Blue carbon กับ Carbon credit

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Blue carbon และ Carbon credit ถูกพูดถึงมากขึ้นทั่วโลก ทั้งในวงการสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ชายฝั่ง และแม้แต่ในภาคธุรกิจ หลายประเทศเริ่มมองเห็นว่า ระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเล และพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ หรือช่วยป้องกันคลื่นลมเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่สำคัญของโลกด้วย

เมื่อคุณค่าของคาร์บอนที่ธรรมชาติเหล่านี้กักเก็บไว้ เริ่มถูกนำไปเชื่อมโยงกับกลไกทางเศรษฐกิจอย่าง carbon credit จึงเกิดคำถามตามมามากมายว่า Blue carbon คืออะไรเกี่ยวข้องกับ carbon credit อย่างไร ป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลสามารถเปลี่ยนเป็นคาร์บอนเครดิตได้จริงหรือไม่ และการซื้อขายเครดิตเหล่านี้จะช่วยอนุรักษ์ชายฝั่งได้จริง หรือเป็นเพียงกระแสใหม่ของตลาดสิ่งแวดล้อม

Beach Lover ขอชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่ความหมายพื้นฐานของ Blue carbon ความเชื่อมโยงกับ Carbon credit เพื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขคาร์บอนหรือการซื้อขายเครดิตเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของทะเล ชายฝั่ง ชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา: https://blog.wcs.org/photo/2021/12/02/what-is-blue-carbon-and-why-is-it-important/

Blue carbon คือ “คาร์บอนที่ถูกดูดซับและกักเก็บไว้ในระบบนิเวศชายฝั่งและทะเล” เช่น ป่าชายเลน บึงเค็ม และหญ้าทะเล ส่วน carbon credit คือ “หน่วยรับรองทางตลาด” ที่ใช้แทนปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงหรือถูกดูดกลับออกจากบรรยากาศ โดยทั่วไป 1 carbon credit มักเทียบกับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ 1 tCO₂e

ความเกี่ยวข้องกันคือ Blue carbon สามารถถูกแปลงให้เป็น carbon credit ได้ ถ้าโครงการนั้นพิสูจน์ได้ว่า การอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือสร้างระบบนิเวศชายฝั่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้จริง วัดได้ และตรวจสอบได้ เช่น โครงการฟื้นฟูป่าชายเลนหรือหญ้าทะเลอาจสร้างคาร์บอนเครดิตได้ หากมีวิธีคำนวณและรับรองตามมาตรฐานที่ยอมรับ

ที่มา: https://carboncredits.com/what-are-blue-carbon-credits-everything-you-need-to-know/

อธิบายแบบง่ายที่สุดคือ

Blue carbon = ตัวคาร์บอนที่อยู่ในธรรมชาติชายฝั่งและทะเล
Carbon credit = ใบรับรอง/หน่วยซื้อขาย ที่เกิดจากการพิสูจน์ว่าคาร์บอนนั้นถูกกักเก็บเพิ่มขึ้น หรือการปล่อยคาร์บอนถูกทำให้ลดลงหรือถูกหลีกเลี่ยงการปล่อย

ตัวอย่างเช่น ป่าชายเลนที่ยังสมบูรณ์จะกักเก็บคาร์บอนไว้ในต้นไม้ ราก และดินเลน ถ้าป่าถูกทำลาย คาร์บอนในดินและชีวมวลอาจถูกปล่อยกลับเป็น CO₂ แต่ถ้าเราป้องกันไม่ให้ป่าถูกทำลาย หรือฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นป่าชายเลน พื้นที่นั้นจะช่วยรักษาคาร์บอนเดิมไว้ และอาจดูดซับคาร์บอนเพิ่มขึ้นในอนาคต นี่คือ “blue carbon benefit” 

แต่จะกลายเป็น carbon credit ได้ ต้องผ่านขั้นตอนที่เข้มงวดกว่าแค่ปลูกป่าหรือฟื้นฟูระบบนิเวศ ได้แก่

1) ต้องมี baseline ว่าถ้าไม่มีโครงการ พื้นที่จะปล่อยหรือกักเก็บคาร์บอนอย่างไร

2) ต้องพิสูจน์ additionality คือ ผลลัพธ์เกิดเพิ่มขึ้นเพราะโครงการจริง ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดเองอยู่แล้ว

3) ต้องวัดคาร์บอนในชีวมวลและดิน หรือประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

4) ต้องมีการตรวจสอบโดยบุคคลที่สาม

5) ต้องขึ้นทะเบียนกับมาตรฐานคาร์บอน

6) เมื่อได้รับการรับรอง จึงออกเป็น carbon credit เพื่อขายหรือใช้ชดเชยการปล่อยได้

ประเด็นสำคัญมากคือ blue carbon ไม่ได้เท่ากับ carbon credit โดยอัตโนมัติ ป่าชายเลน หญ้าทะเล หรือพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทุกแห่งมีคุณค่าด้าน blue carbon แต่จะเป็น carbon credit ได้ก็ต่อเมื่อมีโครงการ มีการวัด มีมาตรฐาน มีการรับรอง และพิสูจน์ได้ว่าคาร์บอนที่อ้างนั้นเกิดขึ้นจริงและไม่ถูกนับซ้ำ

ในมุมงานชายฝั่ง ความน่าสนใจของ blue carbon คือมันไม่ได้ให้ประโยชน์เฉพาะเรื่องคาร์บอน แต่ยังช่วยเรื่อง ลดแรงคลื่น ป้องกันชายฝั่ง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และสนับสนุนชุมชนประมง ดังนั้น carbon credit อาจเป็น “กลไกการเงิน” ที่ช่วยดึงเงินมาสนับสนุนการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่ง แต่คุณค่าจริงของ blue carbon ใหญ่กว่าราคาคาร์บอนเครดิตมาก 

ที่มา: https://carboncredits.com/the-importance-of-blue-carbon-credits/

สรุปคือ

Blue carbon คือทรัพยากรธรรมชาติและกระบวนการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศชายฝั่ง ส่วน carbon credit คือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่พยายามแปลงคุณค่าคาร์บอนบางส่วนของระบบนิเวศนั้นให้เป็นหน่วยทางการเงินเพื่อใช้ซื้อขายหรือระดมทุนในการอนุรักษ์และฟื้นฟู