คำตอบสั้นๆ คือ ใช่ น้ำทะเลสูงขึ้นจริง และวัดได้ ดาวเทียมบอกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นราว 10 เซนติเมตรนับตั้งแต่ปี 2536 (ค.ศ. 1993) และกำลังขึ้นเร็วกว่าเมื่อก่อน
เวลาพูดเรื่องน้ำทะเลสูงขึ้น (sea level rise) เรามักนึกภาพเมืองจมน้ำหรือหาดหายไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ต้องคุยกัน แต่บทความนี้ Beach Lover ขอคุยภาคข้อมูลกันก่อน ขอเก็บภาคผลกระทบไว้ตอนหน้า
โดยตอนนี้จะชวนอ่านตัวเลขก่อนว่าวัดกันอย่างไร โลกขึ้นเท่าไร ทำไมแต่ละที่ไม่เท่ากัน และอ่าวไทยของเราอยู่ตรงไหนถ้าอ่านตัวเลขเป็น เวลาเจอข่าวหรือกราฟ เราจะแยกออกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการคาดการณ์ และอะไรคือการพูดเกินจริง

วัดระดับน้ำทะเลกันอย่างไร
เรามี ไม้บรรทัดสองแบบ และสองแบบนี้วัดคนละอย่าง ต้องรู้ก่อนไม่ว่าเราจะอ่านตัวเลขไหนก็ตาม
1. สถานีวัดระดับน้ำ (tide gauge) คือเครื่องวัดที่ติดตั้งอยู่ตามท่าเรือหรือปากแม่น้ำ บันทึกระดับน้ำทุกชั่วโมงมานานหลายสิบปี บางสถานีเกินร้อยปี ข้อดีคือข้อมูลยาว แต่เครื่องวัดตั้งอยู่บนแผ่นดิน ถ้าแผ่นดินตรงนั้นทรุด เครื่องจะเห็นว่าน้ำสูงขึ้น ทั้งที่ส่วนหนึ่งคือพื้นที่จมลง ตัวเลขจากสถานีวัดระดับน้ำจึงเรียกว่า ระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ (relative sea level) คือน้ำเทียบกับแผ่นดินตรงนั้น
2. ดาวเทียมวัดความสูงผิวน้ำ (satellite altimetry) ยิงคลื่นเรดาร์ลงมาวัดความสูงผิวทะเลทั่วโลก ไม่ขึ้นกับว่าแผ่นดินทรุดหรือยก จึงได้ ระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ (absolute sea level) เริ่มวัดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2535 (ค.ศ. 1992) ด้วยดาวเทียม TOPEX/Poseidon ส่งไม้ต่อกันมาถึง Sentinel-6 Michael Freilich ที่เป็นดาวเทียมอ้างอิงหลักในปัจจุบัน
จำง่ายๆ สิ่งที่คนริมฝั่งเจอจริง = ทะเลขึ้น + แผ่นดินทรุด ตัวเลขระดับโลกบอกเราแค่ครึ่งแรก
ตัวเลขระดับโลก: ขึ้นเท่าไร และเร็วแค่ไหน
จากข้อมูลดาวเทียมกว่า 30 ปีที่ NASA วิเคราะห์ ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยโลกสูงขึ้นราว 10 ซม. ตั้งแต่ปี 2536 และ อัตราการขึ้นต่อปีเพิ่มเป็นมากกว่าสองเท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน
| ช่วง/ปี | ระดับน้ำทะเลโลกขึ้น | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อัตราที่คาดจากแนวโน้มระยะยาว | ~4.4 มม./ปี | คำนวณจากแนวโน้มตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 |
| ปี 2025 | 0.8 มม. | ต่ำกว่าปกติ เพราะลานีญาเกือบทั้งปี |
| ปี 2024 | 5.9 มม. | สูงกว่าที่คาด ส่วนใหญ่มาจากน้ำทะเลร้อนแล้วขยายตัว |
ปีหนึ่งขึ้นมาก ปีหนึ่งขึ้นน้อย เป็นเรื่องปกติ เหมือนน้ำหนักตัวที่แกว่งรายวัน สิ่งที่ต้องดูคือ แนวโน้มหลายสิบปี ไม่ใช่ตัวเลขปีเดียว ปี 2025 ที่ขึ้นน้อยไม่ได้แปลว่าปัญหาจบแล้ว NASA อธิบายว่าช่วงลานีญาฝนตกลงบนแผ่นดินมาก น้ำถูกพักไว้บนบกชั่วคราว ระดับทะเลจึงขึ้นช้าลงเป็นพักๆ
ถ้าเฉลี่ยตรง ๆ ทั้งช่วง 1993–2025 จะได้ราว 3.2 มม./ปี (ตรงกับตัวเลข Global Trends ของ NOAA ในหัวข้อถัดไป) แต่อัตรา ตอนนี้สูงกว่านั้น เพราะเส้นมันโค้งขึ้น ไม่ใช่เส้นตรง ค่าเฉลี่ยจึงมักบอกต่ำกว่าความเร็วปัจจุบัน เมื่อมองย้อนไกลกว่านั้น IPCC ประเมินว่าระหว่างปี 1900 ถึงช่วงปี 1995–2014 ระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นแล้วราว 16 ซม.
ทำไมน้ำทะเลถึงสูงขึ้น
ระดับโลกมีสาเหตุหลักแค่สองอย่าง ส่วนระดับท้องถิ่นมีตัวแปรเพิ่มเข้ามา
1.น้ำทะเลร้อนแล้วขยายตัว (thermal expansion) เหมือนน้ำในกาที่ต้มแล้วล้นขึ้นมา มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินจากโลกร้อนไว้เกือบทั้งหมด เมื่ออุณหภูมิน้ำร้อนขึ้น ความหนาแน่นของน้ำลดลง น้ำจึงพองตัว
2.น้ำแข็งบนบกละลายลงทะเล ทั้งธารน้ำแข็งภูเขาและแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์กับแอนตาร์กติกา ส่วนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเลแล้ว เช่น น้ำแข็งขั้วโลกเหนือ ละลายไปก็แทบไม่ทำให้น้ำขึ้น เหมือนน้ำแข็งในแก้วที่ละลายแล้วน้ำไม่ล้น
สัดส่วนของสองสาเหตุนี้เปลี่ยนได้ ในช่วงหลายปีหลัง น้ำแข็งละลายเป็นตัวหลักราวสองในสาม แต่ปี 2024 กลับกัน การขยายตัวของน้ำร้อนกลายเป็นตัวหลักราวสองในสาม
นอกจากนั้นยังมีตัวแปรท้องถิ่น ที่ทำให้ sea level rise ของแต่ละชายฝั่งไม่เท่ากัน เช่น 1.แผ่นดินทรุดหรือยก จากการสูบน้ำบาดาล การทับถมของดินเลนปากแม่น้ำ หรือแผ่นดินไหว 2.ลมและกระแสน้ำ ที่ดันน้ำไปกองฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรเป็นปี ๆ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญา 3.น้ำบนบก เช่น ปีที่ฝนตกหนักบนแผ่นดิน น้ำค้างอยู่บนบก ทะเลก็ขึ้นช้าลงชั่วคราว
ลองอ่านกราฟจริง: ท่าเรืออัปรา เกาะกวม
NOAA มีเครื่องมือฟรีชื่อ Sea Level Calculator ให้ดูแนวโน้มระดับน้ำทะเลรายสถานี โดยเมื่อเราเลือกสถานีแล้วจะได้กราฟแบบภาพนี้ Beach Lover ขอชวนอ่านไปพร้อมกันทีละเส้น

- เส้นสีฟ้า คือระดับน้ำเฉลี่ยรายเดือนที่สถานีวัดได้จริง ตั้งแต่ปี 1948 สังเกตว่ามันแกว่งขึ้นลงหลายสิบเซนติเมตร บางช่วงดิ่งลงแรง (เช่น ต้นทศวรรษ 1970 และปลายทศวรรษ 1990) ซึ่งตรงกับช่วงเอลนีโญที่น้ำในแปซิฟิกตะวันตกลดลงชั่วคราว
- เส้นสีแดง คือเส้นตรงที่ลากผ่านข้อมูลทั้งหมด (linear trend) บอกความชันเฉลี่ย ส่วนแถบแดงรอบเส้นคือช่วงความไม่แน่นอน
- เส้นม่วงหยัก คือค่าเฉลี่ยรายปีของทั้งภูมิภาคหมู่เกาะแปซิฟิก และ เส้นม่วงเรียบ ที่ยื่นไปถึงปี 2050 คือแนวโน้มภูมิภาคที่ลากต่อไปข้างหน้า
ตัวเลขสามกล่องใต้กราฟบอกเรื่องอะไร
| ระดับ | ช่วงเวลา | ขึ้นรวม | อัตรา |
|---|---|---|---|
| สถานีอัปรา (วัดเทียบกับแผ่นดิน) | 1948–2025 | 0.41 ม. | 5.37 มม./ปี |
| หมู่เกาะแปซิฟิก | 1993–2025 | 0.10 ม. | 3.22 มม./ปี |
| ค่าเฉลี่ยโลก | 1993–2025 | 0.10 ม. | 3.20 มม./ปี |
ที่สถานีวัดน้ำอัปรา อัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอยู่ราว 5.4 มม./ปี สูงกว่าโลกเกือบสองเท่า ส่วนต่างนี้คือเรื่องเฉพาะถิ่นล้วนๆ เช่น การเคลื่อนตัวของแผ่นดินบริเวณสถานี และการแกว่งของน้ำในแปซิฟิกตะวันตก การจะบอกว่าส่วนไหนมาจากอะไร ต้องมีข้อมูลการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน (เช่น GNSS) มาประกอบ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาส่วนปลายของกราฟจะเห็นว่าเส้นฟ้าช่วงหลังปี 2010 ลอยอยู่เหนือเส้นแดงเกือบตลอด แปลว่าความเร็วตอนนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งช่วง
แล้วทะเลไทย ทะเลขึ้น + แผ่นดินทรุด เป็นเท่าไหร่?
จากงานศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ทะเลไทยขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก และในบางจุด แผ่นดินทรุดคือตัวเร่งสำคัญที่สุด โดยภาพรวมอ่าวไทย Sojisuporn และคณะ ใช้ข้อมูลสถานีวัดระดับน้ำ 13 สถานีรอบอ่าวไทย ช่วงปี 1985–2009 พบว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคขึ้นราว 5 มม./ปี และชี้ว่าการทรุดตัวของแผ่นดินบริเวณปากแม่น้ำที่ตั้งสถานี มีส่วนสำคัญทำให้ตัวเลขสูง
มีอีกงานศึกษาที่ไม่แน่ใจที่มาใช้ข้อมูลปี 2005–2023 ร่วมกับดาวเทียมและ GNSS ช่วยแยกระดับน้ำทะเลขึ้นออกจากแผ่นดินทรุดตามนี้
| ข้อมูล | อ่าวไทย | อันดามัน |
|---|---|---|
| สถานีวัดระดับน้ำ (รวมดินทรุดแล้ว) | 3.7 ถึง 14.6 มม./ปี | เกาะตะเภาน้อย (ภูเก็ต) 12.9 มม./ปี · ตำมะลัง (สตูล) −2.1 มม./ปี |
| ดาวเทียมวัดผิวน้ำ (ทะเลขึ้นล้วน ๆ) | 4.7 ถึง 6.2 มม./ปี | 3.2 ถึง 3.5 มม./ปี |
จากตารางนี้พบว่า ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยขึ้นราว 5–6 มม./ปี ซึ่งก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอยู่แล้ว แต่ที่บางสถานีวัดได้ถึง 14 มม./ปี ส่วนเกินนั้นมาจาก แผ่นดินที่ตั้งของสถานีทรุดตัวลง ในทางกลับกัน สถานีที่แผ่นดินยกตัว ตัวเลขก็อาจออกมาติดลบได้

ในส่วนของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงปี 1978–1981 การสำรวจพบพื้นที่ทรุดเกิน 10 ซม./ปี จากการสูบน้ำบาดาล หลังมีการควบคุมจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล อัตรานี้ลดลงมาเหลือราว 2–3 ซม./ปี และจากการวัดด้วยดาวเทียมเรดาร์ช่วงปี 2016–2019 พบพื้นที่ราว 1,700 ตร.กม. ทรุดเฉลี่ยประมาณ 9 มม./ปี และบางจุดเกิน 20 มม./ปี เทียบกับทะเลที่ขึ้นราว 5 มม./ปี จะเห็นว่าในหลายพื้นที่ทรุดตัวลงเร็วกว่าระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น
ข้อความสำคัญที่ Beach Lover อยากชวนคิดคือ ระดับน้ำทะเลขึ้นเป็นเรื่องระดับโลกที่เราควบคุมเองไม่ได้ แต่แผ่นดินทรุดเป็นเรื่องที่เราจัดการได้ และที่ผ่านมาเราก็ทำได้สำเร็จมาแล้ว
อนาคต IPCC คาดว่าจะขึ้นอีกเท่าไร?
ภายในปี 2100 ระดับน้ำทะเลโลกน่าจะสูงขึ้นอีกราว 0.3 ถึง 1 เมตร ขึ้นกับว่าโลกจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากแค่ไหน จากรายงานของ IPCC AR6 คาดการณ์ตามฉากทัศน์ (scenario) ของการปล่อยก๊าซ ตัวเลขด้านล่างเทียบกับระดับเฉลี่ยปี 1995–2014 และเป็นช่วงที่น่าจะเกิด
| ฉากทัศน์ | ปี 2050 | ปี 2100 |
|---|---|---|
| ปล่อยก๊าซต่ำมาก (SSP1-1.9) | 0.15–0.23 ม. | 0.28–0.55 ม. |
| ปล่อยก๊าซสูงมาก (SSP5-8.5) | 0.20–0.29 ม. | 0.63–1.01 ม. |
สามเรื่องที่อ่านได้จากตารางนี้
- ถึงปี 2050 ทุกฉากทัศน์ใกล้กันมาก ราว 15–30 ซม. แปลว่าน้ำทะเลที่จะขึ้นในอีก 25 ปีข้างหน้า “ถูกล็อกไว้แล้ว” ไม่ว่าจะลดก๊าซได้แค่ไหน เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ของการปรับตัว
- หลังปี 2050 ทางเลือกของเราเริ่มมีผล ปี 2100 ฉากทัศน์ปล่อยสูงอาจขึ้นเกือบสองเท่าของฉากทัศน์ปล่อยต่ำ
- ยังมีความเสี่ยงที่ IPCC เองก็ระบุไว้ว่าถ้าแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกพังตัวเร็วกว่าที่แบบจำลองวิเคราะห์ได้ แม้จะมีโอกาสต่ำแต่ก็อาจเกิดขึ้นได้ จะส่งผลให้อัตราการคาดการณ์ไว้ในฉากทัศน์ปล่อยสูงอาจเพิ่มได้อีกเกินหนึ่งเมตรภายในปี 2100
สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ตัวเลขเหล่านี้คือ ค่าเฉลี่ยโลก หากมีแผ่นดินทรุดต้องบวกการทรุดเข้าไปเองอีกชั้นหนึ่ง
ตอนหน้า ตัวเลขไม่กี่เซนติเมตรนี้จะแปลเป็นอะไรบนชายหาด ทั้งการกัดเซาะ น้ำท่วม และพายุซัดฝั่ง