ระดับของน้ำใต้ดินริมชายฝั่ง ส่งผลกระทบกับการกัดเซาะชายฝั่งอย่างไร

ระดับน้ำใต้ดินริมชายฝั่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของชายฝั่ง แต่เมื่อระดับน้ำใต้ดินมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะสูงขึ้นหรือลดลงมากเกินไป ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการกัดเซาะชายฝั่งได้อย่างมีนัยสำคัญ 1. ระดับน้ำใต้ดินที่สูงขึ้น: 2. ระดับน้ำใต้ดินที่ลดลง: การรักษาระดับน้ำใต้ดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ทั้งการควบคุมการสูบน้ำบาดาล การจัดการระบบระบายน้ำ และการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรน้ำใต้ดินอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและป้องกันปัญหาการกัดเซาะในระยะยาว

Beachlover

September 18, 2024

7 ข้อชวนคิด กับโครงการถมทะเลอ่าวไทย…เอาไงดี

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงโครงการถมทะเลในบริบทของการพัฒนาและขยายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ในงาน Vision for Thailand 2024 เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 โดยเสนอให้มีการถมทะเลที่บางขุนเทียนและปากน้ำ เพื่อให้ได้พื้นที่ลดความแออัดของกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง และเป็นเมืองสีเขียวและเมืองใหม่ ให้เฉพาะรถไฟฟ้าวิ่งเท่านั้นและมีรถไฟเชื่อม และป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯได้ (อ้างอิง) นายทักษิณเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนภาครัฐในช่วงสามปีของรัฐบาลนี้ และกล่าวว่าโครงการถมทะเลจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน (อ้างอิง) หลังจากนั้นตัวแทนของพรรคเพื่อไทยได้ออกมาอธิบายถึงแนวคิดหลักของโครงการนี้เพิ่มเติมในชื่อใหม่ที่เรียกว่า “โครงการสร้อยไข่มุกอ่าวไทย” โดยการสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปในทะเลในลักษณะของเกาะ ซึ่งเบื้องต้นอาจจะมีเกาะจำนวน 9 เกาะ และให้แต่ละเกาะมีเขื่อนเป็นแนวกั้นน้ำ และมีประตูเปิด-ปิดได้ซึ่งเกาะแรกจะสร้างในพื้นที่ของชายทะเลบางขุนเทียน จากนั้นจะสร้างเกาะอื่นไปจนถึงชลบุรี รวมระยะทางตลอดอ่าวตัว ก.ประมาณ 100 กิโลเมตร  ทั้งนี้พื้นที่เกาะที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดเชื่อมของเขื่อนกั้นน้ำแต่ละเกาะจะมีขนาดประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร และสร้างห่างจากชายฝั่งไป 1 กิโลเมตร มีถนนเชื่อมกับพื้นที่ชายฝั่งเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปยังพื้นที่เกาะต่างๆ ได้  สำหรับแนวทางการลงทุนจะเป็นหน้าที่ของภาคเอกชน โดยผู้ที่เข้ามาลงทุนจะได้สัมปทานการใช้ที่ดินอาจจะเป็น 99 ปี ซึ่งสามารถพัฒนาเกาะนี้ใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบต่างๆ อาทิ การพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่จะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ หรือเป็นเมืองใหม่ที่เป็นสมาร์ตซิตี้ใช้พลังงานสะอาด โดยจะมีการติดตั้งกังหันลมหรือโซลาร์เซลล์ก็สามารถที่จะออกแบบได้ โดยเมื่อหมดระยะเวลาสัมปทานแล้วพื้นที่นี้ก็จะเป็นของภาครัฐ (อ้างอิง) สำหรับแนวความคิดนี้ทำให้เกิดประโยชน์ทั้งในแง่ของภาครัฐที่ได้โครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ลุ่มในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล […]

Beachlover

September 17, 2024

STOC MODEL สำหรับงานศึกษา Storm surge

STOC MODEL หรือ Statistical Typhoon Occurrence Control Model เป็นแบบจำลองทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์และทำนาย storm surge (คลื่นพายุซัดฝั่ง) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากอิทธิพลของพายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพายุหมุนเขตร้อน หลักการทำงาน: STOC MODEL ใช้ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับพายุที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น เส้นทาง ความเร็วลม ความกดอากาศ และขนาดของพายุ เพื่อสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สามารถคำนวณความน่าจะเป็นของการเกิด storm surge ในพื้นที่ที่สนใจ โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพภูมิประเทศ ลักษณะชายฝั่ง และระดับน้ำทะเล ประโยชน์: ข้อจำกัด: การใช้งานในประเทศไทย: STOC MODEL ได้รับการนำมาใช้ในการวิเคราะห์และทำนาย storm surge ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด storm surge จากพายุหมุนเขตร้อน

Beachlover

September 16, 2024

อ่าวปัตตานีตื้นและอาจจะปิดตาย ?

จากข้อมูลในเพจ ตะโละปาตานี- Teluk Patani :อ่าวปัตตานี ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2567 ที่ได้กล่าวถึงโครงการสะพานข้ามอ่าวปัตตานีโดยเชื่อมระหว่าง เมืองปัตตานี และ แหลมตาชี ตำบลแหลมโพธิ์ เพื่อสร้างโอกาสแนวใหม่ของสังคมเศรษฐกิจ ของจังหวัดปัตตานี และชายแดนใต้ โดยได้มีการสอบถามความเห็นเบื้องต้นของโครงการนี้ภายใต้โจทย์ 1. อ่าวปัตตานีตื้นเขินทุกปี เฉลี่ยปีละ 1 ซม ความลึกเฉลี่ยของอ่าว ประมาณ 1.25 – 2 ซม บริเวณ กลางอ่าวและก้นอ่าว ยกเว้นปากอ่าวตรง ปลายแหลม เฉลี่ย 3- 5 เมตร แต่ขุดลอกทุกปี ๆละ 70-90 ล้านบาท 2. ชาวประมงมีการพึ่งพาอ่าว ด้วยการทำประมงน้อยลง และมีการพึ่งพาอ่าวเชิงท่องเที่ยวมากขึ้น ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา 3. คนตำบลแหลมโพธิ์ มีฐานะยากจน และอัตราดร้อปเอาท์ จากระบบการศึกษาของเด็กนักเรียน ในลำดับต้นๆ ของจังหวัดปัตาานี 4. มีสถานที่ท่องเที่ยว […]

Beachlover

September 13, 2024

Real Time Kinematic (RTK) กับงานสำรวจชายหาด

เทคโนโลยี Real-Time Kinematic (RTK) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสำรวจชายหาด ด้วยความสามารถในการระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำในระดับเซนติเมตร RTK ช่วยให้วิศวกร นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสามารถเก็บข้อมูลสัณฐานวิทยาของชายหาดได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นระดับความสูงของพื้นทราย ความลาดเอียงของชายหาด และตำแหน่งของแนวชายฝั่ง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญในการทำความเข้าใจและบริหารจัดการปัญหาท้าทายที่ชายหาดต้องเผชิญ การสำรวจสัณฐานวิทยาชายหาด: RTK ช่วยให้เราสามารถสร้างแบบจำลองสามมิติของชายหาดได้อย่างละเอียด เผยให้เห็นรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจมองข้ามไปได้ด้วยวิธีการสำรวจแบบเดิม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยในการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของชายหาดในระยะยาว และวางแผนการบริหารจัดการชายฝั่งอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกำหนดตำแหน่งของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง หรือการเติมทรายเพื่อฟื้นฟูชายหาดที่ถูกกัดเซาะ การตรวจวัดการกัดเซาะชายฝั่ง: การกัดเซาะชายฝั่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม RTK ช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายหาดได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ทำให้สามารถระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะ และดำเนินมาตรการป้องกันได้อย่างทันท่วงที การวางแผนและออกแบบโครงสร้างชายฝั่ง: การออกแบบโครงสร้างชายฝั่ง เช่น กำแพงกันคลื่น หรือรอดักทราย ต้องอาศัยข้อมูลสัณฐานวิทยาชายหาดที่ถูกต้องและแม่นยำ RTK ช่วยให้วิศวกรสามารถออกแบบโครงสร้างที่สอดคล้องกับสภาพของชายหาด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การติดตามผลกระทบจากโครงการพัฒนาชายฝั่ง: โครงการพัฒนาชายฝั่ง เช่น การสร้างท่าเรือ หรือการถมทะเล อาจส่งผลกระทบต่อชายหาดและระบบนิเวศทางทะเล RTK ช่วยให้เราสามารถติดตามและประเมินผลกระทบเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การปรับปรุงโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม Real-Time Kinematic (RTK) เป็นเทคโนโลยีที่ทรงประสิทธิภาพที่ช่วยให้เราสามารถสำรวจและบริหารจัดการชายหาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การใช้ RTK ในงานสำรวจชายหาดช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงพลวัตของชายหาด และนำไปสู่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดในการอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งอันมีค่าของเรา ถึงแม้ Real-Time Kinematic (RTK)จะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ แต่การใช้งานต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในเทคโนโลยี […]

Beachlover

September 13, 2024

หาดทรายดำเกิดจากอะไร

หาดที่มีทรายสีดำเกิดจากการสะสมของแร่ธาตุภูเขาไฟ โดยเฉพาะแร่ธาตุที่มีสีเข้ม เช่น แร่แมกนีไทต์ (Magnetite) และแร่หินบะซอลต์ (Basalt) ที่ถูกกระแสน้ำและคลื่นทะเลพัดพามาสะสมอยู่ที่ชายหาด นอกจากนี้ การเกิดภูเขาไฟระเบิดหรือการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลก็สามารถสร้างหาดทรายสีดำได้เช่นกัน ตัวอย่างหาดที่มีทรายสีดำที่มีชื่อเสียงคือ หาดปุนาลูในฮาวาย (Punaluu Beach) และหาดวิกในไอซ์แลนด์ (Vik Beach) ตัวอย่างที่แสดงในภาพคือหาดทรายสีดำบนเกาะ Lombok ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเกิดจากลักษณะเดียวกันนี้ โดยมีต้นกำเนิดจากภูเขาไฟที่มีอยู่มากมายในภูมิภาคนี้ เกาะ Lombok มีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ เช่น ภูเขาไฟ Rinjani ซึ่งการระเบิดของภูเขาไฟเหล่านี้นำไปสู่การสะสมของแร่ธาตุภูเขาไฟที่มีสีดำ เช่น แมกนีไทต์และบะซอลต์ในทรายชายหาด หาดทรายสีดำใน Lombok จึงเป็นผลมาจากการพังทลายของหินภูเขาไฟและการสะสมของแร่ธาตุที่ถูกกระแสน้ำและคลื่นพัดพามาที่ชายหาดนี้ ทรายสีดำโดยทั่วไปไม่มีผลเสียต่อผิวหนังของผู้ที่สัมผัส ในบางกรณี ทรายสีดำอาจมีแร่ธาตุบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่น การช่วยขัดผิว หรือมีคุณสมบัติในการบำบัด แต่ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของทรายและแร่ธาตุในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังในกรณีดังนี้: น้ำทะเลบริเวณหาดทรายสีดำมักไม่เป็นสีดำ น้ำทะเลยังคงมีสีฟ้า สีเขียว หรือสีใสตามธรรมชาติ ขึ้นอยู่กับสภาพของน้ำทะเลและการสะท้อนของแสงจากท้องฟ้า อย่างไรก็ตาม น้ำทะเลอาจดูคล้ำหรือมืดขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองจากบางมุม เนื่องจากการสะท้อนของทรายสีดำใต้ทะเล ปัจจัยที่ทำให้น้ำทะเลยังคงใสและมีสีตามธรรมชาติมีหลายประการ เช่น: ดังนั้น น้ำทะเลบริเวณหาดทรายสีดำยังคงมีสีใสหรือฟ้าตามปกติ […]

Beachlover

September 11, 2024

วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง โดยใช้ CCTV ได้หรือไม่

การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งโดยใช้ CCTV เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการติดตามและประเมินผลกระทบของกระบวนการทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่ง ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกล้องและซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพ ทำให้ CCTV กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในการทำความเข้าใจและจัดการกับความท้าทายที่ซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง หลักการทำงาน: ข้อดีของการใช้ CCTV: ข้อจำกัดของการใช้ CCTV: การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งโดยใช้ CCTV เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาในระยะยาวเพื่อทำความเข้าใจ และจัดการกับความท้าทายที่ซับซ้อนของพื้นที่ชายฝั่ง หรือการเฝ้าระวังภัยพิบัติ โดยรวมแล้วการใช้ระบบ CCTV ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายหาดไม่เพียงช่วยในการทำความเข้าใจ และจัดการกับพลวัตของชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงข้อจำกัดของวิธีนี้ และอาจต้องใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อทำให้ CCTV มีศักยภาพในการเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการอนุรักษ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนของชายฝั่งในอนาคต

Beachlover

September 9, 2024

เรามีแผนรับมือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากสภาวะโลกร้อนหรือไม่

ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรับมือกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากสภาวะโลกร้อนและได้มีการวางแผนและดำเนินการในหลายๆ ด้าน โดยสรุปมีดังนี้: ข้อมูลที่นำเสนอมานั้นเป็นเพียงภาพรวมแบบสรุปเท่านั้น แผนรับมือของแต่ละหน่วยงานยังมีรายละเอียดอีกมากมาย Beach Lover จะหามานำเสนอในครั้งถัดไป

Beachlover

September 6, 2024

ตอม่อสะพาน ส่งผลต่อกระบวนการชายฝั่งทะเลอย่างไร

การก่อสร้างสะพาน ถึงแม้จะมีประโยชน์ในการคมนาคมและการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันส่งผลกระทบต่อกระบวนการชายฝั่งทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบเหล่านี้มีความซับซ้อนและหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของชายฝั่ง ไปจนถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ 1. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการไหลของน้ำ 2. การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของตะกอนชายฝั่ง 3. ผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง 4. ผลกระทบอื่นๆ การสร้างสะพานและตอม่อสะพานจึงเป็นเหมือนดาบสองคม ที่มาพร้อมทั้งประโยชน์และผลกระทบต่อกระบวนการชายฝั่งทะเล ดังนั้น การออกแบบและก่อสร้างสะพานจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบเหล่านี้อย่างรอบคอบ และมีมาตรการลดผลกระทบที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการของมนุษย์และการรักษาสมดุลของธรรมชาติ

Beachlover

September 4, 2024

เราวิเคราะห์การรุกตัวของน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำกันอย่างไร

Beach Lover ได้เคยนำเสนอ ปัญหาการแทรกตัวของเค็มบริเวณปากแม่น้ำ และ มาตรการลดผลกระทบไปแล้ว ตามอ่านได้จากโพสเดิม หรือ Click ที่ Link ได้เลย ครั้งนี้ขอนำเสนอการวิเคราะห์การรุกตัวของน้ำเค็มในบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งนับว่าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลและวางแผนการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปเราสามารถดำเนินการศึกษาตามลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. สำรวจและเก็บข้อมูล: การลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยจะทำการวัดค่าความเค็มของน้ำในแม่น้ำ ณ จุดต่างๆ และในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เช่น ช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อดูความผันผวนของความเค็มตามระยะทางจากทะเลและตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังวัดระดับน้ำและอัตราการไหลของน้ำ เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำในแม่น้ำและทะเล รวมถึงปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงมา ซึ่งมีผลต่อการรุกตัวของน้ำเค็ม ตัวอย่างเช่น หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น หรือปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงมาน้อยลง ก็อาจทำให้เกิดการรุกตัวของน้ำเค็มได้มากขึ้น 2. แบบจำลองทางคณิตศาสตร์: การใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ช่วยให้เราสามารถทำนายการรุกตัวของน้ำเค็มภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้ เช่น หากมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ แบบจำลองยังช่วยให้เราเข้าใจถึงกลไกการเคลื่อนที่ของน้ำเค็มในแม่น้ำ เช่น การกระจายตัวของเกลือในแนวดิ่งและแนวราบ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบมาตรการป้องกัน 3. เทคโนโลยี Fernerkundung: การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและระบบ GPS ช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าชายเลน ซึ่งเป็นแนวป้องกันธรรมชาติที่สำคัญต่อการรุกตัวของน้ำเค็ม นอกจากนี้ GPS ยังช่วยในการระบุตำแหน่งที่แม่นยำในการเก็บตัวอย่างน้ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการสร้างแผนที่แสดงการกระจายตัวของความเค็มในแม่น้ำ 4. […]

Beachlover

September 2, 2024
1 … 17 18 19 … 29