พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) หมายถึงพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหรือมีความชื้นสูงเป็นระยะเวลานานพอที่จะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ดิน และพืชพรรณในพื้นที่นั้น โดยพื้นที่ชุ่มน้ำสามารถเป็นได้ทั้งแหล่งน้ำจืด น้ำเค็ม หรือแหล่งน้ำกร่อย และมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ
ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำของโลกมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามแหล่งข้อมูล ตามรายงานขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) คาดการณ์ว่าโลกมีพื้นที่ชุ่มน้ำระหว่าง 8.3 – 10.2 ล้านตารางกิโลเมตร คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1.6-2.0 ของพื้นที่โลก
ส่วนประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างน้อย 36,616.16 ตารางกิโลเมตร หรือ 22,885,100 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศไทย แบ่งเป็นพื้นที่น้ำจืดร้อยละ 44.8 และเป็นพื้นที่น้ำเค็มร้อยละ 55.2 ได้แก่
1. พรุควนขี้เสี้ยน ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง เนื้อที่ 3,085 ไร่
2. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จ.บึงกาฬ เนื้อที่ 13,837.5 ไร่
3. ดอนหอยหลอด จ.สมุทรสงคราม เนื้อที่ 546,875 ไร่
4. ปากแม่น้ำกระบี่ จ.กระบี่ เนื้อที่ 133,120 ไร่
5. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จ.เชียงราย เนื้อที่ 2,712.5 ไร่
6. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ (พรุโต๊ะแดง) จ.นราธิวาส เนื้อที่ 125,625 ไร่
7. อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-หมู่เกาะลิบง-ปากน้ำตรัง จ.ตรัง เนื้อที่ 515,745 ไร่
8. อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จ.ระนอง เนื้อที่ 677,625 ไร่
9. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 63,750 ไร่
10. อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จ.พังงา เนื้อที่ 250,000 ไร่
11. อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ 43,074 ไร่
12. พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง จ.บึงกาฬ เนื้อที่ 16,500 ไร่
13. เกาะกระ จ.นครศรีธรรมราช เนื้อที่ 2,337.5 ไร่
14. เกาะระ เกาะพระทอง จ.พังงา เนื้อที่ 122,800 ไร่
15. แม่น้ำสงครามตอนล่าง จ.นครพนม เนื้อที่ 34,381 ไร่
ทั้งนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศโลก โดยเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่มากกว่าร้อยละ 40 ของสายพันธุ์ทั้งหมดของโลก
ประเภทของพื้นที่ชุ่มน้ำ
พื้นที่ชุ่มน้ำสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามลักษณะของน้ำและพืชพรรณที่ขึ้นในพื้นที่ ได้แก่
1.พื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ (Natural Wetlands)
- หนอง บึง และทะเลสาบตื้น: มีพืชน้ำขึ้นปกคลุม เช่น บัว กก และต้นอ้อ
- ป่าชายเลน: พบตามชายฝั่งทะเลเขตร้อนและกึ่งร้อน มีพืชทนเค็ม เช่น แสม โกงกาง
- พื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง: เช่น หาดเลน ป่าชายเลน และแนวปะการัง
- พื้นที่ชุ่มน้ำตามแม่น้ำ: เช่น บึงน้ำท่วมตามริมฝั่งแม่น้ำที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล
- พื้นที่ชุ่มน้ำพรุ: พื้นที่ที่มีอินทรียวัตถุสะสมเป็นชั้นพรุหนา เช่น ป่าพรุในภาคใต้ของไทย
2.พื้นที่ชุ่มน้ำที่เกิดจากมนุษย์ (Man-made Wetlands)
- นาข้าว: แหล่งผลิตข้าวที่มีระบบน้ำขัง
- อ่างเก็บน้ำ และเขื่อน: ใช้เก็บกักน้ำเพื่อการชลประทานหรือผลิตไฟฟ้า
- บ่อบำบัดน้ำเสียเชิงนิเวศ: ใช้พืชและดินกรองน้ำเสีย
บทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำในการป้องกันภัยพิบัติ
พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) มีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติต่าง ๆ โดยทำหน้าที่เป็น “แนวป้องกันทางธรรมชาติ” ที่ช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงของน้ำ ปรับสมดุลระบบนิเวศ และลดความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภัยพิบัติทางน้ำ เช่น น้ำท่วม พายุซัดฝั่ง และภัยแล้ง
1. พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม
- พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เป็น ฟองน้ำธรรมชาติ (Natural Sponge) ที่สามารถกักเก็บน้ำฝนและน้ำหลากจากแม่น้ำหรือทะเล และค่อย ๆ ปล่อยน้ำออกอย่างช้า ๆ
- หนอง บึง และพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติสามารถดูดซับปริมาณน้ำส่วนเกิน ช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่เมืองและชนบท
- ลดการพังทลายของดินและการกัดเซาะที่เกิดจากกระแสน้ำรุนแรง
2. ป่าชายเลนและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งช่วยลดความรุนแรงของพายุและคลื่นพายุซัดฝั่ง
- ป่าชายเลนและหาดเลน (Mangrove & Mudflat) ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันชายฝั่ง ช่วยลดพลังงานของคลื่นพายุซัดฝั่งก่อนที่คลื่นจะกระทบแผ่นดิน
- แหล่งน้ำกร่อยและป่าชายเลน ทำให้กระแสน้ำไหลช้าลง ลดผลกระทบจากคลื่นลมและพายุหมุนเขตร้อน
- ลดการกัดเซาะชายฝั่งโดยช่วยตรึงตะกอนดิน ทำให้แผ่นดินไม่ถูกกระแสน้ำซัดหายไป
3. พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยบรรเทาภัยแล้ง
- พื้นที่ชุ่มน้ำเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูฝนและปล่อยออกในช่วงฤดูแล้ง ทำให้สามารถรักษาระดับน้ำในแม่น้ำและใต้ดินได้
- ทำให้แหล่งน้ำยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรแม้ในช่วงที่ฝนไม่ตก
4. ช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่งและแม่น้ำ
- รากของพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น หญ้าทะเล ผักบุ้งทะเล และป่าชายเลน ช่วยตรึงดินและป้องกันการกัดเซาะ
- ช่วยลดอัตราการพังทลายของตลิ่งแม่น้ำและชายฝั่งทะเล
5. พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยลดผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและภัยพิบัติจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
- พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะป่าพรุ ซึ่งสามารถเก็บกักคาร์บอนได้ดีกว่าป่าทั่วไป
- ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island) ในเมืองโดยช่วยรักษาอุณหภูมิให้เย็นลง
- ปรับสมดุลความชื้นในบรรยากาศ ช่วยลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน





