50 ปีของงานวิจัยที่ถูกเมิน: เมื่อศาลตัดสินให้เจ้าของบ้านสร้างกำแพงกันคลื่นเองได้

ที่มาข่าว: https://www.abc.net.au/news/2026-08-05/beach-erosion-expert-claims-research-ignored/106746240

วิศวกรชายฝั่งในออสเตรเลียชื่อ Angus Gordon เป็นผู้ร่วมร่างกฎหมายคุ้มครองชายฝั่งฉบับแรกของรัฐนิวเซาท์เวลส์เมื่อปี 1978 และร่วมปรับปรุงฉบับแก้ไขในปี 2016 ด้วย พูดง่ายๆ คือหลักการจัดการการกัดเซาะชายฝั่งของรัฐนี้ มีลายมือของเขาอยู่แทบทุกหน้า

เดือนกรกฎาคม 2569 ศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อมของรัฐนิวเซาท์เวลส์ตัดสินว่า เจ้าของบ้านริมหาดที่ The Entrance North มีสิทธิตามกฎหมายในการสร้างกำแพงกันคลื่นยาว 90 เมตรเพื่อป้องกันบ้านของตัวเอง กอร์ดอนเรียกคำตัดสินนี้ว่าเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย และบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ คือสิ่งที่เขากับเพื่อนร่วมงานเตือนไว้แล้วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970

รายงานปี 1978 ที่เขียนไว้ล่วงหน้า 48 ปี

ปีนั้น กรมโยธาธิการรัฐนิวเซาท์เวลส์ว่าจ้างคณะผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงกอร์ดอน ให้ศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งช่วง Byron Bay–Hastings Point หลังปัญหาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในทศวรรษก่อนหน้า ข้อสรุปของรายงานฉบับนั้นสั้นและคม นั่นคือ การแก้ปัญหาเฉพาะจุดของแต่ละราย ไม่เพียงไม่ได้ผล แต่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดปัญหาเพิ่มขึ้นในที่อื่น

คณะผู้ศึกษายังพบด้วยว่ามาตรการอย่างรอดักทรายและการเติมทรายให้ผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น พร้อมเสนอว่าบางพื้นที่ควรปล่อยไว้โดยไม่พัฒนา และบางพื้นที่ควรวางแผนถอยร่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนะนำให้ท้องถิ่นควบคุมการพัฒนาในระยะ 1 กิโลเมตรจากชายฝั่ง และระบุชัดว่าใครที่ฝ่าฝืน ต้องรับความเสี่ยงเอง

Beach Lover ขอชวนคิดว่า นี่คือหลักการเดียวกับที่นักวิชาการชายฝั่งไทยพูดกันทุกวันนี้ ต่างกันแค่ว่าออสเตรเลียเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2521

เมื่อรัฐเองก็ทำสวนทางกับที่ตัวเองแนะนำ

สิ่งที่ทำให้กอร์ดอนผิดหวังไม่แพ้คำตัดสินของศาล คือการที่หน่วยงานที่ดินของรัฐเอากระสอบทรายไปวางที่หาด Clarkes Beach ในไบรอนเบย์ เพื่อพยุงเนินทรายที่ถูกกัดเซาะหน้ารีสอร์ตซึ่งรัฐเป็นเจ้าของเอง ทั้งที่ข้อเสนอเดิมของเขาคือให้ย้ายสิ่งปลูกสร้างถอยห่างจากแนวชายฝั่ง แล้วปล่อยให้ธรรมชาติทำงานของมัน

เขามองว่าหน่วยงานรัฐควรเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แต่กลับกำลังบั่นทอนโอกาสที่จะได้ทางออกจริงๆ และเงินภาษีกำลังถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่ควรทำ หลังทำงานเรื่องนี้มา 50 ปี ข้อสรุปของเขาแข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ ว่าออสเตรเลียควรประกาศเป็นนโยบายระดับชาติไปเลยว่า ประชาชนใช้ประโยชน์จากชายฝั่งได้ตราบเท่าที่มันยังอยู่ แต่เจ้าของที่ดินไม่มีสิทธิสร้างโครงสร้างป้องกันทรัพย์สินของตัวเอง

แต่ฝั่งเจ้าของบ้านก็มีเหตุผลของเขา

ความจริงอีกด้านหนึ่งก็คือ คริส ร็อดเจอร์ส ประธานสมาคมปกป้อง Wamberal บอกว่าพวกเขาต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างน้อย 7 ปี เขาเคยถูกอพยพออกจากบ้านตัวเองนานสองเดือนครึ่ง และวันนี้ก็ยังอยู่ในสถานะเดิม

สำหรับเขา การถอยร่นแบบมีแผน (planned retreat) ไม่ใช่ทางเลือกที่ทำได้จริง และควรถูกตัดออกจากโต๊ะเจรจา เพราะมีแต่จะยืดเวลาสิ่งที่ควรทำให้ช้าออกไป กลุ่มของเขาต้องการเขื่อนหินทิ้งแบบถาวร และยืนยันว่าเจ้าของที่ดินยินดีจ่ายค่าก่อสร้างเอง และนี่คือหัวใจของความขัดแย้ง ฝ่ายหนึ่งมองภาพชายหาดทั้งระบบในระยะ 50 ปี อีกฝ่ายมองบ้านหลังเดียวที่กำลังจะพังในฤดูมรสุมหน้า และทั้งสองฝ่ายไม่มีใครผิด

กฎหมายที่เขียนขึ้นตอนที่ชายฝั่งยังไม่ขยับ

ศาสตราจารย์ทิม สมิธ จาก Southern Cross University เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยชื่อ Beach law in the anthropocene ในวารสาร Ocean & Coastal Management เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 เขาทบทวนระบบกฎหมายทั่วโลกแล้วพบว่า สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลมักมีน้ำหนักเหนือประโยชน์สาธารณะ

เหตุผลอยู่ที่รากของระบบกฎหมายเอง คือกฎหมายจารีตประเพณีตั้งสมมติฐานว่าชายฝั่งมีเสถียรภาพ และเส้นแบ่งกรรมสิทธิ์ริมทะเลตรึงอยู่กับที่ได้ แต่เมื่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น สมมติฐานนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป

คำถามที่เขาบอกว่าถึงเวลาต้องคุยกันจริงจัง คือเราอยากให้พื้นที่ชายฝั่งในอนาคตหน้าตาเป็นอย่างไร และใครควรถือสิทธิและความรับผิดชอบสูงสุดเหนือผืนดินเหล่านี้ ระหว่างสิทธิเอกชนกับสิทธิสาธารณะ และระหว่างสิทธิของคนกับสิทธิของธรรมชาติ

ย้อนกลับมาที่บ้านเรา

ข่าวนี้อ่านแล้วเหมือนอ่านเรื่องของไทย เพียงแต่เปลี่ยนชื่อสถานที่ ตามที่ Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับผลกระทบของโครงสร้างป้องกันชายฝั่งไปแล้วมากมาย เรามีรายงานและงานวิจัยที่ชี้ตรงกันมานานว่าโครงสร้างทางวิศวกรรมเฉพาะจุดจะผลักปัญหาไปยังหาดถัดไป เรามีกรณีที่หาดหนึ่งได้กำแพง แล้วหาดข้างเคียงเริ่มถูกกัดเซาะตามมาในอีกไม่กี่ปี และเราก็มีคำถามค้างคาเรื่องกลไกกำกับดูแลโครงการป้องกันชายฝั่ง ว่ารัดกุมพอหรือยัง

สิ่งที่กรณีออสเตรเลียเพิ่มเข้ามาและน่าคิดมาก คือมิติของ ศาล เพราะเมื่อการกัดเซาะกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างเจ้าของบ้านกับรัฐ ผู้ตัดสินอาจไม่ใช่วิศวกรชายฝั่งหรือนักนิเวศวิทยาอีกต่อไป แต่เป็นผู้พิพากษาที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิในทรัพย์สินกับหลักวิชาการ และงานวิจัยเมื่อ 48 ปีก่อนไม่ได้มีน้ำหนักโดยอัตโนมัติในห้องพิจารณาคดี

คำถามสำหรับเราจึงไม่ใช่แค่ว่า “ควรสร้างกำแพงตรงไหน” แต่คือ ใครควรเป็นคนตัดสิน และตัดสินบนฐานข้อมูลชุดไหน