ในทางสมุทรศาสตร์ชายฝั่งทะเล คุณลักษณะของคลื่นที่สำคัญอย่าง ความสูงคลื่น คาบคลื่น และทิศทางของคลื่น นับว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งเพื่องานศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียด ในยุคปัจจุบัน เราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ADCP (Acoustic Doppler Current Profiler) ในการวัดข้อมูลดังกล่าว
ADCP ไม่ได้วัดคลื่นโดยตรงแบบ wave buoy (ทุ่นลอยวัดคลื่น) แต่ใช้การประมวลผลจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ (surface tracking) และ การเปลี่ยนแปลงของความเร็วกระแสน้ำในคอลัมน์น้ำ (orbital velocities) เพื่อคำนวณค่าทางสถิติของคลื่นโดยใช้เทคนิค spectral analysis (เช่น FFT)

โดยโหมดหลักเพื่อการวัดคลื่นของ ADCP (Acoustic Doppler Current Profiler) มีดังต่อไปนี้
1. PUV Method (Pressure – U – V):
เหมาะสำหรับ ADCP ที่ติดตั้งบนพื้นทะเล (bottom-mounted)
- P = ความดัน → ใช้คำนวณการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ U, V = ความเร็วการเคลื่อนที่ของน้ำ บริเวณใกล้ผิวน้ำ (orbital velocities) โดยนำทั้งสามค่าไปวิเคราะห์ด้วย Fast Fourier Transform (FFT) เพื่อแปลงข้อมูลจากเวลา → ความถี่
- จะคำนวณได้:
- ความสูงคลื่นเฉลี่ย (Significant Wave Height, Hs)
- คาบคลื่น (Wave Period)
- ทิศทางคลื่น (Wave Direction)
- สเปกตรัมคลื่น (Wave Spectrum)
2. Surface Tracking Method (AST หรือ Echo Envelope):
- บางรุ่นมีเซนเซอร์ติดตามผิวน้ำโดยตรง (Acoustic Surface Tracking) ใช้การสะท้อนกลับของคลื่นเสียงจากผิวน้ำเพื่อตรวจวัดการแกว่งตัวขึ้นลงของผิวน้ำแบบ real-time

ขั้นตอนโดยย่อของการวัดคลื่น
- ตั้งให้เครื่องบันทึกข้อมูลต่อเนื่อง เช่น 17 นาทีทุก 30 นาที
- บันทึกข้อมูลความดัน + ความเร็วกระแสน้ำที่ระดับใกล้ผิวน้ำ
- วิเคราะห์คลื่นโดยใช้วิธี spectral analysis → แสดงผลในรูปแบบสถิติของคลื่น
เหตุผลที่ใช้ “17 นาที”
- การวิเคราะห์คลื่นต้องการ ช่วงเวลาที่นานพอ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์สเปกตรัมของคลื่นได้ดี (wave spectrum) ช่วง 17 นาที นี้เป็นค่าที่เหมาะสมสำหรับการจับลักษณะคลื่นแบบสุ่มในธรรมชาติ (random wave field) ได้อย่างแม่นยำ เป็นค่ามาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายใน ADCP หลายยี่ห้อ เช่น Teledyne RDI, Nortek
เหตุผลที่ทำทุก “30 นาที”
- เพื่อให้มีข้อมูลคลื่นทุกช่วงเวลาแบบ ครึ่งชั่วโมงต่อจุดหนึ่ง (30-min interval) เหมาะสำหรับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของคลื่นตลอดวัน ช่วยประหยัด พลังงานแบตเตอรี่ และ พื้นที่เก็บข้อมูล (memory/storage) ของ ADCP โดยไม่ต้องบันทึกตลอดเวลา
ตัวอย่างข้อมูลคลื่นที่ได้จาก ADCP อธิบายง่าย ๆ คือ “เก็บ 17 นาทีในทุก 30 นาที” เป็นจุดลงตัวระหว่าง ความแม่นยำของข้อมูลคลื่น และ ข้อจำกัดด้านพลังงาน/หน่วยความจำของ ADCP เพราะช่วงเวลานี้เพียงพอสำหรับการสร้างสเปกตรัมของคลื่นที่แม่นยำ แล้วการตั้งให้วัดทุก 30 นาที จะช่วยให้การเก็บข้อมูลต่อเนื่องยาวนานขึ้นโดยไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรเกินจำเป็น

