั่นตั้งแต่ตอนนั้น เพราะกลัวล้ม”

“แล้วไม่มีใครมาแก้ไขเลยเหรอคะลุง” หยกถามเบาลง น้ำเสียงเปลี่ยนไปจากตอนแรก

“ก็มาซ่อม มาซ่อม แต่คลื่นมันไม่หยุดรอนะ ซ่อมวันนี้ คลื่นมันพังอีกวันพรุ่งนี้”

เม็ดทรายยืนฟังลุงปันพร้อมกับเปิดภาพในโทรศัพท์ ภาพเปรียบเทียบระหว่างช่วงเดือนธันวาคม กับช่วงพฤษภาคมปีถัดมา สองภาพจากมุมเดียวกัน แต่เนื้อหาต่างกันราวฟ้ากับดิน

“พี่ดูภาพนี้ก่อนนะ ห่างกันแค่ห้าเดือน” เม็ดทรายยื่นหน้าจอให้ “ตรงนี้เคยเป็นทางจักรยาน ตอนธันวาฯมันทรุดแล้ว แต่ยังพอเห็นว่าเป็นทาง พอพฤษภา มันหายไปแล้วเลย ไม่เหลืออะไรเลย”

ภาพเมื่อ: ซ้าย 14 ธ.ค.2564 ขวา 12 พ.ค. 2565

“เสียตังค์ไปเท่าไหร่กันเนี่ย กับสิ่งที่อยู่ได้ไม่กี่ปี” หยกรับโทรศัพท์มาดูพลางส่ายหัว

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วัสดุหรือฝีมือช่างเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่แนวคิดตั้งต้น ความเชื่อที่ว่าถ้าเอากำแพงคอนกรีตมาขวางหน้า แล้วปรับพื้นที่ด้านหลังให้สวยงาม ก็จะดึงนักท่องเที่ยวได้ โดยลืมถามไปว่า ทะเลจะยอมรับข้อตกลงนั้นด้วยหรือเปล่า

“แล้วตอนนี้ใครรับผิดชอบพื้นที่นี้อยู่คะลุง” เม็ดทรายถาม

ลุงปันขมวดคิ้ว “ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดิมกรมโยธาฯเค้าสร้าง พอสร้างเสร็จก็ส่งให้ท้องถิ่นดูแล ท้องถิ่นก็งบน้อย ซ่อมไม่ทัน มันก็เลยเป็นแบบที่เห็น”

เม็ดทรายพยักหน้าช้าๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในแวดวงการจัดการชายฝั่ง โครงการขนาดใหญ่สร้างโดยหน่วยงานระดับกรม แต่ภาระการบำรุงรักษาตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณจำกัดกว่ากันมาก และเมื่อทะเลไม่ได้รอให้งบอนุมัติก่อนถึงจะซัดคลื่นมา ก็เลยได้ผลลัพธ์แบบที่เห็น

“น่าเสียดายนะคะลุง หาดแก้วมันน่าจะสวยมากเลยถ้า…” หยกพูดค้างไว้

ลุงปันมองออกไปที่ทะเล แล้วตอบเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง

“มันสวยอยู่แล้ว … ก่อนจะมีกำแพงอีกนะ”

ทั้งสามยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ฟังเสียงคลื่นที่ยังคงซัดสาดเข้าปะทะกำแพงไม่หยุดหย่อน ไม่รู้ว่ากำลังพยายามพิสูจน์บางอย่าง หรือแค่ทำในสิ่งที่มันทำมาตลอดก่อนที่จะมีกำแพงนี้