Drone Lidar เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง

Drone Lidar เป็นเทคโนโลยีที่ใช้การยิงแสงเลเซอร์จากโดรน เพื่อวัดระยะระหว่างโดรนกับพื้นผิวได้อย่างแม่นยำ โดยมีข้อดีและประโยชน์หลายประการสำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายฝั่งทะเล ดังนี้:

1.สร้างแบบจำลองดิจิทัลของภูมิประเทศ (DEM) ที่ละเอียดสูง
ด้วย Drone Lidar เราสามารถสร้าง DEM ที่มีความละเอียดและความแม่นยำในระดับเซนติเมตร ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงพื้นผิวชายฝั่งได้อย่างละเอียด ตั้งแต่การกัดเซาะของหน้าผาหรือชายหาด ไปจนถึงการสะสมของทราย

2.ติดตามการเปลี่ยนแปลงและการกัดเซาะ/การทับถม
การทำการสำรวจเป็นช่วงๆ จะช่วยให้เห็นแนวโน้มของการกัดเซาะหรือการสะสมของทรายในพื้นที่ชายฝั่ง การเปรียบเทียบข้อมูล DEM ในช่วงเวลาต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์อัตราและแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงได้

3.การวิเคราะห์โครงสร้างของพืชและสันทรายในบริเวณชายฝั่ง
นอกเหนือจากการจับภาพพื้นผิว Drone Lidar ยังสามารถแยกแยะข้อมูลระหว่างชั้นพืชกับพื้นดินได้ ซึ่งมีประโยชน์ในการวิเคราะห์และติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในบริเวณชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลนหรือป่าชายหาด

4.การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย
การใช้โดรนช่วยให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น บริเวณหน้าผาชายฝั่งหรือพื้นที่ที่มีการกัดเซาะรุนแรง นอกจากนี้ Drone Lidar ยังสามารถทำงานในสภาพแสงที่หลากหลาย ซึ่งบางครั้งอาจเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบปกติ

5.การประยุกต์ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ
ข้อมูล Lidar สามารถรวมเข้ากับข้อมูลจากภาพถ่ายอากาศ (photogrammetry) หรือข้อมูล GIS เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้นในการวิเคราะห์ปัญหาชายฝั่ง

6.การวางแผนและการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
ด้วยข้อมูลที่ได้จาก Drone Lidar นักวิจัยและผู้จัดการทรัพยากรชายฝั่งสามารถวางแผนการป้องกันการกัดเซาะ คาดการณ์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม รวมถึงพัฒนาแนวทางการปรับตัวและการอนุรักษ์ทรัพยากรในระยะยาว

สรุปได้ว่า การนำ Drone Lidar มาใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งทะเลช่วยให้ได้ข้อมูลที่มีความละเอียดสูง สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับที่ละเอียดยิ่งขึ้น และเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการวิเคราะห์และบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่งในอนาคต