ปัจจัยการออกแบบที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของรั้วไม้ป้องกันชายฝั่ง

Beach Lover ได้เคยพาชมโครงการปักไม้ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลไปแล้วในหลายพื้นที่ ติดตามได้จากโพสเก่าๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักเรียกโครงสร้างนี้ว่า “รั้วไม้ดักทราย (sand fence)” ซึ่งหากเราสืบค้นคำนี้ในหลากหลายช่องทางจะพบว่า มีการใช้โครงสร้างลักษณะนี้เพื่อดักทรายที่ถูกพัดพาเข้าหาฝั่งโดยลมในหลายประเทศ แต่จากภาพเชิงประจักษ์ที่พบเห็นได้บนชายหาดในประเทศไทย รั้วไม้ที่ว่านี้วางตัวในแนวเกือบขนานกับชายฝั่ง (ซิกแซกในบางพื้นที่) อีกทั้งยังจมอยู่ในน้ำในบางช่วงเวลาและรับแรงปะทะของคลื่นโดยตรง Beach Lover วิเคราะห์แล้วพบว่า โครงสร้างลักษณะนี้ทำหน้าที่คล้ายกับ “โครงสร้างป้องกันคลื่นแบบสันเตี้ยชนิดโปร่ง (Low-Crested Permeable Coastal Protection Structure)” มากกว่าที่จะเป็น “รั้วดักทราย” ที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของทรายโดยลม (Aeolian Transport) ไม่ว่ารั้วไม้นี้จะใช้เพื่อการดักจับทรายที่ถูกพัดพามาโดยลม หรือที่ถูกพัดพามาจากกระบวนการชายฝั่งทะเล ประสิทธิภาพของแนวรั้วไม้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การนำไม้ไปปัก แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยมีตัวแปรสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณา ดังนี้ 1. ความพรุน (Porosity หรือ Permeability): ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการออกแบบ ความพรุนคืออัตราส่วนของพื้นที่ช่องว่างต่อพื้นที่ทั้งหมดของแนวรั้ว สำหรับกระบวนการโดยลม: ความพรุนเป็นตัวกำหนดรูปแบบการลดความเร็วลมและการสะสมตัวของทราย แนวรั้วที่มีความพรุนต่ำ (ทึบ) จะทำให้ลมลดความเร็วอย่างรวดเร็วและทรายจะกองสูงชันอยู่ชิดกับแนวรั้ว ในขณะที่แนวรั้วที่มีความพรุนสูงขึ้นจะช่วยให้การสะสมตัวของทรายกระจายออกไปด้านหลังมากขึ้น เกิดเป็นเนินทรายที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติและมีความเสถียรมากกว่า งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าความพรุนประมาณ 40-50% มีประสิทธิภาพในการดักจับทรายได้ดีที่สุด สำหรับกระบวนการโดยคลื่น: ความสัมพันธ์จะซับซ้อนกว่า ความพรุนที่ต่ำเกินไป […]

Beachlover

August 7, 2025

หินมีชีวิต: บทบาทของหินชายหาดในระบบนิเวศและพลวัตชายฝั่ง

Beach Lover เขียนบทความนี้สืบเนื่องจากข่าว https://beachlover.net/dmcr-survey-rayong-jul2025/ ว่ามีการพบแนวหินธรรมชาติวางตัวขนานฝั่งเป็นแนวยาวบริเวณชายหาด อ.แกลง จ.ระยอง เมื่อหินชายหาดก่อตัวขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่หยุดนิ่ง แต่กลับกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบและเปลี่ยนแปลงทั้งระบบนิเวศและลักษณะทางกายภาพของชายฝั่งรอบตัวมัน บทบาทที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของหินชายหาดคือการสร้าง พื้นผิวแข็ง (Hard Substrate) ขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่โดยปกติแล้วเป็นหาดทรายที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา  หินชายหาดกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บนหาดทรายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ เช่น สาหร่ายทะเล เพรียงหิน หอยนางรม หอยแมลงภู่ ดอกไม้ทะเล ตลอดจนสัตว์ในกลุ่มมอลลัสกาและปูชนิดต่างๆ   รอยแตก ซอกหลืบ และแอ่งน้ำขัง (Tide Pool) ที่เกิดขึ้นบนผิวของหินชายหาดทำหน้าที่เป็นแหล่งหลบภัยและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่สำคัญยิ่ง ช่วยให้ลูกปลาและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กสามารถหลีกเลี่ยงผู้ล่าและเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้    บทบาทของหินชายหาดต่อพลวัตของชายฝั่งมีความซับซ้อนและเปรียบเสมือนดาบสองคมเนื่องจาก ในด้านหนึ่ง หินชายหาดทำหน้าที่คล้ายเขื่อนกันคลื่นใต้น้ำตามธรรมชาติ ช่วยดูดซับและสลายพลังงานของคลื่นที่พัดเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งสามารถช่วยลดการกัดเซาะและปกป้องแนวชายฝั่งที่อยู่ด้านหลังได้   แต่ในทางกลับกันการมีอยู่ของโครงสร้างที่แข็งแกร่งนี้จะเข้าไปรบกวนพลศาสตร์ของตะกอนตามธรรมชาติ มันสามารถกีดขวางการเคลื่อนที่ของทรายทั้งในแนวตั้งฉากและแนวขนานกับชายฝั่ง ทำให้ชายหาดบริเวณแนวหินขาดแคลนตะกอนใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากนี้ คลื่นที่ปะทะกับแนวหินแข็งแล้วสะท้อนกลับออกไปอาจเพิ่มความปั่นป่วนและทำให้เกิด การกัดเซาะรุนแรงขึ้น (Scouring) บริเวณขอบของแนวหินชายหาดได้ ที่น่าสนใจคือ การปรากฏตัวของหินชายหาดให้เห็นนั้น บ่อยครั้งก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าชายหาดแห่งนั้นกำลังอยู่ในสภาวะถูกกัดเซาะอยู่แล้ว    ปรากฏการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอยู่แล้ว โดยมีปัจจัยเร่งจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งของมนุษย์ การมีอยู่ของหินชายหาดตามธรรมชาติจึงทำปฏิกิริยากับแรงกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์และโครงสร้างป้องกันชายฝั่งอื่นๆ เช่น กำแพงกันคลื่น ความสัมพันธ์นี้สร้างวงจรป้อนกลับที่น่าสนใจ กล่าวคือ การกัดเซาะชายฝั่ง (อาจจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นหรือการขาดแคลนตะกอน) ทำให้แนวหินชายหาดที่เคยถูกทรายทับถมอยู่ปรากฏตัวขึ้น จากนั้น แนวหินที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้ก็กลายเป็นกำแพงแข็งที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของคลื่น ซึ่งอาจช่วยปกป้องแผ่นดินด้านหลังได้ชั่วคราว แต่ในขณะเดียวกันก็ขัดขวางการฟื้นตัวของชายหาดตามธรรมชาติหลังเกิดพายุหรือหลังมรสุม และอาจเร่งการกัดเซาะที่บริเวณขอบของมันเอง ส่งผลให้ชายฝั่งถูกล็อกอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนตะกอนและมีแนวโน้มที่จะถูกกัดเซาะต่อไป  แต่ก่อนเราเคยคิดกันแต่ว่า หากบริเวณใดเป็นชายหาดหินแนวโน้มการกัดเซาะชายฝั่งน่าจะไม่มีเลยหรือไม่ก็ต่ำมาก แต่จากเรื่องราวที่ Beach […]

Beachlover

August 4, 2025

ผลกระทบลูกโซ่ต่อภาคการท่องเที่ยวจากการสูญเสียพื้นที่ชายหาด

ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น → การกัดเซาะชายฝั่ง → พื้นที่ชายหาดลดลง → ความสามารถรองรับนักท่องเที่ยวลดลง → รายได้ภาคท่องเที่ยวลดลง → เศรษฐกิจชายฝั่งไม่ยั่งยืน Beach Lover ขอชวนมองผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการสูญเสียพื้นที่ชายหาด ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การลดลงของมูลค่าทรัพย์สินหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในลักษณะ “ลูกโซ่” ต่อทั้งภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย หนึ่งในกรอบแนวคิดที่ใช้ในการเข้าใจกลไกนี้ คือ “ความสามารถรองรับด้านการท่องเที่ยว” (Tourism Carrying Capacity: TCC) ซึ่งหมายถึง จำนวนสูงสุดของนักท่องเที่ยวที่แหล่งท่องเที่ยวสามารถรองรับได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม หรือทำให้คุณภาพประสบการณ์ของผู้มาเยือนลดลงเกินระดับที่ยอมรับได้ ซึ่ง “พื้นที่ชายหาด” ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ที่กำหนดขนาดของ TCC งานวิจัยหนึ่งในอดีตพบว่า ภายใต้สถานการณ์ RCP8.5 “ความสามารถรองรับเชิงประสิทธิผล” (Effective Carrying Capacity: ECC) ของพัทยาอาจลดลงจากมากกว่า 200,000 คน เหลือเพียงประมาณ 93,000 คน ขณะที่ของหาดชลาทัศน์อาจลดลงจากเกือบ 50,000 คน เหลือเพียงประมาณ 13,000 […]

Beachlover

July 28, 2025

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การประเมินมูลค่าพื้นที่ชายหาดที่สูญเสีย

Beach Lover ได้เคยนำเสนอการประเมินมูลค่าชายหาดไปแล้วเมื่อปีก่อน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/beach-value-assessment/ ในโพสนี้ ขอกล่าวโดยสังเขปถึงการประเมินการสูญเสียชายหาดโดยแบบจำลอง Hedonic Pricing Method การสูญเสียพื้นที่ชายหาดในเชิงกายภาพสามารถแปลงค่าได้โดยตรงเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับที่มีนัยสำคัญ ผลการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Hedonic Pricing ได้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างประโยชน์เชิงชายฝั่ง (เช่น ความใกล้ไกลกับชายหาด หรือการมองทะเลจากห้องพัก) กับมูลค่าทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะราคาห้องพักโรงแรม ผลการวิเคราะห์ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของตัวแปร Beach_Area_m² ซึ่งสะท้อนถึงราคานัยแฝงต่อการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ชายหาดหนึ่งตารางเมตร ที่สะท้อนผ่านราคาห้องพักโรงแรม โดยค่านี้ถือเป็นพารามิเตอร์เศรษฐกิจหลักที่นำไปใช้ในการแปลงผลการคำนวณการสูญเสียพื้นที่ชายหาดจากสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากแบบจำลองดังกล่าว ได้มีการคำนวณ “ราคานัยแฝงต่อหน่วยพื้นที่ชายหาด” (marginal implicit price) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นฐานในการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายหาดที่คาดว่าจะสูญเสียไป เมื่อคูณมูลค่าต่อหน่วยเข้ากับพื้นที่ที่คาดว่าจะสูญเสียในแต่ละสถานการณ์และช่วงเวลา จะได้ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมูลค่าความเสียหายที่สูงในระดับที่น่าตกใจในบางพื้นที่ ตัวเลขความเสียหายที่คาดการณ์จากวิธีการที่ว่ามานี้ อาจใกล้เคียงกับต้นทุนของมาตรการปรับตัวเชิงโครงสร้างในระดับประเทศ ตัวอย่างเช่น งานศึกษาหนึ่งประเมินว่า การบำรุงรักษาชายหาดทรายทั่วประเทศให้อยู่ในระดับความกว้างปัจจุบันด้วยการเติมทรายอย่างต่อเนื่อง จะมีต้นทุนรวมอยู่ระหว่าง 2.98 พันล้านดอลลาร์ ถึง 11.41 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ใช้เปรียบเทียบ ข้อเปรียบเทียบนี้เน้นให้เห็นประเด็นสำคัญว่า แม้ต้นทุนของการปรับตัวเชิงรุกหรือมาตรการป้องกันผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะสูง แต่ต้นทุนของการไม่ดำเนินการใด ๆ อาจสูงกว่านั้นอย่างมาก ทั้งนี้ ควรตระหนักว่า มูลค่าของชายหาดไม่ได้ลดลงอย่างเป็นเส้นตรงตามพื้นที่ที่สูญเสียไป ชายหาดที่กว้างและอยู่ในสภาพดีสามารถรองรับกิจกรรมสันทนาการและป้องกันคลื่นพายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อชายหาดแคบลง ความสามารถในการให้บริการทั้งสองอย่างนี้อาจลดลงอย่างรวดเร็ว […]

Beachlover

July 25, 2025

กำแพงไม้สน หาดทรายแก้ว ภูเก็ต – ตอนที่ 1

การปักไม้ลงบนหาดทรายแก้วเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งนั้น ได้ถูกใช้เป็นหนึ่งในมาตรการ Nature-based solution ในบางพื้นที่ โดยทั่วไปจะใช้ไม้สน ไม้เนื้อแข็ง หรืออาจเป็นไม้ไผ่ โดยการปักเป็นแนวหรือรั้วเพื่อชะลอการเคลื่อนที่ของทราย ลดแรงของคลื่นที่กระทบชายฝั่ง และช่วยสร้างสันทรายใหม่ ซึ่งมีผลในการป้องกันการกัดเซาะทางธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของวิธีนี้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตามอ่านได้จาก https://beachlover.net/sand-fance-erosion/ และ https://beachlover.net/sandfence-trap-yes-or-no-july2025/ หาดทรายแก้ว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ประสบปัญหาการกัดเซาะรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นสนทะเลริมชายหาดจำนวนมากรากโผล่และล้มลง และบางช่วงในฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ คลื่นได้ซัดน้ำทะเลทะลักขึ้นมาถึงผิวถนนหลังหาด ทำให้แนวถนนเสี่ยงต่อความเสียหาย หน่วยงานภาครัฐจึงได้เร่งหาแนวทางแก้ไขเพื่อปกป้องชายหาดและโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว สืบเนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ในปี 2567–2568 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมอุทยานแห่งชาติฯ ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง) จึงได้ดำเนินโครงการติดตั้งรั้วไม้ดักทรายแบบซิกแซก บริเวณหาดทรายแก้ว โดยมีความยาวประมาณ 500 เมตร ใช้งบประมาณ 4.789 ล้านบาท วางเรียงขนานชายหาด 2 แถวในรูปแบบฟันปลา มีเป้าหมายเพื่อชะลอคลื่นและดักตะกอนทราย สร้างเนินทรายตามธรรมชาติขึ้นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องไปจาก Website ข่าวหลักๆเช่น https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2858208# และ https://mgronline.com/south/detail/9680000047124#google_vignette และ https://www.bangkokbiznews.com/environment/1178811 Beach Lover พาชมส่วนแรกของงานปักไม้สน ทางทิศเหนือของหาดทรายแก้ว จ.ภูเก็ต […]

Beachlover

July 21, 2025

Sanur – ต้นแบบของ Beach restoration

Beach Lover ขอพาชมชายหาด Sanur ชายหาดฝั่งตะวันออกของเกาะบาหลีในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 หากเราเดินเท้าสำรวจพื้นที่แถบนี้จะพบโครงสร้างป้องกันชายฝั่งละลานตา อยู่ร่วมกันกับทางเดินเลียบชายหาด ร้านอาหาร ร่มเตียงผ้าใบ และที่พักหลากหลายแบบ ทั้งราคาที่เป็นมิตรและไม่เป็นมิตรต่อเงินในกระเป๋า ในช่วงทศวรรษ 1970-1990 หาด Sanur ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวยุคแรกๆ ของบาหลี ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงจนน่าเป็นห่วง โดยมีสาเหตุหลักมาจาก: 1.การขุดลอกแนวปะการัง: ในอดีต มีการนำหินปะการังจำนวนมหาศาลไปใช้เป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับโรงแรมและอาคารต่างๆ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายแนวป้องกันตามธรรมชาติที่เคยช่วยสลายพลังงานคลื่นก่อนจะเข้าถึงชายฝั่ง เมื่อไม่มีแนวปะการัง คลื่นจึงพัดเข้าปะทะชายหาดได้โดยตรง 2.การก่อสร้างที่รุกล้ำชายหาด: การพัฒนาการท่องเที่ยวที่รวดเร็วทำให้มีการก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และกำแพงป้องกันของเอกชนประชิดแนวชายฝั่งมากเกินไป เมื่อเกิดการกัดเซาะจึงไม่มีพื้นที่ให้ชายหาดได้ปรับสมดุลตามธรรมชาติ 3.พลวัตชายฝั่งที่เปลี่ยนไป: การไม่มีแนวปะการังป้องกันทำให้คลื่นและกระแสน้ำสามารถพัดพาทรายออกจากพื้นที่ชายหาดได้อย่างรวดเร็ว ผลกระทบที่เกิดขึ้น: ชายหาดบางส่วนหายไปจนเกือบหมด แนวชายฝั่งร่นถอยเข้าไปประมาณ 10-30 เมตร ต้นมะพร้าวและสิ่งปลูกสร้างริมหาดถูกทำลาย ทัศนียภาพที่สวยงามเสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลัก รวมถึงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ลดลง ด้วยสถานการณ์ที่วิกฤต รัฐบาลอินโดนีเซียจึงขอความช่วยเหลือไปยังรัฐบาลญี่ปุ่น และได้เกิดเป็น “โครงการอนุรักษ์ชายหาดบาหลี” (Bali Beach Conservation Project – BBCP) ซึ่ง JICA เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ทั้งในรูปแบบของเงินกู้เพื่อการพัฒนา (ODA Loan) และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ โครงการ […]

Beachlover

July 3, 2025

สำรวจและติดตามผลกระทบของโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง หาดแหลมเสด็จ จันทบุรี

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 30 มิถุนายน 2568 กองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง โดยส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่ง ลงพื้นที่สำรวจและติดตามผลกระทบของโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณหาดแหลมเสด็จ ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี โดยทำการสำรวจสัณฐานชายหาดด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone lidar) เป็นระยะทาง 7,000 เมตร โดยแบ่งแนวการบินสำรวจออกเป็น 2 ระยะ จากการสำรวจในครั้งนี้ไม่พบปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งยังพบการสะสมตัวของตะกอนทรายเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ ส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่งจะรวบรวมข้อมูลมาเป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบของโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งต่อไป

Beachlover

July 1, 2025

ระบบลดระดับน้ำใต้ชายหาด (Beach Dewatering Systems: BDS)

การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาที่พบในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งคุกคามโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ และชุมชนชายฝั่ง เพื่อรับมือกับปัญหานี้ มีการพัฒนากลยุทธ์การป้องกันในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่โครงสร้างทางวิศวกรรม ไปจนถึงแนวทางที่อิงกับธรรมชาติและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในแนวทางแบบหลังนี้ คือ ระบบลดระดับน้ำใต้ชายหาด (Beach Dewatering Systems: BDS) หรือที่บางครั้งเรียกว่า ระบบระบายน้ำชายหาด ซึ่งถือเป็นเทคนิคใหม่ที่มีความน่าสนใจ และยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ระบบ BDS โดยทั่วไปประกอบด้วยการติดตั้งท่อระบายน้ำหลายเส้น โดยใช้ท่อพลาสติกชนิดที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ วางขนานไปกับแนวชายฝั่งในบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นถึงและไหลกลับ (intertidal หรือ wave uprush zone) โดยปกติแล้วท่อเหล่านี้จะถูกฝังลึกลงไปใต้ผิวชายหาดประมาณ 1.0 ถึง 2.0 เมตร แนวคิดพื้นฐานของ BDS คือ การลดระดับน้ำใต้ดินของชายหาดลง เพื่อปรับเปลี่ยนกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างการซัดขึ้นของคลื่น การไหลกลับของน้ำใต้คลื่น การไหลของน้ำใต้ดิน และการเคลื่อนย้ายตะกอนในบริเวณแนวซัด (swash zone) ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำทะเลขึ้นและลงสลับกันคลุมผิวหน้าชายหาด วัตถุประสงค์หลักของระบบคือการสร้างสภาพแวดล้อมชายหาดที่ “แห้ง” มากขึ้น โดยเชื่อว่าสภาวะแบบนี้จะลดโอกาสที่ตะกอนทรายจะเกิดการฟลูอิดไดซ์ (fluidization) หรือกลายเป็นของเหลว ทำให้ชายหาดมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น กลไกดังกล่าวคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการที่น้ำทะเลสามารถซึมผ่านหน้าชายหาดได้มากขึ้นในช่วงคลื่นซัดขึ้น และมีปริมาณน้ำรวมถึงตะกอนที่ถูกพากลับลงทะเลในช่วงคลื่นไหลกลับลดลง แม้แนวคิดที่ว่าชายหาดที่แห้งกว่าจะมีความมั่นคงมากกว่าจะฟังดูสมเหตุสมผลในทางทฤษฎี […]

Beachlover

June 19, 2025

ทำไมต้องถ่ายเททรายข้ามร่องน้ำ

Beach Lover ได้เคยเขียนบทความเผยแพร่ความรู้เรื่องการจัดการปากร่องน้ำไปแล้วหลายครั้ง ติดตามได้จาก วิชาการ: แนวคิดเพื่อจัดการปากร่องน้ำ และ การถ่ายเททรายบริเวณปากแม่น้ำ (Sand Bypassing) ครั้งนี้ขอกลับมาขยายความประเด็นนี้กันอีกรอบ โดยเน้นที่เหตุผลของการถ่ายเททรายข้ามร่องน้ำ หรือ Sand Bypassing ในหลายพื้นที่ชายฝั่งของไทยและทั่วโลก เรามักพบว่าช่องทางเดินเรือหรือ “ร่องน้ำ” ที่เชื่อมระหว่างทะเลกับแหล่งน้ำภายใน เช่น ปากแม่น้ำหรือคลอง มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การเดินเรือ การประมง และการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ร่องน้ำเหล่านี้มักต้องเผชิญกับปัญหาการตื้นเขินจากการสะสมของทรายและตะกอน ซึ่งจำเป็นต้องมีการขุดลอกอย่างสม่ำเสมอ แต่รู้หรือไม่ว่า การขุดลอกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และบางครั้งยังสร้างปัญหาใหม่ให้กับพื้นที่ใกล้เคียง? คำตอบของทางออกอย่างยั่งยืนคือ  “Sand Bypassing” ซึ่งหมายถึงการถ่ายเททรายจากด้านหนึ่งของร่องน้ำ (ที่ทรายมักทับถม) ไปยังอีกด้านหนึ่ง (ที่มักเกิดการกัดเซาะ) เพื่อเลียนแบบการไหลเวียนของตะกอนตามธรรมชาติ ลองมาดูกันว่าเหตุใดเราจึงควรผสาน sand bypassing เข้ากับกระบวนการบำรุงรักษาร่องน้ำอย่างจริงจัง 1. ฟื้นฟูสมดุลของกระบวนการเคลื่อนที่ของตะกอนตามธรรมชาติ ในระบบชายฝั่งที่ไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางกั้น ตะกอนทรายจากคลื่นลมและกระแสน้ำจะไหลตามแนวชายฝั่งได้อย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้เรียกว่า littoral drift หรือ longshore sediment transport เป็นธรรมชาติของกระบวนการชายฝั่งทะเลที่มีบทบาทในการสร้างและรักษาชายหาด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีร่องน้ำโดยเฉพาะร่องน้ำที่มีเขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty) หรือเขื่อนกันคลื่น (breakwater) สร้างขึ้นเพื่อให้เรือแล่นเข้าออกได้ โครงสร้างเหล่านี้มัก ขัดขวางเส้นทางการเคลื่อนที่ของตะกอน ทำให้ตะกอนสะสมที่ฝั่งหนึ่ง ขณะที่ฝั่งตรงข้ามกลับขาดแคลนตะกอนทรายและเริ่มเกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง […]

Beachlover

June 6, 2025

เวทีรับฟังความคิดเห็น กำแพงกันคลื่นอ่าวต้นไทร เกาะพีพี

Beach Lover ได้เคยนำเสนอภาพความเสียหายของโครงสร้างทางเดินริมทะเลอ่าวต้นไทร เกาะพีพีดอนมาแล้ว 2 ครั้ง อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://beachlover.net/erosion-tonsai-pp-aug24/ และ https://beachlover.net/phiphidon-seawall-apr2025/ โดยที่ความเสียหายในโพสทั้งสองครั้งนั้น เกิดจากพายุหัวนอน (ตามคำเรียกขานของชาวบ้าน) ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2567 จึงเป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งว่า โครงการฟื้นฟูบูรณะเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ระยะที่ 1 ของกรมโยธาฯ ตามเอกสารรับฟังความคิดเห็นนี้ ได้ผนวกเอาพื้นที่อ่าวต้นไทร เกาะพีพีดอนนี้เข้าไปทัน โดยเริ่มต้นโครงการในเดือน เมษายน 2567 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร วัตถุประสงคข์องโครงการ 1.เพื่อศึกษาและสำรวจเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเดิมของกรมโยธาฯ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในสภาพชำรุดเสียหาย 2.เพื่อสำรวจและออกแบบรายละเอียด (Detailed design) เพื่อปรับปรุงฟื้นฟูบูรณะ เขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลตามหลักวิชาการให้มีความเหมาะสมกับสภาพ พื้นที่และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ โดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอภาพก่อนและหลังก่อสร้าง เป็นเขื่อนคอนกรีตคล้ายเดิม ดังภาพด้านหลัง (แม้ว่าจะยังรับฟังไม่เป็นที่สิ้นสุดก็ตาม) มิตรสหายที่ได้ผ่านไปแถวนั้น หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ข้างเคียง สามารถเข้าร่วมประชุมได้ตามกำหนดการด้านล่าง

Beachlover

May 26, 2025
1 … 7 8 9 … 46