“วิศวกรรมนิเวศ” เพื่องานป้องกันชายฝั่ง
การปรับตัวของพื้นที่ชายฝั่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมเช่น กำแพงกันคลื่น หรือเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่ง ต้องใช้งบประมาณสูงมาก มีการประเมินว่า ในอีก 50 ปีข้างหน้า มาตรการทางวิศวกรรมชายฝั่งเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมราว 120,000–333,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว งานวิจัยจำนวนมากยังชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้างโครงสร้างในเขตน้ำขึ้นน้ำลงและเขตใต้น้ำตื้นสามารถส่งผลกระทบทางนิเวศได้หลายประการ ตัวอย่างเช่น โครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมักรองรับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตได้น้อยกว่าถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ และบางครั้งยังเอื้อต่อการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นมากขึ้นด้วย การเปลี่ยนแปลงของกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาจส่งผลต่อการทำงานของระบบนิเวศ และต่อบริการต่างๆ ที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาติ เช่น แหล่งอาหารหรือทรัพยากรประมง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาต่อให้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ แนวคิด “วิศวกรรมนิเวศ” หรือ ecological engineering จึงได้รับความสนใจมากขึ้น แนวคิดนี้หมายถึงการนำความเข้าใจด้านระบบนิเวศมาผสมผสานกับหลักการทางวิศวกรรม เพื่อออกแบบโครงสร้างหรือมาตรการที่ให้ประโยชน์ทั้งต่อมนุษย์และธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงป้องกันคลื่นหรือการกัดเซาะเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและการทำงานของระบบนิเวศไปพร้อมกัน ในงานวิจัยด้านชายฝั่ง แนวทางวิศวกรรมนิเวศสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตั้งแต่แนวทางที่ยังคงเป็นโครงสร้างทางวิศวกรรม ไปจนถึงแนวทางที่อิงธรรมชาติมากขึ้น ได้แก่ 1.Hard eco-engineering — โครงสร้างแข็งที่ปรับให้เป็นมิตรกับระบบนิเวศมากขึ้น 2.Hybrid eco-engineering — แนวทางผสมระหว่างโครงสร้างแข็งกับธรรมชาติ 3.Soft eco-engineering — แนวทางที่ใช้ธรรมชาติหรือฟื้นฟูถิ่นอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก Hard eco-engineering โดยหลักการแล้ว hard eco-engineering เป็นแนวทางที่พยายามลดผลกระทบทางนิเวศของโครงสร้างชายฝั่งที่จำเป็นต้องสร้างขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้มาตรการแบบอ่อนหรือมาตรการอิงธรรมชาติได้เต็มรูปแบบ เช่น เมืองชายฝั่งที่มีประชากรหนาแน่น […]