ข้อมูลจาก ERA5 คืออะไร

ERA5 เป็นชุดข้อมูล reanalysis ด้านสมุทรศาสตร์และชายฝั่งทะเล เช่น คลื่น ลม ที่ผลิตโดย ECMWF ซึ่งมีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างจากการวัดภาคสนามแบบทุ่นตรวจวัด ดังนี้: ข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วโลก:ERA5 ให้ข้อมูลเชิงตัวเลขในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความสูงคลื่น (significant wave height) ช่วงเวลาคลื่น (wave period) และทิศทางคลื่น ซึ่งเหมาะสำหรับงานวิจัยที่ต้องการข้อมูลที่สม่ำเสมอในระยะเวลายาวและพื้นที่กว้าง การบูรณาการข้อมูลหลายแหล่ง:เนื่องจาก ERA5 เป็นผลจากกระบวนการ reanalysis ที่รวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ (ทั้งดาวเทียมและการวัดภาคสนาม) จึงมีการประมวลผลและสมูทข้อมูลให้ได้ค่าที่ต่อเนื่องและครอบคลุม แม้ในบางพื้นที่ที่อาจไม่มีการวัดภาคสนามโดยตรง ประโยชน์สำหรับงานวิจัย:สำหรับการศึกษาการแปรรูปของคลื่น (wave transformation) ข้อมูล ERA5 สามารถใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าสภาวะขอบเขตของแบบจำลองเชิงตัวเลขหรือวิเคราะห์แนวโน้มระยะยาวของสภาพคลื่น อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ชายฝั่งที่มีรายละเอียดสูงหรือมีลักษณะเฉพาะบางประการ อาจต้องปรับเทียบกับข้อมูลภาคสนามเพื่อความแม่นยำมากขึ้น สรุปคือ ERA5 เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าและใช้งานได้ในหลายงานวิจัย แต่ควรคำนึงถึงความละเอียดและความเหมาะสมกับพื้นที่ศึกษาในการใช้งานร่วมกับข้อมูลภาคสนามเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความน่าเชื่อถือสูงสุด

Beachlover

March 17, 2025

การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำขึ้นน้ำลงต่อชายหาดส่วนหน้า (Foreshore)

งานวิจัยล่าสุดที่ใช้ข้อมูลจากงานสำรวจจำนวนมาก เผยให้เห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำขึ้นลงต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงของชายหาดส่วนหน้า (Foreshore) ที่ก่อนหน้านี้ถูกบดบังโดยปัจจัยอื่นๆ โดยกล่าวว่ากระบวนการนี้ได้รับอิทธิพลจาก ความผันผวนของระดับน้ำขึ้นน้ำลง (tidal fluctuations) พบว่า ช่วงที่มีระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่กว้างมาก (tidal range สูง) เช่น ช่วงน้ำเกิด (spring tide) และช่วงน้ำสูงสุดของรอบเดือนจันทรคติ (king tide) จะทำให้เกิดการกัดเซาะบริเวณโซนซัดฝั่งตอนบน (upper swash zone) ได้มากขึ้น แม้ว่าคลื่นจะอยู่ในสภาวะเดียวกันก็ตาม การศึกษาการติดตามชายฝั่งในอดีตยังแสดงให้เห็นว่า ระดับความสูงของชายหาดเหนือระดับน้ำเฉลี่ย มักจะอยู่ในจุดต่ำสุดหลังจากช่วงน้ำเกิดไม่กี่วันอย่างไรก็ตาม ผลกระทบหลักของกระบวนการชายฝั่งที่เกิดจากระดับน้ำขึ้นน้ำลงยังไม่สามารถแยกออกจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น คลื่น ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อจำกัดของข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้ยังไม่มีคำอธิบายที่สมบูรณ์ของกระบวนการดังกล่าว ในแง่ของผลกระทบจากระดับน้ำขึ้นน้ำลงต่อการขนส่งตะกอนและการเปลี่ยนแปลงของสัณฐานชายหาดในช่วงรอบน้ำขึ้นน้ำลงเดียว (ระหว่างช่วงน้ำขึ้นและน้ำลง) อาจได้รับอิทธิพลจาก กระบวนการแทรกซึมและไหลออกของน้ำใต้ผิวทรายบริเวณหน้าหาด  อย่างไรก็ตาม กระบวนการชายฝั่งที่เกิดขึ้นในระดับชั่วโมงยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างสมบูรณ์ เนื่องจาก ขาดข้อมูลการติดตามการเปลี่ยนแปลงสัณฐานชายฝั่งในช่วงเวลาน้อยกว่า 1 วัน เช่น ทุก 6 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาของรอบน้ำขึ้นและน้ำลง ความท้าทายที่สำคัญในอนาคต คือ การเพิ่มความถี่ของข้อมูลการติดตามชายฝั่งระยะยาว เพื่อให้สามารถศึกษากระบวนการชายฝั่งในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น ระหว่างรอบน้ำขึ้นน้ำลง และเพื่อให้เข้าใจพลวัตของชายหาดในรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

Beachlover

March 3, 2025

กำแพงกันคลื่นควรสูงเท่าไหร่?

ในการออกแบบกำแพงกันคลื่นป้องกันชายฝั่งให้ได้ความสูง (Crest Height) ที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านใน สิ่งสำคัญคือจะต้องพิจารณาความสูงของคลื่นที่อาจซัดข้ามโครงสร้าง (Overtopping) เป็นหลัก ซึ่งค่าความสูงของสันโครงสร้าง โดยทั่วไปมักจะกำหนดจากปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่ โดยทั่วไปแนวทางปฏิบัติจะเริ่มจากการคำนวณ Wave Run-up บนหน้าตัดโครงสร้างที่กำหนด จากนั้นเผื่อ Freeboard เพื่อให้ปริมาณน้ำที่ข้ามโครงสร้างสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ จึงได้ความสูงที่เหมาะสมในการป้องกันการกัดเซาะพื้นที่ด้านในอย่างมีประสิทธิภาพ

Beachlover

January 29, 2025

การกำหนดพื้นที่วิกฤติการกัดเซาะชายฝั่ง (Erosion hotspot)

พื้นที่วิกฤติการกัดเซาะชายฝั่ง หรือ Erosion Hotspot คือ บริเวณแนวชายฝั่งที่มีการเปลี่ยนแปลงของแนวชายหาดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งในเชิงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ พื้นที่เหล่านี้สามารถแสดงถึงปัญหาการกัดเซาะที่เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ เช่น คลื่น, กระแสน้ำ, หรือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล รวมถึงผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การพัฒนาชายฝั่งที่ขาดความยั่งยืน การกำหนดพื้นที่วิกฤติการกัดเซาะชายฝั่ง (erosion hotspot) ในประเทศไทยสามารถดำเนินการได้โดยใช้ขั้นตอนดังนี้: 1. เก็บข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับชายฝั่งทะเล การเก็บข้อมูลพื้นฐานเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญเพื่อให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชายฝั่ง เครื่องมือและวิธีการ: 2. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่ง วิเคราะห์อัตราการกัดเซาะและการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งในระยะยาว ผลลัพธ์: แผนที่แสดงพื้นที่ที่แนวชายฝั่งที่กัดเซาะรุนแรง และ อัตราการเปลี่ยนแปลงในเชิงตัวเลขที่บ่งบอกถึงพื้นที่เสี่ยงสูง 3. กำหนดเกณฑ์สำหรับพื้นที่วิกฤติ พื้นที่ที่ถือว่าเป็น “erosion hotspot” ควรมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน วิธีการจัดลำดับความสำคัญ: ใช้เกณฑ์หลายปัจจัย (Multi-Criteria Analysis) รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อม และสังคม 4. ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ การใช้แบบจำลองช่วยในการวิเคราะห์เชิงลึกและคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต ผลลัพธ์: คาดการณ์พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการกัดเซาะในอนาคต และแผนที่แสดงผลการจำลองในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเล 5. การมีส่วนร่วมของชุมชน การรวบรวมข้อมูลจากชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการระบุพื้นที่วิกฤติ ตัวอย่างกิจกรรม: 6. สร้างฐานข้อมูล การสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมช่วยในการติดตามพื้นที่วิกฤติ

Beachlover

January 13, 2025

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลต่อชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งทะเล อย่างไร

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (Sea Level Rise: SLR) ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการแทรกซึมของความเค็มในชั้นน้ำบาดาลชายฝั่ง (salinity intrusion) และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อทรัพยากรน้ำจืดในพื้นที่เหล่านี้ การที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้สมดุลระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มในชั้นน้ำบาดาลบริเวณชายฝั่งเสียไป ก่อให้เกิดการแทรกซึมของน้ำเค็ม (Saltwater Intrusion: SWI) มากขึ้น ปรากฏการณ์นี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยหลายประการ อาทิ โดยสรุป การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สมดุลระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็มในชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งเปลี่ยนไป นำไปสู่การแทรกซึมของน้ำเค็มมากขึ้น การเสื่อมคุณภาพน้ำ และการลดลงของปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งในระยะยาว. กลยุทธ์การบรรเทาผลกระทบ ความท้าทายและข้อพิจารณา โดยสรุป แม้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจะก่อให้เกิดภัยคุกคามสำคัญต่อชั้นน้ำบาดาลชายฝั่งผ่านการแทรกซึมของความเค็ม แต่ประสิทธิภาพของมาตรการบรรเทาผลกระทบย่อมแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนพลวัตของการแทรกซึมความเค็มที่ซับซ้อนด้วยปัจจัยธรรมชาติและกิจกรรมมนุษย์ เช่น การสูบน้ำบาดาลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมท้องถิ่นอย่างถ่องแท้และการเลือกใช้แนวทางบรรเทาที่เหมาะสมจะมีความสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจืดบริเวณชายฝั่งในระยะยาว.

Beachlover

January 6, 2025

ทำไมบ่อน้ำตื้นริมชายหาดบางแห่งจึงเป็นน้ำจืด

น้ำจืดสามารถอยู่ได้แม้ใกล้ทะเล เนื่องจากกลไกทางธรรมชาติที่ซับซ้อนของชั้นน้ำใต้ดินและปัจจัยทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถอธิบายได้ในเชิงลึกดังนี้: 1. ความแตกต่างของความหนาแน่นระหว่างน้ำจืดและน้ำเค็ม น้ำจืดมีความหนาแน่นประมาณ 1,000 kg/m³ ขณะที่น้ำเค็ม (น้ำทะเล) มีความหนาแน่นประมาณ 1,025 kg/m³ ความหนาแน่นที่แตกต่างกันนี้ทำให้น้ำจืดลอยตัวอยู่บนชั้นน้ำเค็มในดินและหิน ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับ กฎของ Ghyben-Herzberg ซึ่งอธิบายว่า ในพื้นที่ชายฝั่งสำหรับทุกความสูง 1 เมตรของชั้นน้ำจืดที่ลอยอยู่เหนือระดับน้ำทะเล จะมีน้ำจืดลึกลงไปในชั้นใต้ดินประมาณ 40 เมตร (ในดินที่ซึมน้ำได้ดี) 2. การกักเก็บน้ำจืดในชั้นดินและทราย (Aquifer) พื้นที่ชายฝั่งมักประกอบด้วยชั้นดินและทรายที่มีคุณสมบัติ ซึมน้ำได้ดี (Permeable) เช่น ทรายหยาบ กรวด หรือหินตะกอนบางชนิดน้ำฝนที่ตกลงมาจะซึมลงไปในดินผ่านกระบวนการ Recharge และสะสมตัวอยู่ในชั้นดินด้านบน ชั้นน้ำใต้ดินนี้ถูกกั้นโดยชั้นดินเหนียวหรือหินที่ น้ำซึมผ่านได้น้อย (Impermeable Layer) ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้น้ำจืดไหลลงไปผสมกับน้ำเค็มที่อยู่ลึกกว่า 3. การเคลื่อนตัวของน้ำจืดและน้ำเค็ม น้ำจืดที่สะสมในชั้นดินจะสร้างแรงดันไฮโดรลิกที่ดันน้ำเค็มออกไปในทะเล ในพื้นที่ที่มีน้ำจืดเพียงพอและมีการไหลของน้ำจืดจากแหล่งต้นน้ำ น้ำเค็มจะถูกจำกัดอยู่ที่ระดับลึกหรือพื้นที่ใกล้ทะเลเท่านั้น หากเราเติมน้ำจืด (Recharge) ปริมาณมากและต่อเนื่อง น้ำจืดจะยังคงลอยอยู่เหนือน้ำเค็มได้ แต่หากเกิดการสูบน้ำจืดมากเกินไป หรือมีการลดลงของน้ำจืดที่เติม (เช่น ในหน้าแล้ง) […]

Beachlover

January 3, 2025

โลกร้อนกับคลื่นทะเล สัมพันธ์กันยังไง?

โลกร้อนหรือภาวะโลกร้อน (global warming) ทำให้คลื่นทะเลแรงขึ้นและสูงขึ้นด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ ดังนี้: ผลของคลื่นทะเลที่รุนแรงขึ้นนี้ อาจส่งผลต่อระบบนิเวศชายฝั่ง การดำรงชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ การพัฒนาริมชายฝั่งทะเลของรัฐและเอกชนที่กำลังเกิดขึ้น ควรคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสภาวะโลกร้อนนี้ด้วย

Beachlover

November 27, 2024

เราวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลกันอย่างไร

การตรวจวัดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (SLR) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุม วิธีการดั้งเดิมเช่นเครื่องวัดน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งวัดระดับน้ำทะเลที่สัมพันธ์กับเปลือกโลก มักประสบปัญหาความท้าทาย เช่น การเกิดตะไคร่ ความเสียหายจากปัจจัยแวดล้อม และค่าบำรุงรักษาที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีข้อมูลน้อย เช่น แอนตาร์กติกา อาร์กติก และแอฟริกา โดยทั่วไป การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ อย่างไรก็ตาม มีวิธีการตรวจสอบที่ละเอียดมากขึ้น เช่น กล้องไทม์แลปส์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของแนวชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองต่อ SLR โดยจับการเปลี่ยนแปลงในแนวดิ่งของระดับน้ำทะเลด้วยความไว 1 ซม.  วิธีนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในระยะสั้นและระยะยาว โดยให้ข้อมูลที่สำคัญสำหรับการวางแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตอบสนองต่อ SLR นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบต้นแบบเครื่องวัดระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่ใช้พลังงานหมุนเวียนซึ่งต้องบำรุงรักษาต่ำ เพื่อตรวจสอบทั้งการเคลื่อนตัวของพื้นดินและระดับน้ำทะเลโดยใช้เทคนิคใหม่ เช่น GNSS-IR บนพื้นดิน ระบบเหล่านี้กำลังดำเนินการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและกำลังขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ เช่น โคลอมเบีย ซึ่งมีศักยภาพที่จะเป็นมาตรฐานระดับโลกผ่านชุมชน GLOSS โดยสรุป การตรวจสอบการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างวิธีการแบบดั้งเดิมและวิธีการแบบใหม่ รวมถึงเครื่องวัดน้ำขึ้นน้ำลง GNSS-IR การวัดระดับความสูงด้วยดาวเทียม และกล้องไทม์แลปส์ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ แบบเรียลไทม์ และครอบคลุม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เราได้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล เพื่อวางแผนบรรเทาผลกระทบของ SLR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ […]

Beachlover

August 28, 2024

พื้นที่ชายฝั่งทะเล อาจเสี่ยงภัยต่อสิ่งใดบ้างภายใต้สถานการณ์โลกรวน

นอกจากบทความนี้แล้ว สามารถอ่านเพิ่มในแบบที่ไม่เป็นวิชาการมากนักได้ที่ https://beachlover.net/น้ำทะเลล้นฝั่ง-ภัยเนิบช/ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล (SLR) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก โดยมีผลกระทบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ การใช้ที่ดิน และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม การวิจัยระบุว่าเขตชายฝั่งที่ต่ำ เช่น Karasu ในตุรกี มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ โดยมีระดับการคาดการณ์น้ำท่วม 1.40%, 6.02% และ 29.27% สำหรับสถานการณ์ SLR 1 ม., 2 ม. และ 3 ม. ภายในปี 2100 ตามลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเขตเมือง พื้นที่เพาะปลูก และป่าไม้   ในทำนองเดียวกัน ในโปรตุเกส การขยายตัวของเขตอันตราย SLR เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้น 2.1 มม./ปี ระหว่างปี 1977 ถึง 2000 และการคาดการณ์ในอนาคตคาดว่าค่า SLR จะอยู่ระหว่าง 0.74 ม. ถึง 0.81 ม. ภายในปี 2100 ภายใต้สถานการณ์ SSP5   ที่ราบชายฝั่ง […]

Beachlover

July 8, 2024

น้ำทะเลล้นฝั่ง ภัยเนิบช้าแต่มาชัวร์!

เผยแพร่ใน: https://dxc.thaipbs.or.th/post-special/น้ำทะเลล้นฝั่ง-ภัยเนิบช/ “ภัยคุกคามชายฝั่งทะเลที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือนเข็มยาวที่เดินบ่อยและเดินเร็ว แต่ภัยคุกคามจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลนั้นเหมือนเข็มสั้นที่เดินช้าแต่เดินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน” หกสิบเปอร์เซ็นต์ของเมืองริมชายฝั่งทะเลที่มีประชากรมากกว่า 5 ล้านคนนั้นตั้งอยู่ในระยะไม่เกิน 100 กิโลเมตรจากชายฝั่ง (Nicholls et al., 2007) ชายฝั่งทะเลนั้นนับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลากทางชีวภาพและเป็นหนึ่งในสิ่งแวดล้อมบนโลกที่มีความเป็นพลวัตมากที่สุด (McLean et al., 2001) และกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากทั้งธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ (Nicholls and Lowe, 2004) ทั้งยังมีความเปราะบางสูงต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (U.S.EPA, 2009) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายฝั่งทะเลในหลายมิติ เป็นต้นว่า การกัดเซาะชายฝั่ง น้ำท่วมริมชายฝั่ง พายุซัดฝั่ง การแทรกตัวของน้ำทะเลริมชายฝั่ง (Camarsa et al., 2012) โดยกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม ของผู้ที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ประโยชน์ริมชายฝั่งทะเล พื้นที่ชายฝั่งกว่า 70% ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 20% จากค่าระดับน้ำทะเลโลกเฉลี่ย รวมถึงภัยพิบัติทางทะเลที่มีแนวโน้มมากขึ้นทั้งความถี่และความรุนแรง (Core Writing Team et al., 2014) โดยนักวิทยาศาสตร์คาดเดากันว่าพื้นที่ริมมหาสมุทรแปซิฟิกจะเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมากที่สุด (Leal Filho, […]

Beachlover

May 1, 2022