กำแพงกันคลื่นปกป้องใคร ณ หาดปราณบุรี… เมื่อ “ทางออก” กลายเป็น “ปัญหา” ของคนถัดไป

เวลาพูดถึง “กำแพงกันคลื่น” หลายคนมักนึกภาพโครงสร้างแข็งแกร่งที่ยืนหยัดต้านพลังของคลื่นริมทะเลได้ แต่สิ่งที่ภาพต่อไปนี้จะบอกเล่า กลับเป็นเรื่องราวอีกด้านหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง นั่นคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหาดทรายที่อยู่ ข้างๆ กำแพง ก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่หาดปราณบุรี ต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานก่อนว่า ทรายบนชายหาดนั้นไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาตามแนวชายฝั่ง (Longshore Sediment Transport) โดยคลื่นและกระแสน้ำจะพัดพาตะกอนทรายจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่อง ลองนึกภาพสายพานลำเลียงทรายที่วิ่งไปตลอดแนวชายฝั่ง ทรายจากหาดหนึ่งถูกพัดพาไปเติมให้กับหาดถัดๆ ไปเป็นวัฏจักร ชายหาดจึงมีสมดุลอยู่ได้ก็เพราะกระบวนการนี้ เมื่อมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่น (Seawall) ขึ้นมาในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง กำแพงนั้นจะทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินที่อยู่เบื้องหลังได้จริง แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ขัดขวางการไหลเวียนของตะกอนตามแนวชายฝั่ง เปรียบเสมือนการสร้างเขื่อนกลางสายพานลำเลียง ทรายที่ควรจะไหลผ่านไปเติมให้หาดด้านล่าง ก็ถูกตัดหายไป ปรากฏการณ์นี้เรียกในทางวิชาการว่า Downdrift erosion หรือ Flanking erosion คือการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นบริเวณปลายสุดและข้างๆ ของกำแพง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่โครงสร้างแข็งดึงดูดพลังงานคลื่นให้มาซัดกระจุกในจุดนั้น พร้อมกันนั้นก็ตัดการลำเลียงทรายที่หาดข้างเคียงเคยได้รับ Beach Lover ชวนเดินเท้าสำรวจภาพตอนกลางของหาดปราณบุรี ภาพที่พบได้บอกเล่าเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนมาก บริเวณที่มีกำแพงกันคลื่นอยู่นั้นยังพอมีแผ่นดินเหลือ แต่หาดที่อยู่ถัดออกไปทางด้านข้าง ซึ่งไม่มีกำแพงป้องกัน กลับถูกกัดเซาะอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นหน้าผาทรายสูงชัน ดินพังทลาย และสิ่งก่อสร้างถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ท่อระบายน้ำที่เคยฝังอยู่ใต้ดิน บัดนี้โผล่ขึ้นมานอนบนหาดหลังจากดินถูกคลื่นกัดเซาะออกไปจนหมด สะท้อนให้เห็นว่าการกัดเซาะนั้นลึกและรุนแรงเพียงใด ไม่ใช่แค่ผิวดินชั้นบน แต่กัดลึกลงไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ฝังอยู่ใต้ดิน ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ วงจรของการกัดเซาะที่จะไม่มีวันสิ้นสุดได้ด้วยตัวเอง เมื่อหาดข้างกำแพงถูกกัดเซาะมากขึ้น […]

Beachlover

March 26, 2026

ใต้รอยล้อ: เมื่อกิจกรรมนันทนาการเปลี่ยนกายภาพของหาด

หาดทรายที่เราเห็นนั้นไม่ได้เป็นเพียงพื้นผิวนิ่งๆ แต่เป็น ระบบตะกอนพลวัต  ที่เม็ดทรายมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาตามแรงของคลื่น ลม และกระแสน้ำชายฝั่ง โดยปกติ เม็ดทรายบนชายหาดจะมีช่องว่างระหว่างเม็ด ช่วยให้น้ำซึมผ่านได้ดี และให้อากาศแทรกอยู่ได้ สภาพนี้สำคัญมากต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในชั้นทราย และการฟักไข่ของเต่าทะเล เมื่อล้อรถวิ่งทับ แรงกดจะทำให้เม็ดทรายอัดแน่นขึ้น เรียกว่า การบดอัดของตะกอน ส่งผลให้ ความแข็งของพื้นทรายเพิ่มขึ้น ทรายอัดแน่นจนสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในชั้นทรายลึกลงไปไม่ได้ การระบายน้ำแย่ลง ส่งผลให้น้ำที่ไหลบ่าในช่วงน้ำขึ้นหรือฝนตกจะไหลออกได้ช้าลง โครงสร้างผิวหน้าเปลี่ยนไป  เกิดร่องทรายตามรอยล้อ ทำให้พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางไหลของน้ำและการสะสมตัวของตะกอนในระยะยาว สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่รอยล้อที่มองเห็น เพราะน้ำทะเลและลมจะลบรอยเหล่านั้นไปได้ในเวลาไม่นาน แต่คือผลกระทบสะสม ที่เกิดขึ้นเมื่อการบดอัดเกิดซ้ำในบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สูญเสียแหล่งอยู่อาศัยของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในทราย ลดความสามารถของหาดในการฟื้นตัวตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหลังพายุหรือคลื่นแรง และเพิ่มความเสี่ยงในพื้นที่วางไข่เต่าทะเล ซึ่งต้องการทรายที่ร่วนและมีอุณหภูมิสม่ำเสมอสำหรับการฟักไข่ Beach Lover พาสำรวจชายหาดเขากะโหลก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของปัญหาที่พบได้ทั่วไปในหาดท่องเที่ยวของไทย คือการใช้พื้นที่ชายหาดในฐานะสนามกิจกรรม โดยยังขาดกลไกจัดการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน เช่น การกำหนดโซนกิจกรรม การจำกัดพื้นที่วิ่งรถ หรือการติดตามสถานะกายภาพชายหาดอย่างสม่ำเสมอ รอยล้อบนทรายเป็นหลักฐานที่มองเห็นได้ง่าย แต่ผลกระทบที่แท้จริงซ่อนอยู่ใต้ผิวทราย และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการท่องเที่ยวชายหาดอย่างยั่งยืน

Beachlover

March 21, 2026

“รากโกงกางเทียม” โครงสร้างแบบอ่อนที่อาจไม่อ่อนต่อคลื่น

Beach Lover พาสำรวจหาดสามร้อยยอดจากโพสนี้ https://beachlover.net/c-aoss-300yod-jan2026/ และอีกหลายโพสก่อนหน้า พบแนวโครงสร้างที่ถูกเรียกกันว่า “รากโกงกางเทียม” วางเป็นแถวอยู่ในน้ำ ลักษณะเป็นเสาตั้งจำนวนมากและมีชิ้นส่วนคล้ายรากรวมตัวอยู่ด้านล่าง โดยมีการระบุว่าใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่จากการสังเกตสภาพพื้นที่จริง กลับสะท้อนประเด็นสำคัญอย่างน้อย 2 เรื่อง (1) แนวชายหาดด้านในยังคงถูกคลื่นซัดขึ้นมาถึงแนวถนนและพื้นที่ชายหาดค่อนข้างแคบ (2) โครงสร้างอยู่ในตำแหน่งที่ดูเหมือนลดพลังงานคลื่นได้ไม่มากพอเมื่อเทียบกับพลังงานคลื่นที่ยังขึ้นมาบนชายหาดด้านในอยู่ดี ในประเทศไทย โครงสร้างลักษณะนี้มักถูกอ้างอิงในชื่อทางการค้า “C-Aoss” และถูกขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยในรายการ “ไม้โกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและรากไม้เทียมเพื่อเร่งการตกตะกอน”   แนวคิดหลักไม่ใช่ “กำแพงกันคลื่น” แต่เป็น โครงสร้างแบบโปร่ง (permeable structure) ที่เพิ่มความขรุขระ/แรงต้านในน้ำ (drag & roughness) ให้คลื่นและกระแสน้ำสูญเสียพลังงานบางส่วนระหว่างไหลผ่าน และหวังผลต่อเนื่องคือให้ ตะกอนตกทับถม ด้านหลังแนวโครงสร้าง จนระดับพื้นท้องทะเลยกขึ้นและเกิดสภาพที่ชายฝั่งด้านในเสถียรมากขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ ลดแรงและช่วยให้ตะกอนตก นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศใช้โครงสร้างโปร่งในงานฟื้นฟูชายฝั่งโคลนและป่าชายเลน โดยเฉพาะในกรอบคิด Building with Nature/Nature-based solutions “C-Aoss” มีการระบุราคาต่อหน่วยในเอกสารบัญชีนวัตกรรมไทยไว้ชัดเจนว่า “ไม้โกงกางเทียมพร้อมราก” มีราคาประมาณ 14,750-20,590 ต่อต้น แล้วแต่ความยาวไม้ ตัวเลขนี้นำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญกว่า คือ คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะโครงสร้างชนิดนี้ไม่ได้ใช้ 1–2 […]

Beachlover

February 9, 2026

เร่งสำรวจชายฝั่งประจวบฯ หลังมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ประเมินความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 15 มกราคม 2569 สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 โดยส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจและติดตามสถานการณ์ชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายหลังได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้บางช่วงของแนวชายฝั่งเกิดการกัดเซาะ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ติดถนนเลียบชายฝั่ง ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัย การคมนาคม และทรัพย์สินของประชาชน ในการสำรวจครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ใช้ อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อสำรวจแนวตะกอนนอกชายฝั่ง ควบคู่กับการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความละเอียด ถูกต้อง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ข้อมูลจากการสำรวจจะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญ ในการประเมินความเปราะบางของพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการและกำหนดแนวทางป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว การติดตามและประเมินสถานการณ์ชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นภารกิจสำคัญของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนชายฝั่งของประเทศ

Beachlover

January 16, 2026

พาชมรากโกงกางเทียมกันอีกรอบ ณ หาดสามร้อยยอด

Beach Lover เคยพาชม “แนวกันคลื่นแบบโปร่ง” หรือที่มีการเรียกขานกันว่า รากโกงกางเทียม  (C-Aoss) มาแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามอ่านได้จากไอคอน Search มุมขวาบน นอกจากนั้ยังสามารถติดตาม Clip พาเดินชมได้จาก Youtube (1) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) หาดนางทอง เขาหลัก พังงาและ (2) โกงกางเทียมซีออส (C-Aoss) ณ หาดนางทอง จ พังงา และ (3) รากโกงกางเทียม เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดนางทอง (4) รากไม้โกงกางเทียม (ตำแหน่งหน้าครัวลุงระ) ณ หาดแสงจันทร์ จ.ระยอง C-Aoss  ประกอบด้วย เสาหลักซึ่งทำจากไม้ผสมพลาสติก HDPE และ รากเทียมที่ออกแบบให้คล้ายรากโกงกาง โดยมีส่วนผสมยางพาราธรรมชาติ ตามเอกสารที่ค้นคว้าได้พบว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คลื่นเสียพลังงานบางส่วน และลดการพัดพาตะกอนบริเวณด้านหลังแนว เพื่อเอื้อต่อการสะสมตะกอน/ฟื้นตัวของพื้นที่ชายฝั่ง โครงสร้างโกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ณ หาดสามร้อยยอดนี้ วางแนวต่อกับกำแพงกันคลื่นแบบหินเรียงของเดิมที่สร้างโดยสำนักโยธาธิการและผังเมือง จ.ประจวบฯ เมื่อปี 2560 โดยจากการเดินเท้าสำรวจครั้งนี้ พบว่าสภาพของโครงสร้างทั้ง 6 แถว ยังอยู่ในสภาพดี ยังไม่มีบางส่วนของโครงสร้างหลุดออกจากที่ตั้งเหมือนอย่างในพื้นที่อื่นๆที่ […]

Beachlover

January 12, 2026

ท้ายกำแพงกันคลื่น หาดแม่รำพึง

Beach Lover ลงสำรวจพื้นที่ชายฝั่งหาดแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้วเสร็จ พบความเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณด้านทิศเหนือของปลายกำแพง ซึ่งเริ่มปรากฏร่องรอยการกัดเซาะชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากสภาพชายหาดที่แคบลง ระดับทรายที่ลดต่ำลง ภาพถ่ายจากการสำรวจภาคสนามช่วยยืนยันว่ากระบวนการกัดเซาะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเป็น “ผลพวง” จากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องพื้นที่ด้านหลังของชายฝั่งบริเวณทิศใต้ของหาด กำแพงกันคลื่นที่แม่รำพึงมีความสูงมากกว่า 2 เมตรและทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อคลื่นเดินทางเข้าปะทะชายหาด พลังงานส่วนหนึ่งถูกกำแพงสะท้อนกลับ ส่งผลให้ทรายหน้ากำแพงถูกพัดพาออกไปทีละน้อย ระดับหาดจึงค่อยๆ ลดลงจนสามารถเห็นฐานโครงสร้างได้ชัดเจนขึ้น ภาพที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น แต่เป็นผลสะสมจากการปะทะซ้ำของคลื่นกับโครงสร้างแข็งตลอดช่วงเวลาหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน ความต่อเนื่องของกำแพงยังทำให้ทิศทางของกระแสน้ำเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะบริเวณปลายสุดกำแพงทางด้านทิศเหนือ ซึ่งตรงกับตำแหน่งที่พบการกัดเซาะมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้

Beachlover

January 11, 2026

คลื่นซัด”หาดสามพระยา” กัดเซาะชายฝั่งพังยับ ต้นสนล้มระนาว

ที่มา: https://www.facebook.com/prachuappost (วันที่ 9 มกราคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่7-8 มกราคม ที่ผ่านมา นายเอกฤทธิ์ ดวงมาลา หน.อช เขาสามร้อยยอด กล่าวว่า หาดสามพระยา และ หาดแหลมศาลา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด เกิดมวลน้ำทะเลหนุนสูงประกอบกับคลื่นลมแรงในอ่าวไทย ทะยานเข้าซัดชายหาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะแนวต้นสนขนาดใหญ่มีอายุมากกว่า30ปี ที่เป็นสัญลักษณ์ของหาด ถูกกระแสคลื่นสูงเกือบ3เมตรกัดเซาะจนรากถอนโคน ล้มระนาวเกือบ 20 ต้น ซึ่งทั้ง2หาดรวมแล้วเกือบ40ต้น กลายเป็นภาพที่น่าตกใจ ทั้งนี้จากสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลให้คลื่นที่มีความแรงโถมเข้าใส่ชายหาดอย่างต่อเนื่อง พลังของน้ำได้ขุดรากถอนโคนต้นสนขนาดใหญ่ที่ยืนต้นมานานนับสิบปีให้ล้มลงในพริบตา พื้นที่ที่เคยร่มรื่นสวยงามกลับกลายเป็นแนวดินที่พังทลายและซากต้นไม้ที่ล้มระเนระนาด สร้างความตะลึงให้กับเจ้าหน้าที่ฯและนักท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นอย่างมาก ​เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ย่อย หาดสามพระยา (อช เขาสามร้อยยอด)ได้ประเมินสถานการณ์พร้อมงดให้บริการลานกางเต้นท์ เป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” โดยเบื้องต้นมีการติดธงแดง และ​ปิดกั้นพื้นที่เสี่ยง ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำโดยเด็ดขาด ​ซึ่ง​ความรุนแรงของธรรมชาติที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในต้นปีนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำลายทัศนียภาพอันสวยงาม แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรง ​ขอให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวติดตามประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอดอย่างใกล้ชิด

Beachlover

January 9, 2026

รากสนโผล่ ที่อ่าวมะนาว

อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นชายหาดทรายในบริบทของอ่าวโค้งกึ่งปิด ซึ่งมีแนวแหลมและภูมิประเทศด้านข้างช่วยกำหนดรูปทรงของอ่าว ทำให้การกระจายพลังงานคลื่นและทิศทางกระแสบริเวณใกล้ฝั่งมีความเฉพาะตัวมากกว่าชายฝั่งที่เปิดโล่ง แนวชายหาดมีลักษณะโค้งรับทะเลต่อเนื่อง ส่งผลให้บางช่วงของอ่าวได้รับคลื่นมากกว่าช่วงใกล้หัวอ่าวที่ถูกบังคลื่นไปบางส่วน ลักษณะทางสัณฐานเช่นนี้ทำให้ตะกอนทรายจำนวนหนึ่งมีแนวโน้มหมุนเวียนอยู่ภายในอ่าวภายใต้อิทธิพลของคลื่นตามฤดูกาล แทนที่จะถูกพัดพาออกไปไกลแบบชายฝั่งเปิด อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดช่วงคลื่นแรง เช่น ในฤดูมรสุมหรือเหตุการณ์พายุ ชายหาดทรายยังสามารถถูกกัดเซาะ ได้ชั่วคราว ทำให้หน้าตัดชายหาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อ่าวมะนาวเป็นหาดทรายที่โดยภาพรวมมีลักษณะทรายละเอียดถึงปานกลางปะปนเศษเปลือกหอยตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นชนิดตะกอนที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงคลื่นได้ไว กล่าวคือ เมื่อสภาวะคลื่นแรงขึ้น ทรายบริเวณหน้าหาดอาจถูกดึงออกไปสะสมในเขตน้ำตื้นด้านนอก เกิดสัณฐานอย่างสันทรายใต้น้ำหรือการเปลี่ยนความชันของหน้าหาด และเมื่อเข้าสู่ช่วงคลื่นสงบ ทรายบางส่วนจึงค่อย ๆ เคลื่อนกลับเข้าหาดเกิดการฟื้นตัวตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม หากระบบตะกอนเกิดภาวะขาดดุล หรือทรายออกมากกว่าเข้าอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวจะไม่เต็มที่และระดับผิวหาดมีแนวโน้มต่ำลงสะสม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการกัดเซาะในเชิงปริมาตร แม้แนวชายฝั่งอาจไม่ได้ถูกกัดเซาะอย่างเด่นชัดในระยะสั้นก็ตาม Beach Lover สำรวจอ่าวมะนาวในช่วงปลายปี ยังไม่พบร่องรอยการกัดเซาะอย่างรุนแรง พบเพียงรากของต้นสนที่ลอย หรือ ทรายที่ปกคลุมรากสนถูกพัดพาออกไป เผยให้เห็นรากสนอย่างชัดเจน โดยได้เขียนเรื่องราวนี้ไว้แล้วใน “รากสนโผล่=กัดเซาะ” ตามอ่านได้จาก LINK

Beachlover

December 28, 2025

สำรวจ “แม่รำพึง” หลังการสร้างกำแพงกันคลื่น

Beach Lover ลงสำรวจพื้นที่ชายฝั่งหาดแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากโครงการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองแล้วเสร็จ พบความเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณด้านทิศเหนือของปลายกำแพง ซึ่งเริ่มปรากฏร่องรอยการกัดเซาะชัดเจนมากขึ้น ทั้งจากสภาพชายหาดที่แคบลง ระดับทรายที่ลดต่ำลง ภาพถ่ายจากการสำรวจภาคสนามช่วยยืนยันว่ากระบวนการกัดเซาะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเป็น “ผลพวง” จากโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องพื้นที่ด้านหลังของชายฝั่งบริเวณทิศใต้ของหาด กำแพงกันคลื่นที่แม่รำพึงมีความสูงมากกว่า 2 เมตรและทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อคลื่นเดินทางเข้าปะทะชายหาด พลังงานส่วนหนึ่งถูกกำแพงสะท้อนกลับ ส่งผลให้ทรายหน้ากำแพงถูกพัดพาออกไปทีละน้อย ระดับหาดจึงค่อยๆ ลดลงจนสามารถเห็นฐานโครงสร้างได้ชัดเจนขึ้น ภาพที่เห็นในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น แต่เป็นผลสะสมจากการปะทะซ้ำของคลื่นกับโครงสร้างแข็งตลอดช่วงเวลาหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ ขณะเดียวกัน ความต่อเนื่องของกำแพงยังทำให้ทิศทางของกระแสน้ำเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะบริเวณปลายสุดกำแพงทางด้านทิศเหนือ ซึ่งตรงกับตำแหน่งที่พบการกัดเซาะมากที่สุดในการสำรวจครั้งนี้ ในทางวิศวกรรมชายฝั่ง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “การกัดเซาะท้ายโครงสร้าง” หรือ Downdrift effect ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นกับกำแพงกันคลื่นหรือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ยาวเกินระยะสมดุลของชายหาด เมื่อกระแสน้ำถูกบีบให้เปลี่ยนทิศ พลังงานของคลื่นจะถูกรวมตัวและทวีความรุนแรงขึ้นบริเวณด้านท้ายของโครงสร้าง พัดพาทรายออกจากพื้นที่ข้างเคียงเร็วกว่าปกติ จึงเกิดแนวชายฝั่งเว้าเข้าอย่างที่เห็นในภาพด้านบน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่หาดแม่รำพึงจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “ความสวยงามของชายหาดที่ลดลง” เท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างของผลกระทบเชิงระบบที่เกิดจากการสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่หนึ่ง แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ในอีกพื้นที่หนึ่ง หากไม่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดหรือวางแผนรองรับระยะยาว การกัดเซาะในบริเวณปลายกำแพงอาจลุกลามต่อไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดชุมชนหรือหน่วยงานอาจต้องพิจารณาสร้างกำแพงเพิ่มเติมเพื่อป้องกันพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งกลายเป็นวงจรที่เรียกว่า “Domino Effect” ที่หลายพื้นที่ชายฝั่งของไทยเคยเผชิญมาแล้ว Beach Lover อยากสื่อสารและร้องขอไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า […]

Beachlover

November 17, 2025

ขุดลอกปากร่องน้ำ “บ้านกรูด”

Beach Lover ออกสำรวจชายหาดบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ช่วงเดือนตุลาคม 2568 พบว่าปากร่องน้ำบ้านกรูด กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการขุดลอกตะกอนทรายที่ทับถมบริเวณปากร่องน้ำ โดยมีเครื่องจักรและเรือดูดทรายเข้าปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ทำไมต้องขุดลอก? โดยทั่วไปของสภาพปากร่องน้ำในประเทศไทย ยามเมื่อน้ำจากแม่น้ำมีปริมาณน้อย กระแสน้ำเลียบชายฝั่งจะนำพาตะกอนเข้ามาทับถมบริเวณปากร่อง จนอาจส่งผลให้ปากร่องน้ำปิดสนิทหรือตื้นเขินจนอาจทำให้ เรือเข้า–ออกได้ลำบาก โดยเฉพาะช่วงน้ำลง การระบายน้ำจากร่องน้ำลงทะเลช้าลงในฤดูฝน ด้วยเหตุนี้ กรมเจ้าท่าจึงสร้างเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำ (Jetty) ขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว สำหรับปากร่องน้ำบ้านกรูดนี้สร้างด้วยงบประมาณ 109,860,000 บาท โดยบริษัท วัฒนาธร จำกัด เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง (https://www.thairath.co.th/news/local/central/2717611) เป็นการก่อสร้างในลักษณะเขื่อนเรียงหิน จากปากคลองกรูดทั้งฝั่งซ้ายและขวา ทอดยาวออกไปในทะเลด้านทิศตะวันออก 235 เมตร ด้านทิศตะวันตก 325 เมตร โครงการนี้ยังรวมถึงงานก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งยาว 160 เมตร ตลอดจนงานขุดลอกร่องน้ำและหน้าท่า งานเสริมทรายบริเวณชายหาดบ้านกรูด ระยะทาง 1,150 เมตร โดยเป็นงบฯ ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2565 สิ้นสุดสัญญา 23 มิถุนายน 2565  (https://www.thairath.co.th/news/local/central/2717216) แม้ว่าปากร่องน้ำบ้านกรูดจะมีเขื่อนกันทรายและคลื่นปากร่องน้ำทั้งสองฝั่งแล้วก็ตาม ยังคงพบการตื้นเขินของปากร่องน้ำนี้อยู่บ่ายครั้ง จนทำให้กรมเจ้าท่าต้องดำเนินการขุดลอกปากร่องน้ำตามที่เห็นในภาพ […]

Beachlover

November 1, 2025
1 2 7