ภาพรวมการกัดเซาะชายหาดทรายทั่วโลก

บทความภาษาไทยนี้แปลมาจากบางส่วนของบทความวิจัยเต็มของ TUDelft ในปี 2018 ซึ่ง Beach Lover เห็นว่าเป็นผลงานที่น่าสนใจ ที่กล่าวถึงภาพรวมของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลทั่วโลก ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านฉบับเต็มได้จาก

Luijendijk, A., Hagenaars, G., Ranasinghe, R., Baart, F., Donchyts, G., & Aarninkhof, S. (2018). The State of the World’s Beaches. Scientific Reports, 8(1), [6641 ]. https://doi.org/10.1038/s41598-018-24630-6

*************

ปรากฏการณ์การกัดเซาะชายหาดทรายเริ่มเป็นที่สังเกตอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 หลังจากการศึกษาของกลุ่มนักวิจัยจาก International Geographical Union (ระหว่างปี 1972–1976) และคณะกรรมาธิการว่าด้วยสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง (1976–1984) ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คนจาก 127 ประเทศทั่วโลก ผลการสำรวจในครั้งนั้นระบุว่า ประมาณ 70% ของชายหาดทรายทั่วโลกกำลังถูกกัดเซาะ, มีเพียง 10% ที่มีการสะสมตัวของทราย, และอีก 20% มีสภาพค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ได้มาจากการสัมภาษณ์ จึงถือว่าเป็นการประเมินเชิงคุณภาพมากกว่าการวัดจริง และอาจไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายฝั่งที่ห่างไกลหรือไม่มีผู้คนอยู่อาศัย เพราะวิธีการที่ใช้มีความเอนเอียงอยู่พอสมควร

งานวิจัยฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่สามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงของชายหาดทรายทั่วโลกในเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบ ด้วยข้อมูลที่ทันสมัย โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ (เช่น การกัดเซาะหรือสะสมตัวของทรายแบบต่อเนื่องตลอดหลายสิบปี)

การกระจายตัวของชายหาดทรายทั่วโลก โดยแต่ละจุดแสดงเปอร์เซ็นต์ของชายฝั่งที่เป็นหาดทรายในแต่ละพื้นที่ สีเหลือง หมายถึง บริเวณที่มีหาดทราย สีน้ำตาลเข้ม หมายถึง บริเวณที่ไม่มีหาดทราย (เป็นชายฝั่งประเภทอื่น เช่น โขดหิน หรือป่าชายเลน)

การกัดเซาะชายหาดสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับเวลา เช่น ในกรณีที่เกิดพายุใหญ่ หาดอาจถูกกัดเซาะอย่างรวดเร็วในระยะสั้น และตามมาด้วยการสะสมตัวของทรายในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ในภาพรวมไม่มีการเปลี่ยนแปลงถาวร แต่ถ้ามีการขาดแคลนตะกอนอย่างต่อเนื่อง เช่น ตะกอนจากแม่น้ำลดลง หรือการไหลของทรายตามแนวชายฝั่งมีความผิดปกติ ก็อาจทำให้เกิดการกัดเซาะเรื้อรังได้

การวิเคราะห์ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ “การกัดเซาะเรื้อรัง” หรือ “การสะสมเรื้อรัง” เป็นหลัก ถึงปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ใช้จำแนกอัตราการเปลี่ยนแปลงของชายหาดที่เป็นเรื้อรัง จึงมักใช่วิธีวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อประเมินความเร็วในการกัดเซาะหรือปริมาณการสูญเสียทราย

ในการศึกษานี้ผู้วิจัยได้ใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม (SDS) ที่มีความแม่นยำสูง (ประมาณ 0.5 พิกเซล) และช่วงเวลาการศึกษา 30 ปี ทำให้สามารถจัดกลุ่มการเปลี่ยนแปลงของชายหาดตามอัตราได้อย่างละเอียด โดยกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนทุก 0.5 เมตรต่อปี

ผู้วิจัยได้นำแนวทางของ Esteves และ Finkl มาใช้ พร้อมทั้งเพิ่มหมวดหมู่สำหรับพื้นที่ที่กัดเซาะรุนแรงมาก ดังนี้:

ประเภทการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์อัตราการเปลี่ยนแปลง
การสะสมตัวของทรายมากกว่า 0.5 เมตรต่อปี
คงที่ระหว่าง -0.5 ถึง 0.5 เมตรต่อปี
การกัดเซาะระหว่าง -1 ถึง -0.5 เมตรต่อปี
การกัดเซาะรุนแรงระหว่าง -3 ถึง -1 เมตรต่อปี
การกัดเซาะรุนแรงมากระหว่าง -5 ถึง -3 เมตรต่อปี
การกัดเซาะขั้นวิกฤติมากกว่า -5 เมตรต่อปี

ผลการประเมินสถานการณ์การกัดเซาะชายหาดทรายทั่วโลก

การประเมินของเราพบว่า 24% ของชายหาดทรายทั่วโลก มีการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 0.5 เมตรต่อปี ตลอดช่วงปี 1984–2016 ในขณะที่ 27% ของชายหาดทราย มีการสะสมตัวของทรายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ประมาณ 16% ของชายหาดทราย มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 1 เมตรต่อปี และ 18% ของชายหาดทราย มีการสะสมตัวของทรายในอัตรามากกว่า 1 เมตรต่อปี

การกัดเซาะเรื้อรัง (มากกว่า -0.5 เมตรต่อปี) พบได้ทั่วโลก โดยไม่มีความแตกต่างมากนักในแต่ละละติจูด
โดยทั่วไป พบว่า 30–40% ของชายหาดทรายในแต่ละละติจูด มีแนวโน้มการกัดเซาะ และบริเวณที่มีอัตราการกัดเซาะสูงที่สุด (ถึง 50%) คือบริเวณ ใต้เส้นศูนย์สูตรเล็กน้อย ใกล้ปากแม่น้ำอเมซอน ซึ่งมีการสูญเสียพื้นที่ดินขนาดใหญ่

ในบางพื้นที่ พบอัตราการกัดเซาะที่รุนแรงขึ้นอีก เช่น ประมาณ 7% ของชายหาดทราย ทั่วโลกมีอัตราการกัดเซาะในระดับ “รุนแรง” ประมาณ 4% ของชายฝั่งทราย มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 5 เมตรต่อปี และประมาณ 2% ของชายฝั่งทราย มีอัตราการกัดเซาะมากกว่า 10 เมตรต่อปี

ในทางกลับกัน บางพื้นที่มีการสะสมตัวของทรายอย่างชัดเจน เช่น 8% ของชายหาดทราย มีการสะสมตัวในอัตรามากกว่า 3 เมตรต่อปี 6% มีการสะสมมากกว่า 5 เมตรต่อปี และ 3% มีการสะสมมากกว่า 10 เมตรต่อปี

หากดูในภาพรวมระดับทวีป

ออสเตรเลีย และ แอฟริกา เป็นสองทวีปที่โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มถูกกัดเซาะสุทธิ (เฉลี่ย −0.20 เมตรต่อปี และ −0.07 เมตรต่อปี ตามลำดับ) ส่วนทวีปอื่นๆ โดยรวมมีแนวโน้มการสะสมตัวของทราย ทวีปที่มีการสะสมตัวของทรายสูงที่สุดคือ เอเชีย (เฉลี่ย 1.27 เมตรต่อปี) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากโครงการถมทะเลขนาดใหญ่ เช่น ในประเทศจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

โดยรวมแล้ว ชายหาดทั่วโลกมีการขยายตัวเฉลี่ย 0.33 เมตรต่อปี ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา รวมพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นถึง ประมาณ 3,663 ตารางกิโลเมตร

แผนที่แสดงจุดวงกลมสีต่างๆตามแนวชายฝั่ง วงกลมสีแดงหมายถึงพื้นที่ที่เกิดการกัดเซาะของชายหาด วงกลมสีเขียวหมายถึงพื้นที่ที่เกิดการสะสมตัวของทราย

สถานการณ์ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติชายฝั่ง

ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลชายฝั่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “เขตอนุรักษ์ธรรมชาติทางทะเล” (Marine Protected Areas – MPA) ตามฐานข้อมูลของ World Database on Protected Areas (WDPA) ซึ่งถือเป็นฐานข้อมูลพื้นที่อนุรักษ์ที่ครอบคลุมที่สุดในโลก

ผลการวิเคราะห์พบว่า 32% ของแนวชายฝั่งที่เป็นเขตอนุรักษ์ เป็นชายหาดทราย ในจำนวนนั้น 37% กำลังถูกกัดเซาะ ด้วยอัตรามากกว่า 0.5 เมตรต่อปี และ 32% มีการสะสมตัวของทราย โดยอัตราการกัดเซาะในพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับการอนุรักษ์ชายฝั่ง

**********

Beach Lover จะนำส่วนอื่นๆของบทความนี้ที่น่าสนใจมาถ่ายทอดอีกในโอกาสถัดไป…โปรดติดตาม