“รากโกงกางเทียม” โครงสร้างแบบอ่อนที่อาจไม่อ่อนต่อคลื่น

Beach Lover พาสำรวจหาดสามร้อยยอดจากโพสนี้ https://beachlover.net/c-aoss-300yod-jan2026/ และอีกหลายโพสก่อนหน้า พบแนวโครงสร้างที่ถูกเรียกกันว่า “รากโกงกางเทียม” วางเป็นแถวอยู่ในน้ำ ลักษณะเป็นเสาตั้งจำนวนมากและมีชิ้นส่วนคล้ายรากรวมตัวอยู่ด้านล่าง โดยมีการระบุว่าใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่จากการสังเกตสภาพพื้นที่จริง กลับสะท้อนประเด็นสำคัญอย่างน้อย 2 เรื่อง

(1) แนวชายหาดด้านในยังคงถูกคลื่นซัดขึ้นมาถึงแนวถนนและพื้นที่ชายหาดค่อนข้างแคบ

(2) โครงสร้างอยู่ในตำแหน่งที่ดูเหมือนลดพลังงานคลื่นได้ไม่มากพอเมื่อเทียบกับพลังงานคลื่นที่ยังขึ้นมาบนชายหาดด้านในอยู่ดี

ในประเทศไทย โครงสร้างลักษณะนี้มักถูกอ้างอิงในชื่อทางการค้า “C-Aoss” และถูกขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยในรายการ “ไม้โกงกางเทียมเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและรากไม้เทียมเพื่อเร่งการตกตะกอน”  

แนวคิดหลักไม่ใช่ “กำแพงกันคลื่น” แต่เป็น โครงสร้างแบบโปร่ง (permeable structure) ที่เพิ่มความขรุขระ/แรงต้านในน้ำ (drag & roughness) ให้คลื่นและกระแสน้ำสูญเสียพลังงานบางส่วนระหว่างไหลผ่าน และหวังผลต่อเนื่องคือให้ ตะกอนตกทับถม ด้านหลังแนวโครงสร้าง จนระดับพื้นท้องทะเลยกขึ้นและเกิดสภาพที่ชายฝั่งด้านในเสถียรมากขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ ลดแรงและช่วยให้ตะกอนตก

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศใช้โครงสร้างโปร่งในงานฟื้นฟูชายฝั่งโคลนและป่าชายเลน โดยเฉพาะในกรอบคิด Building with Nature/Nature-based solutions

“C-Aoss” มีการระบุราคาต่อหน่วยในเอกสารบัญชีนวัตกรรมไทยไว้ชัดเจนว่า “ไม้โกงกางเทียมพร้อมราก” มีราคาประมาณ 14,750-20,590 ต่อต้น แล้วแต่ความยาวไม้

ที่มา: https://cms-media.fda.moph.go.th/461152983531528192/2023/05/tgqvikC8keP0GQzibhcu2oRH.pdf

ตัวเลขนี้นำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่สำคัญกว่า คือ คุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า เพราะโครงสร้างชนิดนี้ไม่ได้ใช้ 1–2 ต้นแล้วจบ แต่ต้องใช้เป็นแนว และต้องมีค่าขนส่ง ติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมหลังพายุ รวมถึงต้นทุนการติดตามผล หากสุดท้ายแนวชายหาดด้านในยังกัดเซาะอยู่ดี เท่ากับเราอาจจ่ายหลักแสนหลักล้านเพื่อผลที่ไม่แน่ชัด

ดังนั้น เพื่อให้แฟร์กับเทคโนโลยี และแฟร์กับเงินภาษี Beach Lover เสนอว่า ถ้าจะใช้จริง ควรถาม 6 คำถามนี้ก่อน

1. พื้นที่เป็นหาดทรายหรือหาดเลน มาตรการดักตะกอนจะเห็นผลชัดกว่ามากในระบบที่มีตะกอนละเอียด/แขวนลอยให้ดัก

2.มีแหล่งตะกอนเพียงพอหรือไม่ ถ้าหน้าหาดขาดตะกอน โอกาสเห็นการทับถมแบบยั่งยืนนั้นค่อนข้างต่ำ

3.ระดับน้ำช่วงน้ำขึ้นและช่วงพายุเป็นเท่าไร ถ้าโครงสร้างจมลึกเกินไปเมื่อเทียบกับสภาพคลื่นจริง ผลการลดพลังงานคลื่น/ดักตะกอนมักต่ำ และค่าเสียหายมักสูง

4.ออกแบบความหนาแน่น ระยะห่างเสา ความสูงให้สัมพันธ์กับคลื่นจริงหรือยัง หากโปร่งเกินไปมักให้ผลใกล้ศูนย์ แต่ หากทึบเกินไป อาจกลายเป็นโครงสร้างแข็งที่สร้างผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง

5.มีแผนติดตามผลหรือไม่ กล่าวคือ ต้องมีพื้นที่ควบคุม (ไม่ติดตั้ง) เพื่อเทียบว่าชายหาดเปลี่ยนเพราะโครงสร้างหรือเปลี่ยนตามฤดูกาลอยู่แล้ว

6.KPI คืออะไร และวัดอย่างไร เช่น ปริมาณการสะสมตะกอน (ซม./เดือน), การเปลี่ยนแปลงรูปตัดชายหาด, การเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่ง, ความเสียหายหลังมรสุม, ต้นทุนซ่อมบำรุงต่อปี

หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ครบ การติดตั้งมักเสี่ยงกลายเป็นโครงการที่จบที่การติดตั้ง แต่ไม่จบที่ผลลัพธ์

“รากโกงกางเทียม” เป็นแนวคิดที่มีฐานคิดทางวิศวกรรมและมีรายงานผลบวกในบางกรณีจริง แต่ในหาดทรายเปิดโล่งที่พลังงานคลื่นสูงและระบบทรายอาจขาดดุล มาตรการนี้มีโอกาสเห็นผลยาก และเมื่อประกอบกับราคาต่อหน่วยที่สูง จึงยิ่งจำเป็นต้องออกแบบ เลือกพื้นที่ ติดตามผลอย่างเข้มข้น มิฉะนั้นอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น การฟื้นฟูสันทราย/พืชพรรณชายหาด การจัดการพื้นที่ถอยร่น การเติมทรายเฉพาะจุด หรือมาตรการผสมผสานที่เริ่มจากแก้สมดุลของตะกอนทั้งระบบ