ต้นเดือนตุลาคม 2569 Beach Lover กลับมาเยือนหาดชิงโค หรือหาดแก้ว อ.สิงหนคร จ.สงขลา อีกครั้ง หลังจากที่เคยติดตามการเปลี่ยนแปลงของชายหาดแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนสร้างกำแพงกันคลื่น ระหว่างก่อสร้าง จนถึงวันที่โครงสร้างเริ่มมีปัญหา รวมถึงผลกระทบด้านท้ายกำแพง (Click ที่ชื่อเรื่องเพื่อนำสู่โพสเดิม)
ย้อนกลับไปในปี 2565 Beach Lover เคยเขียนเรื่อง “ระเนระนาด @ หาดแก้ว ชิงโค” (Click ที่ชื่อเรื่องเพื่อนำสู่โพสเดิม) ที่ชื่อเรื่อง) เพื่อบอกเล่าความเสียหายของพื้นที่ด้านหลังกำแพงกันคลื่นที่กรมโยธาธิการและผังเมืองก่อสร้างขึ้น ทั้งทางเดิน ทางจักรยาน และระบบระบายน้ำที่พังเสียหายจากคลื่นที่ซัดข้ามสันกำแพงเข้ามา หรือที่เรียกว่า Wave Overtopping
ครั้งนั้นเราตั้งคำถามไว้ว่า หน่วยงานเจ้าของโครงการจะจัดการกับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไร วันนี้เราได้เห็นคำตอบแล้วบางส่วน
คำตอบนั้นคือการสร้างกำแพงกันคลื่นขึ้นมาอีกหนึ่งชั้น!


กำแพงเดิมเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนกำแพงใหม่ที่สร้างอยู่ด้านหน้าฝั่งทะเลเป็นกำแพงหินเรียงขนาดใหญ่ เรียงตัวทอดยาวขนานไปกับกำแพงเดิม โดยมีกำแพงทั้งสองแนวและร่องลึกคั่นอยู่ตรงกลาง
เท่าที่เข้าใจ แนวคิดของการสร้างกำแพงชั้นใหม่นี้คือ เพื่อรับแรงคลื่นจากทะเลก่อนที่จะเข้าถึงกำแพงเดิม และลดโอกาสที่คลื่นจะกระโจนข้ามเข้ามาสร้างความเสียหายแก่พื้นที่ด้านในอีก

ในทางวิศวกรรม แนวคิดการใช้โครงสร้างหลายแนวเพื่อช่วยลดพลังงานคลื่นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมการแก้ปัญหาที่หาดชิงโคจึงลงเอยด้วยการสร้างกำแพงขนาดใหญ่ซ้อนกันถึงสองชั้น
เมื่อเดินสำรวจบริเวณนี้ สิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่เพียงขนาดของกองหิน แต่เป็นร่องระหว่างกำแพงทั้งสองแนวที่ทอดยาวไปตามชายฝั่ง ภาพที่เห็นทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ร่องนี้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่อะไร มีการระบายน้ำที่ซัดข้ามกำแพงหินเข้ามาอย่างไร และในระยะยาวจะดูแลรักษากันอย่างไร


ที่สำคัญ กองหินด้านนอกยังมีระดับสูงกว่าสันกำแพงคอนกรีตเดิมประมาณ 70 เซนติเมตร จากที่สำรวจด้วยสายตา หากเดินออกมาจากบริเวณโรงแรมหาดแก้วรีสอร์ทที่อยู่ด้านหลังโครงสร้างนี้ สิ่งที่เห็นตรงหน้าจึงไม่ใช่ท้องทะเลอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเป็นแนวกองหินขนาดใหญ่ที่บดบังทัศนียภาพไปทั้งหมด
เราสร้างกำแพงกันคลื่นเพื่อปกป้องพื้นที่ริมทะเล แต่สุดท้ายกลับทำให้คนที่อยู่ริมทะเลมองไม่เห็นทะเล

นี่อาจเป็นผลกระทบที่ไม่ได้อยู่ในสมการคำนวณแรงคลื่น แต่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ
Beach Lover ไม่ได้บอกว่าการป้องกันพื้นที่ด้านหลังจากคลื่นซัดข้ามเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่คำถามคือ ก่อนที่จะตัดสินใจสร้างกำแพงอีกชั้นหนึ่ง ได้มีการศึกษาและเปรียบเทียบทางเลือกอื่นอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง มีทางเลือกอื่นที่สามารถลดปัญหาคลื่นซัดข้าม โดยไม่ต้องสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่บดบังทะเลอีกชั้นหนึ่งหรือไม่
มีการประเมินประสิทธิภาพของกำแพงเดิม สาเหตุของความเสียหาย และความเหมาะสมของการปรับปรุงโครงสร้างเดิมอย่างไร และเมื่อรวมต้นทุนการก่อสร้าง การบำรุงรักษา ผลกระทบต่อชายหาด และการสูญเสียทัศนียภาพริมทะเลแล้ว ทางเลือกนี้ยังถือว่าคุ้มค่าที่สุดอยู่หรือไม่

คำถามเหล่านี้ควรมีคำตอบจากข้อมูลการศึกษาและการออกแบบ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายว่าเราจำเป็นต้องสร้างกำแพงใหม่เพื่อป้องกันคลื่น ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ยังมีพื้นที่บางช่วงที่โครงสร้างเดิมเสียหายและยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจใช้วิธีสร้างกำแพงหินด้านหน้าเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกันต่อไป
หากเป็นเช่นนั้น วันหนึ่งเราอาจเห็นแนวกำแพงสองชั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งแห่งนี้เรื่อยๆ จากชายหาดที่เคยเปิดรับทะเล กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกล้อมด้วยคอนกรีตและกองหินขนาดใหญ่

เรากำลังแก้ปัญหาที่เกิดจากกำแพงคอนกรีตเดิมที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่อการป้องกันการกระโจนข้ามของคลื่น ด้วยการสร้างกำแพงใหม่ด้านหน้ากำแพงเดิมขึ้นอีกชั้นหนึ่ง โดยไม่ได้ย้อนกลับไปถามว่า ปัญหาที่แท้จริงควรถูกแก้ไขอย่างไร
หาดชิงโคจึงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่น่าติดตาม ไม่ใช่เพียงว่าโครงสร้างใหม่จะป้องกันคลื่นได้ดีแค่ไหน แต่รวมถึงผลกระทบในระยะยาวต่อชายหาด ทัศนียภาพ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และภาระการดูแลรักษาที่จะตามมา

เพราะงานป้องกันชายฝั่งที่ดี ไม่ควรมีเป้าหมายเพียงทำให้พื้นที่ด้านหลังปลอดภัยจากคลื่นเท่านั้น แต่ควรรักษาคุณค่าของพื้นที่ชายฝั่งเอาไว้ด้วย
หากการปกป้องชายฝั่งต้องแลกกับการมองไม่เห็นทะเล และการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปเรื่อยๆ เราควรถามตัวเองหรือไม่ว่า … เรากำลังปกป้องอะไรกันแน่?