เติมทรายหน้ากำแพงกันคลื่น: เมื่อ “หาดทราย” และ “โครงสร้าง” ต้องทำงานร่วมกันในช่วงพายุ

เมื่อพูดถึงการป้องกันชายฝั่ง หลายคนอาจนึกถึงทางเลือกสองแบบ คือ “สร้างโครงสร้างทางวิศวกรรม” เช่น กำแพงกันคลื่นหรือเขื่อนกันคลื่น กับ “ใช้วิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติ” เช่น การเติมทรายเพื่อเพิ่มความกว้างของชายหาด แต่ในพื้นที่ชายฝั่งจริง เรามักพบว่าทั้งสองวิธีถูกนำมาใช้ร่วมกัน เช่น เติมทรายไว้ด้านหน้ากำแพงกันคลื่น เพื่อให้ชายหาดช่วยลดพลังงานคลื่นก่อนที่คลื่นจะไปถึงโครงสร้าง ระบบเช่นนี้เรียกว่า Hybrid Coastal Protection หรือการป้องกันชายฝั่งแบบผสมผสาน คำถามสำคัญคือ ระบบแบบนี้จะทำงานอย่างไรเมื่อเผชิญกับพายุรุนแรง? งานวิจัยเรื่อง Performance of Hybrid Coastal Protection in Extreme Storm Conditions โดย Anna Adell และคณะ พยายามตอบคำถามนี้ผ่านการติดตามเหตุการณ์พายุจริง และการจำลองด้วยแบบจำลอง XBeach อ่านบทความฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ได้จาก Performance of Hybrid Coastal Protection in Extreme Storm Conditions ระบบป้องกันแบบ Hybrid คืออะไร ระบบที่ศึกษาประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสองส่วน ได้แก่ (1) Beach nourishment หรือการเติมทรายเพื่อเพิ่มความกว้างและระดับของชายหาด […]

Beachlover

October 5, 2026

บาเฆะ…เละเหมือนเดิม?

Beach Lover เคยเขียนถึงชายหาดแห่งนี้ไปเมื่อหลายปีก่อน ตามอ่านได้จากโพส “หาดทรายกลายเป็นหิน @ หาดบาเฆะ นราธิวาส” ต้นเดือนตุลาคม 2569 Beach Lover มีโอกาสกลับไปที่ หาดบาเฆะ จังหวัดนราธิวาส อีกครั้ง สิ่งที่เห็นอย่างเต็มตาตอนนี้คือแนวหินทิ้งยาวไปตามชายฝั่ง ทั้งบริเวณที่มีชุมชนและบริเวณชายหาดธรรมชาติที่ไม่มีบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ด้านหลัง ในวันนี้ หาดยังคงกัดเซาะและกองหินก็ยังคงเพิ่มขึ้น จากการเดินเท้าสำรวจพบว่า มีกองหินใหม่ๆวางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสังเกตได้ไม่ยากจากสีของหิน บางช่วง “ชายหาด” แทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว เพราะพื้นที่ที่เคยเป็นหาดทรายถูกกองหินวางทับลงไปโดยตรง ส่วนตรงด้านหน้าของแนวหินก็ไม่มีพื้นที่หาดให้เราเดินอีกต่อไป ภาพที่เห็นจึงชวนให้คิดว่า เรากำลังป้องกันอะไรกันแน่ หากเป้าหมายคือการรักษาบ้าน ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็น การป้องกันชายฝั่งในบางตำแหน่งอาจมีเหตุผลความจำเป็น แต่ถ้าพื้นที่ด้านหลังยังเป็นพื้นที่ธรรมชาติ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างสำคัญ และชายหาดยังมีพื้นที่ให้สามารถปรับตัวตามธรรมชาติได้ คำถามคือ เราจำเป็นต้องเอาหินไปวางทุกครั้งที่แนวชายฝั่งถูกกัดเซาะหรือไม่ ? เพราะชายหาดไม่ใช่สิ่งที่อยู่นิ่ง ตามธรรมชาติ หาดสามารถแคบลง กว้างขึ้น ถอยเข้าฝั่ง หรือสะสมตัวกลับมาได้ตามฤดูกาล คลื่น และปริมาณตะกอน แต่เมื่อเราเอาหินก้อนใหญ่ไปวางบนพื้นที่หาด สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือ พื้นที่ตรงนั้นจะไม่ใช่หาดทรายแบบเดิมอีกแล้ว การวางหินอาจช่วยรักษา “แนวชายฝั่ง” ให้อยู่ในตำแหน่งเดิมได้บางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรักษา “ชายหาด” ไว้ได้ […]

Beachlover

October 5, 2026

หาดนราทัศน์…ยังไม่หยุดนิ่ง

ต้นเดือนตุลาคม 2569 Beach Lover ได้กลับมาที่ หาดนราทัศน์ จ.นราธิวาส อีกครั้ง หาดแห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราแวะเวียนกลับมาดูอยู่หลายครั้ง และเคยเขียนถึงการเปลี่ยนแปลงของชายหาดไว้ตั้งแต่หลายปีก่อน ทั้งเรื่องการกัดเซาะ การสร้างเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง การเกิดสันทรายด้านหลังโครงสร้าง รวมถึงการที่ชายหาดบางช่วงเคยกัดเซาะไปมากอย่างเห็นได้ชัด ตามอ่านได้จากโพส https://beachlover.net/หาดนราทัศน์-กลับมา/ ครั้งนี้ เมื่อกลับมายืนในตำแหน่งเดิม ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง บางบริเวณเริ่มเห็นทรายกลับมาสะสม ขณะที่บางบริเวณยังคงมีแนวหิน โครงสร้าง และรูปร่างชายฝั่งที่แตกต่างไปจากชายหาดเดิมในอดีต สิ่งที่เห็นทำให้นึกถึงธรรมชาติพื้นฐานอย่างหนึ่งของชายหาดว่า “ชายหาดไม่เคยหยุดนิ่ง” ชายหาดเป็นระบบที่มีความเป็น พลวัต  ตลอดเวลา เม็ดทรายถูกพัดพาไปมาโดยคลื่น กระแสน้ำ ลม และระดับน้ำทะเล บางฤดูทรายอาจถูกดึงออกไปนอกฝั่ง พอเข้าสู่อีกฤดูก็อาจถูกพากลับเข้ามาสะสมใหม่ เมื่อมีโครงสร้างชายฝั่งเข้ามาอยู่ในระบบ กระบวนการเหล่านี้ก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น บางจุดอาจมีทรายสะสมมากขึ้น เพราะอยู่ในบริเวณที่คลื่นอ่อนกำลังลง ขณะที่พื้นที่ข้างเคียงอาจได้รับทรายน้อยลงหรือเกิดการกัดเซาะแทน ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นว่า “หาดกลับมาแล้ว” ในวันนี้ อาจไม่ได้หมายความว่าปัญหาทั้งหมดสิ้นสุดลง ในทางกลับกัน สิ่งที่เราเห็นว่า “หาดหายไป” ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าชายหาดจะไม่มีโอกาสกลับมาอีกเลยเช่นกัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ ชายหาดพยายามปรับตัวเข้าหา สมดุลใหม่ แต่คำว่า “สมดุล” ของชายหาด ไม่ได้หมายถึงการหยุดนิ่ง สมดุลหนึ่งอาจเกิดขึ้นได้ช่วงหนึ่ง ก่อนที่คลื่นฤดูใหม่ พายุ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณตะกอน หรือแม้แต่โครงสร้างชายฝั่ง จะเข้ามารบกวนและทำให้สมดุลนั้นเปลี่ยนไปอีกครั้ง สมดุลใหม่จึงเกิดขึ้นได้ และการเสียสมดุลใหม่ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน […]

Beachlover

October 5, 2026

แผนที่น้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเดียว อาจไม่ใช่ “แผนที่ภัยชายฝั่ง” ตอนที่ 3

ตามอ่านตอนที่ 1 และ 2 ได้จาก https://beachlover.net/coastal-hazard1-sep2026/ และ https://beachlover.net/coastal-hazard2-sep2026/ แผนที่ที่ละเอียด ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป แผนที่สมัยใหม่สามารถแสดงผลด้วยความละเอียดสูงและสีสันสวยงาม แต่ความน่าเชื่อถือไม่ได้ขึ้นกับจำนวนพิกเซลเพียงอย่างเดียว เราควรตั้งคำถามต่อว่า: – DEM มี vertical accuracy เท่าใด? -ระดับพื้นดินกับระดับน้ำใช้ datum เดียวกันหรือไม่? -รวมผลจากแผ่นดินทรุดแล้วหรือยัง? -รวม tide, surge, wave setup และ runup หรือไม่? -สมมติให้ชายหาดคงรูป หรือจำลองการกัดเซาะชายฝั่งแล้ว? -มีโครงสร้างป้องกันชายฝั่งใดบ้าง และระดับสันโครงสร้างเท่าใด? -รวมการระบายน้ำจากแผ่นดินหรือไม่? -แบบจำลองผ่านการตรวจสอบกับเหตุการณ์จริงหรือยัง? -ความไม่แน่นอนของขอบเขตและระดับน้ำท่วมมีค่าเท่าใด? หากยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ แผนที่ควรถูกใช้เป็น screening map ไม่ใช่เส้นแบ่งเขตปลอดภัย–ไม่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาด บทสรุป 1.การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเป็นภัยคุกคามสำคัญ แต่ Sea level rise map ไม่เท่ากับ coastal hazard map 2.แผนที่ที่ใช้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียงอย่างเดียวช่วยให้เราเริ่มต้นมองเห็นพื้นที่เสี่ยง แต่ยังอาจพลาดผลของคลื่น พายุ การกัดเซาะ การเปลี่ยนแปลงชายหาด การทรุดตัวของแผ่นดิน และการล้มเหลวของโครงสร้างพื้นฐาน 3.สำหรับชายหาดท่องเที่ยวและเมืองชายฝั่งของไทย การประเมินที่เหมาะสมควรพัฒนาจาก: Passive SLR → Total Water Level […]

Beachlover

September 30, 2026

แผนที่น้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเดียว อาจไม่ใช่ “แผนที่ภัยชายฝั่ง” ตอนที่ 2

จาก Hazard Map ไปสู่ Risk Map การมีขอบเขตน้ำท่วมและการกัดเซาะตามที่ได้นำเสนอมาแล้วจากโพสแรก พบว่ายังไม่เพียงพอ เพราะ hazard map บอกเพียงว่า “ภัยอาจเกิดที่ไหน” แต่ยังไม่ได้บอกว่าผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด ขั้นต่อไปจึงควรนำแผนที่ภัยไปซ้อนกับข้อมูลสำคัญ เช่น โรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว บ้านเรือนและประชากร ถนนและเส้นทางอพยพ โรงพยาบาล โรงเรียนและศูนย์พักพิง ระบบไฟฟ้า ประปาและโทรคมนาคม ท่อระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย พื้นที่สาธารณะและทางเข้าชายหาด ระบบนิเวศที่ช่วยลดภัย เช่น เนินทราย ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ functional connectivity เป็นต้นว่า ถนนเส้นหนึ่งอาจมีพื้นที่น้ำท่วมเพียงช่วงสั้ ๆ แต่หากเป็นเส้นทางเข้าออกเพียงเส้นเดียวของชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยว ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าถนนที่ถูกน้ำท่วมเป็นพื้นที่กว้างแต่ยังมีเส้นทางสำรอง ในทำนองเดียวกัน หากสถานีสูบน้ำหรือระบบบำบัดน้ำเสียหยุดทำงาน ความเสียหายอาจลุกลามไปยังพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกน้ำทะเลท่วมโดยตรง ดังนั้น risk map ที่ดีจึงควรพิจารณาอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ Risk = Hazard \times Exposure \times Vulnerability ภัยอาจมีขนาดเท่ากัน แต่ผลกระทบไม่เท่ากัน หากจำนวนทรัพย์สิน ความเปราะบาง และความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แล้วควรใช้วิธีการใดในการวิเคราะห์ ไม่มีแบบจำลองใดตอบทุกคำถามได้ในครั้งเดียว การเลือกเครื่องมือควรขึ้นกับระดับรายละเอียด ข้อมูล งบประมาณและวัตถุประสงค์ ตัวอย่าง workflow ที่เหมาะกับชายหาดท่องเที่ยวของไทยคือ: 1. […]

Beachlover

September 29, 2026

แผนที่น้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเดียว อาจไม่ใช่ “แผนที่ภัยชายฝั่ง” ตอนที่ 1

เมื่อพูดถึงผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล หรือ Sea-Level Rise  ภาพที่เราพบเห็นบ่อยที่สุดคือแผนที่ซึ่งระบายสีพื้นที่ต่ำตามระดับน้ำที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เช่น 0.5 เมตร 1 เมตร หรือ 2 เมตร วิธีนี้ช่วยให้เราเห็นภาพได้ง่ายว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น พื้นที่ใดอาจอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำในอนาคต แต่คำถามสำคัญคือ แผนที่ดังกล่าวแสดง “พื้นที่เสี่ยงภัยชายฝั่ง” ได้ครบถ้วนแล้วจริงหรือ? ……… คำตอบคือ ยังไม่ครบถ้วน เพราะภัยชายฝั่งไม่ได้เกิดจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของน้ำขึ้นน้ำลง คลื่น พายุ การยกตัวของระดับน้ำจากลมและความกดอากาศ การไหลบ่าของน้ำจากแผ่นดิน การระบายน้ำที่ไม่ดีจนท่วมขังริมฝั่ง ตลอดจนการกัดเซาะและการเปลี่ยนแปลงสัณฐานของชายหาด ดังนั้น หากเราต้องการใช้แผนที่เพื่อวางแผนป้องกันเมือง ชุมชน โรงแรม ถนน หรือพื้นที่ท่องเที่ยวริมชายหาด เราจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่า “น้ำทะเลจะสูงขึ้นกี่เซนติเมตร” แผนที่แบบง่ายที่สุด: น้ำสูงขึ้นแล้วท่วมถึงไหน วิธีที่นิยมใช้กันมากคือ passive inundation mapping หรือที่บางครั้งเรียกว่า “bathtub approach” หลักการค่อนข้างตรงไปตรงมา คือ นำค่าระดับน้ำทะเลในอนาคตไปเปรียบเทียบกับระดับความสูงของพื้นดินจากแบบจำลองระดับความสูงเชิงเลข หรือ Digital Elevation Model—DEM หากพื้นที่ใดอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำที่กำหนดและเชื่อมต่อกับทะเล พื้นที่นั้นจะถูกจัดว่าอาจถูกน้ำท่วม ตัวอย่างเช่น หากสมมติให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น […]

Beachlover

September 28, 2026

50 ปีของงานวิจัยที่ถูกเมิน: เมื่อศาลตัดสินให้เจ้าของบ้านสร้างกำแพงกันคลื่นเองได้

ที่มาข่าว: https://www.abc.net.au/news/2026-08-05/beach-erosion-expert-claims-research-ignored/106746240 วิศวกรชายฝั่งในออสเตรเลียชื่อ Angus Gordon เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายคุ้มครองชายฝั่งฉบับแรกของรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปี 1978 และร่วมปรับปรุงฉบับแก้ไขในปี 2016 ด้วย พูดง่ายๆ คือหลักการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งของรัฐนี้ มีลายมือของเขาอยู่แทบทุกหน้า เดือนกรกฎาคม 2569 ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ตัดสินว่า เจ้าของบ้านริมหาดที่ The Entrance North มีสิทธิตามกฎหมายในการสร้างกำแพงกันคลื่นยาว 90 เมตรเพื่อป้องกันบ้านของตัวเอง กอร์ดอนเรียกคำตัดสินนี้ว่าเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย และบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ คือสิ่งที่เขากับเพื่อนร่วมงานเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 รายงานปี 1978 ที่เขียนไว้ล่วงหน้า 48 ปี ปีนั้น กรมโยธาธิการรัฐนิวเซาท์เวลส์ว่าจ้างคณะผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกอร์ดอน ให้ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งช่วง Byron Bay–Hastings Point หลังปัญหาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในทศวรรษก่อนหน้า ข้อสรุปของรายงานฉบับนั้นสั้นและคม นั่นคือ “การแก้ปัญหาเฉพาะจุดของแต่ละราย ไม่เพียงไม่ได้ผล แต่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นในที่อื่น“ คณะผู้ศึกษายังพบด้วยว่ามาตรการอย่างรอดักทรายและการเติมทรายให้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น พร้อมเสนอว่าบางพื้นที่ควรปล่อยไว้โดยไม่พัฒนา และบางพื้นที่ควรวางแผนถอยร่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนะนำให้ท้องถิ่นควบคุมการพัฒนาในระยะ 1 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และระบุชัดว่าใครที่ฝ่าฝืน ต้องรับความเสี่ยงเอง Beach Lover ขอชวนคิดว่า นี่คือหลักการเดียวกับที่นักวิชาการชายฝั่งไทยพูดกันทุกวันนี้ […]

Beachlover

September 3, 2026

กำแพงยาว 500 กิโลเมตร: อินโดนีเซียกำลังเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดกับทะเล

ที่มาข่าว: https://en.antaranews.com เดือนกันยายนปี 2569 อินโดนีเซียจะเริ่มลงเสาเข็มโครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานวิศวกรรมชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Giant Sea Wall หรือกำแพงกันคลื่นยักษ์ ทอดยาวจากจังหวัดบันเตินทางตะวันตก ไปจนถึงเกรสิกในชวาตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร มูลค่าโครงการที่ประเมินไว้อยู่ที่ราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เฉพาะเฟสแรกในอ่าวจาการ์ตาก็ใช้งบประมาณ 8,000–10,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศกลางสภาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเริ่มโครงการนี้ให้ได้ในสมัยของตน พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าโครงการจะใช้เวลา 15–20 ปี และเขาเองก็ไม่รู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนจะได้เป็นคนตัดริบบิ้น ทำไมชวาถึงต้องสร้างกำแพง พื้นที่ชายฝั่งเหนือของชวามีประชากรอาศัยอยู่ราว 50 ล้านคน และหลายเมือง เช่น จาการ์ตา เซอมารัง เดอมัก เกินดัล กำลังเผชิญปัญหาสองทางพร้อมกัน คือ น้ำทะเลสูงขึ้น และ แผ่นดินทรุดตัว ตัวเลขการทรุดตัวในบางพื้นที่อยู่ที่ 5–20 เซนติเมตรต่อปี นั่นหมายความว่าในบางจุดของชายฝั่งชวา แผ่นดินทรุดเร็วกว่าน้ำทะเลขึ้นถึง 50 เท่า สิ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็น น้ำท่วมมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของทะเลฝ่ายเดียว แต่คือเมืองที่กำลังจมลงไปหาทะเล คำถามทางวิศวกรรมเริ่มน่าสนใจคือ “กำแพงหยุดน้ำได้ แต่หยุดการทรุดตัวไม่ได้” โดยสาเหตุหลักของการทรุดตัวในชวาคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างหนัก เมื่อดึงน้ำออกจากชั้นดินตะกอน […]

Beachlover

September 1, 2026

สำรวจปากน้ำปราณ เร่งวางแผนฟื้นฟูชายฝั่ง มุ่งแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 15 สิงหาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำรวจและเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) บริเวณโครงการติดตั้งหัวหาดเทียมผสมผสานแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสำรวจแหล่งทรายบริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่นปากน้ำปราณ การสำรวจครั้งนี้ มุ่งเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่และองค์ประกอบชายฝั่งอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการออกแบบและวางแผนฟื้นฟูชายฝั่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ หรือ Nature-based Solution ซึ่งเป็นแนวทางที่ ทช. ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่งจะรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อนำไปวิเคราะห์และประกอบการจัดทำแผนดำเนินโครงการต่อไป โดยมุ่งให้การฟื้นฟูชายฝั่งปากน้ำปราณเกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน

Beachlover

August 15, 2026

สำรวจสัณฐานชายหาดป่าทราย จ.พังงา ติดตามการเปลี่ยนแปลงตะกอนชายฝั่งด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 8 สิงหาคม 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจสัณฐานชายหาด (Beach Profile) บริเวณหาดป่าทราย หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จำนวน 2 พื้นที่ โดยนำอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ร่วมกับการหาพิกัดด้วยระบบสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) เพื่อจัดเก็บข้อมูลสัณฐานชายฝั่งอย่างละเอียดและมีความแม่นยำสูง การสำรวจดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำแบบจำลองสัณฐานชายฝั่ง 3 มิติ (3D Coastal Model) และแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูง (Orthomosaic Map) รวมทั้งจัดทำแนวรูปภาคตัดขวางชายหาด (Beach Profile) สำหรับใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของตะกอนทรายบริเวณชายหาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพ จากผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า บริเวณหาดป่าทรายยังคงมีสภาพชายฝั่งและการสะสมตัวของตะกอนทรายอยู่ในภาวะสมดุล ไม่พบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้ประโยชน์บริเวณชายหาดเพื่อการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นพื้นที่จอดเรือของประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จะรวบรวมและจัดทำข้อมูลผลการสำรวจ เพื่อรายงานต่อกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งต่อไป สำหรับใช้ประกอบการติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว เพื่อให้ทรัพยากรชายฝั่งได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป

Beachlover

August 14, 2026
1 2 … 46