Beach Lover ขอเชื้อเชิญให้ผู้อ่านลองดูภาพประกอบด้านล่างนี้สักครู่ นี่คือหน้าจอเว็บไซต์แสดงข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลงของประเทศญี่ปุ่น ที่บอกระดับน้ำทะเลในแต่ละวันเป็นกราฟอย่างชัดเจน มีทั้งเวลาน้ำขึ้นสูงสุด น้ำลงต่ำสุด ระดับน้ำเป็นเมตร และยังสามารถมองเห็นแนวโน้มล่วงหน้าได้อีกหลายวัน

เพียงเปิดเว็บไซต์ ประชาชนก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า วันนี้น้ำจะขึ้นสูงช่วงไหน น้ำจะลงต่ำเมื่อไร หรืออีกสิบวันข้างหน้าระดับน้ำทะเลจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องดาวน์โหลดไฟล์ ไม่ต้องเปิด Excel ไม่ต้องสร้างกราฟเอง และที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการหรือวิศวกร ก็อ่านข้อมูลเหล่านี้ได้
คำถามคือ ทำไมระบบแสดงผลข้อมูลลักษณะนี้จึงไม่สามารถเกิดขึ้นและเข้าถึงได้สำหรับประชาชนชาวไทย
มีข้อมูล ไม่ได้แปลว่าเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนข้อมูลระดับน้ำทะเลเสียทีเดียว เรามีกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ที่จัดทำข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลงและมาตราน้ำประจำปี มีสถานีตรวจวัดระดับน้ำทะเลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมเจ้าท่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย และอื่นๆ รวมถึงระบบข้อมูลออนไลน์ที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลบางส่วนได้อยู่แล้ว

ปัญหาจึงอาจไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่เป็นเรื่องของการนำข้อมูลมาใช้ ข้อมูลจำนวนหนึ่งอยู่ในรูปแบบตาราง ตัวเลขรายชั่วโมง เอกสาร PDF หรือไฟล์ที่ต้องดาวน์โหลดไปวิเคราะห์ต่อ บางระบบมีกราฟให้ดูแล้ว แต่การเข้าถึงและการแสดงผลยังแตกต่างกันตามหน่วยงานและสถานี
สำหรับนักวิจัยหรือวิศวกร การนำตัวเลขเหล่านี้มา Plot เป็นกราฟอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่ลองนึกถึงชาวประมงที่กำลังจะออกเรือ ผู้ประกอบการร้านอาหารริมทะเล คนที่ต้องการพาลูกไปเดินเล่นบนชายหาด หรือชุมชนที่กำลังกังวลเรื่องน้ำทะเลหนุน ทำไมพวกเขาต้องเรียนรู้การจัดการข้อมูล เพียงเพื่อจะตอบคำถามง่ายๆ ว่า
“พรุ่งนี้ตอนเย็น น้ำทะเลจะขึ้นสูงแค่ไหน?”
กราฟหนึ่งรูป อาจมีประโยชน์มากกว่าตารางตัวเลขหลายหน้า
สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่างของญี่ปุ่น ไม่ใช่เพียงความละเอียดของข้อมูล แต่คือวิธีการนำเสนอ ระดับน้ำทะเลถูกแสดงเป็นกราฟต่อเนื่อง ทำให้เห็นการขึ้นลงของน้ำอย่างเป็นจังหวะ เห็นความแตกต่างระหว่างวัน และมองเห็นช่วงเวลาที่น้ำขึ้นสูงหรือลงต่ำได้ทันที
เว็บไซต์ยังแสดงตัวเลขระดับน้ำและเวลาของจุดสูงสุดและต่ำสุดอย่างชัดเจน ผู้ใช้ไม่ต้องแปลความหมายจากตัวเลขจำนวนมากด้วยตัวเอง ลองนึกภาพว่า หากเว็บไซต์ของไทยสามารถแสดงข้อมูลลักษณะนี้ได้อย่างสะดวกสำหรับชายหาดแต่ละแห่ง คนที่ต้องการไปเดินเล่นหาดบางแสนอาจเลือกช่วงเวลาน้ำลง เพื่อให้มีพื้นที่ชายหาดกว้างขึ้น ผู้ประกอบการริมชายหาดอาจวางแผนจัดกิจกรรมในช่วงที่น้ำไม่ขึ้นสูงจนกระทบพื้นที่ใช้งาน
ชาวประมงพื้นบ้านอาจใช้ข้อมูลประกอบการวางแผนขึ้นลงเรือ ส่วนชุมชนชายฝั่งที่เคยประสบปัญหาน้ำทะเลหนุน ก็สามารถติดตามช่วงเวลาที่ควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยใช้ข้อมูลร่วมกับการพยากรณ์คลื่น ลม และสภาพอากาศ ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่เมื่อถูกนำเสนอให้เข้าใจง่าย ก็สามารถตอบโจทย์ผู้คนได้หลากหลายกลุ่ม

ข้อมูลน้ำทะเลไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการเท่านั้น
ที่ผ่านมา เรามักมองข้อมูลระดับน้ำทะเลในฐานะข้อมูลทางเทคนิค สำหรับการออกแบบท่าเรือ การเดินเรือ งานสำรวจทางทะเล หรืองานวิศวกรรมชายฝั่ง แต่ในความเป็นจริง ระดับน้ำทะเลเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากกว่านั้น
น้ำขึ้นสูงทำให้ชายหาดแคบลง บางช่วงอาจแทบไม่มีพื้นที่ให้เดิน น้ำลงต่ำทำให้พื้นที่ชายหาดเปิดกว้าง และระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงยังส่งผลต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ริมฝั่ง โดยเฉพาะในยุคที่เรากำลังพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุน ประชาชนยิ่งควรมีเครื่องมือพื้นฐานสำหรับทำความเข้าใจทะเลที่อยู่หน้าบ้านตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจด้วยว่า ข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลงที่พยากรณ์จากแรงดึงดูดทางดาราศาสตร์ ไม่ใช่ระดับน้ำทะเลจริงทั้งหมด เพราะระดับน้ำจริงอาจได้รับอิทธิพลจากลม ความกดอากาศ พายุ และปัจจัยอื่นๆ ดังนั้นการแสดงทั้งระดับน้ำทำนายและระดับน้ำตรวจวัดจริง พร้อมคำอธิบายความแตกต่าง จึงจะทำให้ข้อมูลมีประโยชน์มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเฝ้าระวังภัยชายฝั่ง
ข้อมูลเปิดเผยแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ
แนวคิดเรื่อง Open Data หรือข้อมูลเปิด เป็นสิ่งที่หลายหน่วยงานของไทยให้ความสำคัญมากขึ้น แต่การเปิดให้ดาวน์โหลดข้อมูลเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอสำหรับประชาชนทั่วไป เพราะข้อมูลเปิดที่ดี ควรเป็นข้อมูลที่ผู้คนสามารถค้นหา เข้าถึง เข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
เราไม่จำเป็นต้องลดทอนความละเอียดทางวิชาการเพื่อให้ประชาชนเข้าใจง่าย ตรงกันข้าม เราสามารถรักษาความถูกต้องและความละเอียดของข้อมูลไว้ พร้อมกับออกแบบการแสดงผลให้เหมาะสมกับผู้ใช้หลายกลุ่ม

ผู้ที่ต้องการเพียงทราบเวลาน้ำขึ้นน้ำลง ก็เปิดดูกราฟได้ทันที ผู้ที่ต้องการรายละเอียดมากขึ้น ก็คลิกดูค่ารายชั่วโมง ส่วนนักวิจัยที่ต้องการข้อมูลต้นฉบับ ก็สามารถดาวน์โหลดไปวิเคราะห์ต่อได้ ทั้งหมดนี้ควรเกิดขึ้นในระบบเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนทุกคนเริ่มต้นจากการจัดการข้อมูลดิบ
ถึงเวลาที่เราต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลพอ ๆ กับการผลิตข้อมูล
ประเทศไทยลงทุนไปไม่น้อยกับสถานีตรวจวัด อุปกรณ์สำรวจ ฐานข้อมูล และระบบพยากรณ์ แต่เราอาจต้องหันกลับมาถามอีกคำถามหนึ่งว่า เราลงทุนมากพอแล้วหรือยัง กับการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นกลายเป็นความรู้ที่ประชาชนใช้ได้จริง?
การพัฒนาเว็บไซต์ให้มีกราฟที่ดูง่าย เลือกพื้นที่ได้ เลือกวันได้ แสดงเวลาน้ำขึ้นน้ำลงอย่างชัดเจน และใช้งานสะดวกบนโทรศัพท์มือถือ อาจไม่ใช่งานที่ซับซ้อนที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนด้านระบบตรวจวัดและแบบจำลอง แต่กลับเป็นส่วนที่สร้างประโยชน์โดยตรงให้กับประชาชนจำนวนมาก
เรื่องนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานสร้างเว็บไซต์ใหม่ หรือทำงานซ้ำซ้อนกัน หากหน่วยงานที่มีข้อมูลอยู่แล้วสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและพัฒนาการแสดงผลร่วมกันได้ ก็อาจช่วยให้ประชาชนมีช่องทางเข้าถึงข้อมูลระดับน้ำทะเลที่สะดวกและเป็นมาตรฐานมากขึ้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณค่าของข้อมูลไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเก็บข้อมูลได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกนำไปใช้สร้างประโยชน์ได้มากเพียงใด
ประชาชนไม่ควรต้องเป็นนักวิชาการเพื่อเข้าใจระดับน้ำทะเลหน้าบ้านตัวเอง และการทำให้ข้อมูลเข้าใจง่าย ก็ไม่ใช่การลดคุณค่าทางวิชาการของข้อมูล แต่คือการทำให้ความรู้ที่เกิดจากการลงทุนด้วยทรัพยากรสาธารณะ กลับคืนไปเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง
บางครั้ง สิ่งที่สังคมต้องการอาจไม่ใช่ข้อมูลชุดใหม่ แต่เป็นวิธีใหม่ในการทำให้ข้อมูลที่เรามีอยู่แล้ว ถูกมองเห็น เข้าใจ และนำไปใช้ได้จริง