ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 หลายพื้นที่ในภาคกลางต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำหลากและน้ำท่วม เรามักเห็นข่าวการเร่งระบายน้ำลงแม่น้ำและคลองสายต่างๆ เพื่อให้น้ำไหลออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด แต่เคยสงสัยไหมว่า เมื่อน้ำไหลลงทะเลแล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ?
ภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA ที่เผยแพร่โดย National Geographic Thailand แสดงให้เห็นมวลน้ำสีแตกต่างกันบริเวณอ่าวไทยตอนบน หรือที่เรียกกันว่า “อ่าวตัว ก.” โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำสำคัญ ได้แก่ แม่น้ำแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา และบางปะกง
ภาพลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งของธรรมชาติ นั่นคือ แม่น้ำไม่ได้พาเฉพาะน้ำลงทะเล แต่ยังพาตะกอนและสารต่างๆ จากแผ่นดินลงไปด้วย

ทำไมน้ำทะเลบริเวณปากแม่น้ำจึงมีสีต่างกัน?
เมื่อฝนตกหนัก น้ำไหลบ่าผ่านพื้นดิน พื้นที่เกษตรกรรม และลำน้ำต่างๆ จะพัดพาเอาดิน ทรายแป้ง โคลน และสารอินทรีย์ติดมาด้วย ตะกอนขนาดเล็กเหล่านี้บางส่วนลอยอยู่ในน้ำ เราเรียกว่า ตะกอนแขวนลอย เมื่อน้ำจืดจากแม่น้ำไหลออกสู่ทะเล จะเกิดการแผ่กระจายของมวลน้ำที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากน้ำทะเลโดยรอบ เรียกว่า River Plume ซึ่งอาจมองเห็นเป็นแถบน้ำสีน้ำตาล เหลือง หรือเขียวจากภาพถ่ายดาวเทียม
อย่างไรก็ตาม สีของน้ำไม่ได้เกิดจากตะกอนเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับแพลงก์ตอน สารอินทรีย์ และคุณสมบัติทางแสงของน้ำด้วย เราจึงไม่สามารถบอกปริมาณตะกอนจากสีของภาพถ่ายเพียงภาพเดียวได้
น้ำหลากไม่กี่เดือน อาจขนส่งตะกอนเป็นจำนวนมาก
งานวิจัยของ Park และคณะ (2021) ศึกษาข้อมูลน้ำและตะกอนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาย้อนหลังมากกว่า 50 ปี พบว่าการขนส่งตะกอนมีความแตกต่างกันตามฤดูกาลอย่างชัดเจน ช่วงฤดูน้ำหลากเป็นช่วงที่มีบทบาทสำคัญต่อการขนส่งตะกอนของแม่น้ำ เพราะมีทั้งปริมาณน้ำและความสามารถในการพัดพาตะกอนเพิ่มขึ้น
แต่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ตะกอนจำนวนมากจากพื้นที่ต้นน้ำไม่ได้เดินทางไปถึงทะเลทั้งหมด บางส่วนถูกกักเก็บไว้ในเขื่อน อ่างเก็บน้ำ และตกสะสมตามพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงระหว่างทาง นั่นหมายความว่า ปริมาณตะกอนที่ถูกชะล้างจากแผ่นดิน กับปริมาณตะกอนที่ไหลออกสู่ทะเล อาจแตกต่างกันมาก
แล้วตะกอนที่ลงทะเลไปอยู่ที่ไหน?
หลายคนอาจคิดว่า เมื่อแม่น้ำพาตะกอนลงทะเล ตะกอนก็จะตกลงสู่พื้นทะเลบริเวณปากแม่น้ำทันที แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ตะกอนบางส่วนตกสะสมใกล้ปากแม่น้ำ บางส่วนถูกกระแสน้ำขึ้นลงพัดพาไปตามชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนอาจถูกพัดออกไปไกลจากปากแม่น้ำ เมื่อคลื่นแรงขึ้น ตะกอนที่เคยตกสะสมอยู่บนพื้นทะเลก็อาจถูกกวนให้ฟุ้งกลับขึ้นมาในน้ำอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดตะกอน ความเร็วกระแสน้ำ คลื่น ลม และความลึกของทะเล
สำหรับอ่าวไทยตอนบนซึ่งเป็นทะเลค่อนข้างตื้น กระบวนการเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะตะกอนสามารถถูกพัดพาและเคลื่อนย้ายได้หลายครั้งก่อนจะตกสะสมอย่างถาวร ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นเป็นมวลน้ำขุ่นจากภาพดาวเทียมจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการขนส่งตะกอนที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าตะกอนทั้งหมดจะไปอยู่ที่ไหน
คำถามที่น่าสนใจต่อจากนี้คือ หากน้ำหลากสามารถพาตะกอนจำนวนมากลงทะเลได้ แล้วทำไมชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนหลายแห่งยังคงถูกกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง?
…..โปรดติดตามตอนต่อไป…..