ที่มาข่าว: https://en.antaranews.com
เดือนกันยายนปี 2569 อินโดนีเซียจะเริ่มลงเสาเข็มโครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็นงานวิศวกรรมชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Giant Sea Wall หรือกำแพงกันคลื่นยักษ์ ทอดยาวจากจังหวัดบันเตินทางตะวันตก ไปจนถึงเกรสิกในชวาตะวันออก ระยะทางรวมประมาณ 500 กิโลเมตร มูลค่าโครงการที่ประเมินไว้อยู่ที่ราว 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 2.8 ล้านล้านบาท เฉพาะเฟสแรกในอ่าวจาการ์ตาก็ใช้งบประมาณ 8,000–10,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศกลางสภาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเริ่มโครงการนี้ให้ได้ในสมัยของตน พร้อมยอมรับตรงๆ ว่าโครงการจะใช้เวลา 15–20 ปี และเขาเองก็ไม่รู้ว่าประธานาธิบดีคนไหนจะได้เป็นคนตัดริบบิ้น
ทำไมชวาถึงต้องสร้างกำแพง
พื้นที่ชายฝั่งเหนือของชวามีประชากรอาศัยอยู่ราว 50 ล้านคน และหลายเมือง เช่น จาการ์ตา เซอมารัง เดอมัก เกินดัล กำลังเผชิญปัญหาสองทางพร้อมกัน คือ น้ำทะเลสูงขึ้น และ แผ่นดินทรุดตัว ตัวเลขการทรุดตัวในบางพื้นที่อยู่ที่ 5–20 เซนติเมตรต่อปี นั่นหมายความว่าในบางจุดของชายฝั่งชวา แผ่นดินทรุดเร็วกว่าน้ำทะเลขึ้นถึง 50 เท่า สิ่งที่ชาวบ้านเห็นว่าเป็น น้ำท่วมมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของทะเลฝ่ายเดียว แต่คือเมืองที่กำลังจมลงไปหาทะเล
https://www.thejakartapost.com/opinion/2026/05/21/the-giant-sea-wall-project-climate-adaptation-or-a-costly-folly
คำถามทางวิศวกรรมเริ่มน่าสนใจคือ “กำแพงหยุดน้ำได้ แต่หยุดการทรุดตัวไม่ได้” โดยสาเหตุหลักของการทรุดตัวในชวาคือการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้อย่างหนัก เมื่อดึงน้ำออกจากชั้นดินตะกอน ดินก็อัดตัวและยุบลง
ประเด็นคือ กำแพงกันคลื่นไม่ได้แก้เรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย กำแพงกั้นน้ำจากภายนอกไม่ให้เข้ามา แต่ไม่ได้ทำให้เมืองที่อยู่ข้างในหยุดจม ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเมืองค่อย ๆ กลายเป็นแอ่งกระทะที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากขึ้นเรื่อย ๆ และต้องพึ่งพากำแพงกับระบบสูบน้ำอย่างถาวร ความเสียหายเมื่อระบบล้มเหลวสักครั้งเดียวก็จะรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
วิศวกรรมชายฝั่งเรียกสภาวะนี้ว่า levee effect หรือการที่ยิ่งป้องกันดีคนยิ่งรู้สึกปลอดภัย ยิ่งลงทุนหนาแน่นในพื้นที่เสี่ยง และเมื่อโครงสร้างล้มเหลว ความเสียหายก็ยิ่งมหาศาล
รัฐบาลอินโดนีเซียเองก็รู้เรื่องนี้ จึงมีการพูดถึงการผสมผสานคันดินชายฝั่ง กำแพงกันคลื่น และแนวทางธรรมชาติอย่างการปลูกป่าชายเลนเข้าด้วยกัน ผู้ว่าฯ จาการ์ตายังขอด้วยว่าอย่าให้โครงสร้างเป็นแค่กำแพงคอนกรีต แต่ควรมีสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวรวมอยู่ด้วย

เสียงที่ยังไม่ได้ยินชัด
ภาคประชาสังคมอินโดนีเซียตั้งคำถามหลายข้อ เป็นต้นว่า โครงการขนาดนี้ต้องใช้ทรายและหินมหาศาล ซึ่งหมายถึงการดูดทรายที่จะไปสร้างปัญหาที่อื่น การก่อสร้างอาจทำลายป่าชายเลนที่มีอยู่เดิม และกระทบวิถีชีวิตชุมชนประมงโดยตรง มีความกังวลว่าโครงการจะไปซ้ำเติมความเสียหายทางนิเวศที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่แล้ว อีกคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัด คือ ใครจะจ่ายค่าบำรุงรักษาในระยะยาว โครงสร้างที่มีอายุใช้งานหลายสิบปีต้องการงบซ่อมบำรุงต่อเนื่อง ซึ่งมักไม่ถูกนับรวมในตัวเลขที่ประกาศตอนเปิดโครงการ
แล้วประเทศไทยมองอะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง
ประเทศไทยไม่ได้มีโครงการขนาด 500 กิโลเมตร แต่เรามีสิ่งที่คล้ายกันในเชิงตรรกะ
1. ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน โดยเฉพาะสมุทรปราการ สมุทรสาคร และกรุงเทพฯ ก็เผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาลเช่นเดียวกัน เพียงแต่เราควบคุมการสูบน้ำบาดาลได้เร็วกว่า อัตราการทรุดจึงชะลอลงมาก บทเรียนนี้อินโดนีเซียกำลังเรียนรู้ทีหลัง และแพงกว่ามาก
2. คำถามที่ควรถามกับทุกโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ไม่ว่าจะยาว 500 กิโลเมตรหรือ 500 เมตร คือคำถามชุดเดียวกัน โครงสร้างนี้แก้ที่อาการหรือแก้ที่สาเหตุ ผลกระทบต่อพื้นที่ถัดไปคืออะไร ใครได้ประโยชน์และใครรับภาระ และมีแผนดูแลต่อเนื่องอีกกี่ปี
3. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในข่าวนี้ไม่ใช่ขนาดของกำแพง แต่คือการที่รัฐบาลอินโดนีเซียเริ่มพูดถึงการผสมโครงสร้างทางวิศวกรรมเข้ากับป่าชายเลน นั่นคือการยอมรับกลายๆ ว่ากำแพงคอนกรีตอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ
การเดิมพันครั้งนี้ใช้เวลา 20 ปีกว่าจะรู้ผล และเราจะได้เห็นคำตอบก่อนใครเพราะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน คำถามคือ เราจะรอดูผล หรือจะเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนี้

