แผนที่น้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเดียว อาจไม่ใช่ “แผนที่ภัยชายฝั่ง” ตอนที่ 2

จาก Hazard Map ไปสู่ Risk Map

การมีขอบเขตน้ำท่วมและการกัดเซาะตามที่ได้นำเสนอมาแล้วจากโพสแรก พบว่ายังไม่เพียงพอ เพราะ hazard map บอกเพียงว่า “ภัยอาจเกิดที่ไหน” แต่ยังไม่ได้บอกว่าผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด

ขั้นต่อไปจึงควรนำแผนที่ภัยไปซ้อนกับข้อมูลสำคัญ เช่น โรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว บ้านเรือนและประชากร ถนนและเส้นทางอพยพ โรงพยาบาล โรงเรียนและศูนย์พักพิง ระบบไฟฟ้า ประปาและโทรคมนาคม ท่อระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและระบบบำบัดน้ำเสีย พื้นที่สาธารณะและทางเข้าชายหาด ระบบนิเวศที่ช่วยลดภัย เช่น เนินทราย ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำ

ประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ functional connectivity เป็นต้นว่า ถนนเส้นหนึ่งอาจมีพื้นที่น้ำท่วมเพียงช่วงสั้ ๆ แต่หากเป็นเส้นทางเข้าออกเพียงเส้นเดียวของชุมชนหรือแหล่งท่องเที่ยว ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าถนนที่ถูกน้ำท่วมเป็นพื้นที่กว้างแต่ยังมีเส้นทางสำรอง ในทำนองเดียวกัน หากสถานีสูบน้ำหรือระบบบำบัดน้ำเสียหยุดทำงาน ความเสียหายอาจลุกลามไปยังพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกน้ำทะเลท่วมโดยตรง

ดังนั้น risk map ที่ดีจึงควรพิจารณาอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่

Risk = Hazard \times Exposure \times Vulnerability

ภัยอาจมีขนาดเท่ากัน แต่ผลกระทบไม่เท่ากัน หากจำนวนทรัพย์สิน ความเปราะบาง และความสามารถในการฟื้นตัวของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน

การเปลี่ยน Hazard Map ให้เป็น Risk Map ต้องพิจารณามากกว่าความรุนแรงและขอบเขตของภัย โดยต้องนำข้อมูลประชากร อาคาร ระบบสาธารณูปโภค และกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง (Exposure) มาประเมินร่วมกับความเปราะบางและความสามารถในการรับมือ (Vulnerability) ดังนั้น พื้นที่ที่มีภัยสูงอาจไม่ได้มีความเสี่ยงสูงเสมอไป หากไม่มีคนหรือทรัพย์สินอยู่ในพื้นที่นั้น (AI generated picture)

แล้วควรใช้วิธีการใดในการวิเคราะห์

ไม่มีแบบจำลองใดตอบทุกคำถามได้ในครั้งเดียว การเลือกเครื่องมือควรขึ้นกับระดับรายละเอียด ข้อมูล งบประมาณและวัตถุประสงค์ ตัวอย่าง workflow ที่เหมาะกับชายหาดท่องเที่ยวของไทยคือ:

1. ใช้ CoastSat/DSAS และภาพดาวเทียมวิเคราะห์ historical shoreline change

2.ใช้ RTK-GNSS สำรวจ beach profile และตรวจ vertical datum

3.ใช้ ERA5 หรือ wave hindcast กำหนด offshore wave conditions

4.ใช้ SWAN แปลงคลื่นจากนอกฝั่งเข้าสู่บริเวณใกล้ชายฝั่ง

5.ใช้ SWASH หรือ XBeach วิเคราะห์ setup, runup, overtopping และ inundation

6.ใช้ XBeach ประเมิน storm erosion และ profile change

7.ทดสอบ SLR และ storm scenarios หลายระดับ

8.ซ้อนผลกับโรงแรม ถนน ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน

9.รายงาน uncertainty ควบคู่กับแผนที่ทุกฉบับ

หากไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับสอบเทียบแบบจำลอง ควรเริ่มจาก sensitivity analysis, benchmark cases และการเปรียบเทียบกับสมการมาตรฐานหรือเหตุการณ์ในอดีต แทนการนำผลแบบจำลองเพียงชุดเดียวไปใช้เป็นค่าจริงโดยไม่มีช่วงความไม่แน่นอน