การเดินทางของเม็ดทราย: ตอนที่ 19 หาดกว้างคือความเป็นธรรม

ทั้งสามคนกลับมาที่หาดสมิหลาอีกครั้งในช่วงเย็นวันนั้น

หาดสมิหลายังมีคนเดินอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่คนที่ตั้งใจมาถ่ายรูปอย่างเดียว แต่เป็นคนที่มาใช้พื้นที่วิ่งออกกำลังกาย เดินเล่นกับครอบครัว พาเด็กเล็กมาสัมผัสน้ำทะเลเป็นครั้งแรก นั่งมองฟ้าแบบไม่ต้องซื้ออะไรสักอย่าง

เม็ดทรายเดินช้าๆ กับน้ำฝนและหยก เหยียบไปบนทรายแน่นๆ หาดกว้างทำให้ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองได้โดยไม่ต้องเบียดกัน และเม็ดทรายคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องสวยงามอย่างเดียว แต่มันคือความเป็นธรรมในรูปที่จับต้องได้ที่สุด

“แปลกนะ” หยกพูด “พี่เคยคิดว่าความเป็นธรรมเป็นเรื่องบนโต๊ะประชุม เป็นเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องนโยบาย”
เธอกวาดสายตาไปรอบๆ “แต่พอมาอยู่บนหาดกว้างๆ แบบนี้ มันเหมือนทุกคนได้สิทธิพื้นฐานเท่าๆ กัน”

น้ำฝนยิ้มเล็กน้อยตามประสานักกฎหมายที่เรียนเรื่องนี้มาโดยตรง “เพราะพื้นที่สาธารณะมันคือ ‘สิทธิ’ แบบไม่ต้องมีคำอธิบายเยอะ” เธอหยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ “หาดกว้างหมายถึง คนแก่เดินได้ เด็กวิ่งได้ รถเข็นเข็นได้ คนที่ไม่มีเงินก็มาได้ คนที่อยากเงียบ ก็มีมุมเงียบ คนที่อยากคึกคักก็มีโซนคึกคัก”

เม็ดทรายพยักหน้า “และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะหาดยังทำหน้าที่ของมัน รับพลังงานคลื่น สร้างพื้นทราย และรักษาพื้นที่ให้คน”

เสียงกีบม้าดังมาแต่ไกล ตึก…ตึก…ตึก…
เดชจูงม้าเข้ามาใกล้ คนอยู่บนอานม้าเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก กอดคอม้าแน่นแบบกลัวนิดๆ แต่ตาเป็นประกายแบบชอบสุดๆ “เด็กๆ ชอบมากเลยฝน” เดชพูดกับฝน “ถ้าหาดแคบหรือขรุขระ เขาจะไม่กล้าขี่เลย”

น้ำฝนพยักหน้า “เพราะมันไม่ปลอดภัยใช่ไหมคะพี่”

เดชยิ้ม “ใช่ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่เรื่องการทำมาหากินของพี่นะ” เขามองไปที่คนเดินเล่น “หาดกว้างมันทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ ไม่ชนกัน ไม่เครียดกันง่าย”

เดช เป็นเจ้าของม้า 3-4 ตัวที่ให้บริการอยู่แถวนี้มานานกว่า 10 ปี ผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ชายหาดกับน้ำฝนเกือบทุกครั้งที่มีโอกาส

เม็ดทรายหันไปมองแล้วเห็นว่ามันจริง หาดกว้างทำให้ความต่างอยู่ร่วมกันได้ คนวิ่งกับคนถ่ายรูป คนขายของกับคนอยากเงียบ เด็กกับผู้สูงอายุ นักท่องเที่ยวกับคนท้องถิ่น ความกว้างทำให้ทะเลไม่ต้องแย่งพื้นที่กับคน และคนไม่ต้องแย่งพื้นที่กันเอง

แต่ความเป็นธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเอง มันมีคนที่ทำให้มันเกิดอยู่เบื้องหลัง

ทั้งสามคนเดินต่อมาบนทางเท้าริมชายหาดแล้วพบกับบัค เด็กหนุ่มผู้มีหน้าที่ทำความสะอาดชายหาดยืนพักเหนื่อยข้างถุงดำใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยขยะเล็กๆ

“วันนี้ขยะเยอะไหมน้อง” หยกถาม

บัคหัวเราะเบาๆ “เยอะครับพี่ วันหยุดคนเยอะ”
เขาชี้ไปทางถังขยะที่อยู่ไกล “ถังมันน้อย บางจุดคนเดินไปไม่ถึง หรือบางทีถังเต็มเร็ว แล้วขยะก็ลอยมาหาผมแทน”

น้ำฝนหรี่ตา “นี่ก็เป็นความเป็นธรรมเหมือนกันนะ” เธอพูด
“ถ้าพื้นที่เป็นของทุกคน บริการพื้นฐานก็ควรพอสำหรับทุกคน ไม่ใช่ให้คนบางกลุ่มรับภาระขยะของคนทั้งหาด”

บัคพยักหน้าแบบคนที่ไม่ได้ใช้คำหรู แต่เข้าใจความหมาย “ถ้าหาดสะอาด คนก็อยากรักษา ถ้าหาดเริ่มสกปรก คนก็เริ่มชิน แล้วมันก็จะค่อยๆแย่ลง”

เม็ดทรายฟังแล้วเหมือนมีประโยคหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหัว
“หาดกว้างทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ แต่ระบบดูแลจัดการทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างเคารพกันได้”

พวกเธอเดินต่อไปจนเจอคุณพิษณุ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นวัยใกล้เกษียณกำลังคุยกับทีมงานเรื่องการจัดโซนกิจกรรม เขายืนถือพื้นที่บนกระดาษที่มุมหนึ่งมีคราบน้ำทะเลจางๆ เหมือนทะเลตั้งใจเซ็นชื่อรับรู้ว่า “ฉันอยู่ในแผนนี้ด้วยนะ”

“สวัสดีค่ะลุงพิษณุ” น้ำฝนทักทายแบบคุ้นเคยตามประสาคนที่เคยร่วมงานอนุรักษ์ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยเธอยังเป็นนักศึกษาปี 2 “วันนี้คนเยอะเลยนะคะ”

พิษณุพยักหน้า “ใช่ฝน ก็หาดสมิหลามันเป็นหน้าเป็นตาของเมืองสงขลานี่นา”
เขามองไปทางชายหาดแล้วเสริม “เราต้องจัดโซนนิ่งกิจกรรมให้ดี ให้คนเดินปลอดภัย ให้ม้าเดินได้ ให้คนวิ่งไม่ชนกัน”

หยกถาม “แล้วสิ่งที่ทำให้หาดที่นี่น่าเที่ยวที่สุดคืออะไรเหรอคะลุง”

พิษณุนิ่งไปวินาทีหนึ่ง ก่อนตอบแบบคนปฏิบัติการ
“ความต่อเนื่องของหาดครับ และการเข้าถึงได้ของทุกคน”
เขาชี้ไปไกลๆ “พอมีสิ่งกีดขวาง หาดมันจะถูกแบ่งเป็นช่วงๆ คนบางกลุ่มก็เข้าถึงยากขึ้น ผู้สูงอายุ เด็ก รถเข็น ยิ่งลำบาก”

เม็ดทรายหันไปมองทะเล แล้วพูดเบาๆ เหมือนกำลังเปลี่ยนภาพสวยให้กลายเป็นบทเรียน
“นี่แหละที่ทำให้ทรายกังวลเวลาชายหาดในเมืองใหญ่ๆเลือกแก้ปัญหาด้วยใช้โครงสร้างยาวๆ ต่อๆกันไปเต็มแนวชายหาด” “เพราะนอกจากมันจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ถัดไปแล้ว มันยังทำให้หาดแคบลงและเข้าถึงยากขึ้น ความเป็นธรรมก็หายไปพร้อมกับทราย”

ฝนพยักหน้า “และพอความเป็นธรรมหาย ความขัดแย้งก็เข้ามาแทน”
เธอมองลุงพิษณุ “คนเริ่มแย่งพื้นที่ เริ่มโทษกัน เริ่มไม่รักหาดเหมือนเดิม”

พิษณุถอนหายใจ “ใช่ หาดเป็นของทุกคน แต่ถ้าดูแลไม่ดี สุดท้ายจะกลายเป็นของคนที่เสียงดังที่สุด หรือคนที่เข้าถึงง่ายที่สุด”

คำว่า “เสียงดังที่สุด” ทำให้เม็ดทรายสะดุด เพราะมันคล้ายกับบางโครงการชายฝั่งที่คำตอบมักถูกเร่งด้วยความกลัวหรือแรงกดดัน มากกว่าจะถูกออกแบบด้วยความเข้าใจระบบชายฝั่ง

หยกเดินไปหยุดที่แนวน้ำ ขีดเส้นบางๆ บนทรายด้วยปลายรองเท้า
“ถ้าหาดกว้างคือความเป็นธรรม เราจะรักษามันยังไง”

เม็ดทรายตอบช้าๆ ให้ประโยคมีน้ำหนักพอจะอยู่ต่อในใจคน
“เราต้องรักษาทรายไว้ในระบบ”
“บางที่อาจต้องใช้การเติมทรายชายหาดแทนกำแพง เพราะมันรักษาทัศนียภาพ รักษาพื้นที่ และลดการส่งต่อผลกระทบได้มากกว่า”
เธอหันไปมองเพื่อน “แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่ทำให้มีทราย แต่ต้องทำให้ทรายอยู่ได้”

น้ำฝนยิ้ม “และต้องทำให้คนอยู่ร่วมกับทรายได้ด้วย”
เธอมองไปที่พี่เดช บัค และลุงพิษณุ คนสามกลุ่มที่ทำให้หาดมีชีวิต
“โครงสร้างหรือการเติมทรายจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าระบบบริการสาธารณะไม่ดี และถ้าคนไม่ร่วมกันรักษา”

พี่เดชจูงม้าผ่านไปอีกครั้ง เด็กผู้หญิงบนหลังม้าหัวเราะเสียงใส
บัคก้มกวาดขยะชิ้นเล็กๆ อย่างตั้งใจ
ลุงพิษณุเดินตรวจพื้นที่ต่อไปเหมือนกำลังเฝ้าดูความเป็นธรรมที่เดินอยู่บนทราย

เม็ดทรายมองภาพนั้นแล้วคิดว่า…
บางที “ความเป็นธรรม” ไม่ได้อยู่ในคำพูดใหญ่โต
มันอยู่ในหาดที่กว้างพอให้ทุกคนเดินได้ โดยไม่ต้องผลักใครออกไป

This image has an empty alt attribute; its file name is 13-1024x576.jpg

เม็ดทรายก้มลงหยิบทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วปล่อยให้มันไหลผ่านนิ้วช้าๆ พลางคิดในใจโดยไม่ได้เปล่งเสียงออกไป

“หาดกว้างคือความเป็นธรรม เพราะมันให้พื้นที่กับทุกคนเท่ากัน และหน้าที่ของเมือง คือทำให้ความเป็นธรรมนั้นไม่ถูกกัดเซาะไปพร้อมกับทราย”