จากสองตอนที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่า น้ำหลากพาตะกอนจำนวนมากจากแผ่นดินลงสู่ทะเล แต่ตะกอนเหล่านั้นไม่ได้ตกสะสมอยู่ตรงปากแม่น้ำทั้งหมด และการมีตะกอนมากในทะเลก็ไม่ได้หมายความว่าชายฝั่งจะงอกเพิ่มขึ้นเสมอไป
คำถามสุดท้ายที่ Beach Lover อยากชวนคิดคือ เราสามารถจัดการน้ำหลากให้ตะกอนเกิดประโยชน์ต่อชายฝั่งได้หรือไม่ ?
เรื่องนี้มีบทเรียนที่น่าสนใจจากอีกฟากหนึ่งของโลก

บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่แม่น้ำมิสซิสซิปปี
ในปี ค.ศ. 2011 แม่น้ำมิสซิสซิปปีในสหรัฐอเมริกาเกิดน้ำหลากครั้งใหญ่ มีน้ำและตะกอนจำนวนมหาศาลไหลลงสู่อ่าวเม็กซิโก นักวิจัย Falcini และคณะ (2012) ใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับการสำรวจภาคสนาม เพื่อศึกษาว่าตะกอนจากเหตุการณ์น้ำหลากครั้งนั้นเดินทางไปอยู่ที่ไหน
ผลการศึกษาพบเรื่องที่น่าสนใจมาก บริเวณปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี ซึ่งมีการควบคุมทางไหลด้วยโครงสร้างริมแม่น้ำ กระแสน้ำที่ไหลออกสู่ทะเลอย่างแรงสามารถพาตะกอนออกไปไกลจากชายฝั่ง แต่บริเวณแม่น้ำ Atchafalaya ซึ่งมีการกระจายของน้ำผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำและชายฝั่ง กลับสามารถกักเก็บตะกอนได้มากกว่าในบางบริเวณ จนเกิดการสะสมตัวของตะกอนหนาหลายเซนติเมตร
งานวิจัยนี้จึงให้บทเรียนสำคัญว่า แม่น้ำที่ขนตะกอนมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นแม่น้ำที่ช่วยสร้างพื้นที่ชายฝั่งได้มากที่สุด เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ปริมาณตะกอน คือกระบวนการทางไหลของน้ำและตำแหน่งที่ตะกอนตกสะสม

ตะกอนเป็นทั้งทรัพยากรและสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง
สำหรับชายฝั่งทะเล ตะกอนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ตะกอนที่ตกสะสมในพื้นที่หาดเลนและป่าชายเลนอาจช่วยเพิ่มระดับพื้นดิน และช่วยให้ระบบชายฝั่งบางแห่งสามารถปรับตัวต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง น้ำหลากอาจนำตะกอนแขวนลอย สารอาหาร และสารปนเปื้อนจากแผ่นดินลงสู่ทะเลด้วย หากมีตะกอนแขวนลอยมาก น้ำทะเลอาจขุ่นจนแสงส่องผ่านลงไปได้น้อยลง ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตที่ต้องการแสง เช่น หญ้าทะเล ส่วนสารอาหารที่มากับน้ำจากแผ่นดิน หากมีปริมาณสูงร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็อาจกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนบางชนิด และนำไปสู่ปัญหาคุณภาพน้ำได้
อย่างไรก็ตาม น้ำขุ่นจากตะกอนและปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมเป็นคนละกระบวนการ จึงต้องตรวจวัดและวิเคราะห์ก่อนสรุปสาเหตุ สำหรับอ่าวไทยตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่ทะเลตื้นที่มีแม่น้ำหลายสายไหลลงมารวมกัน การเฝ้าระวังทั้งตะกอนและคุณภาพน้ำจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เราจัดการน้ำท่วม แต่เราเคยจัดการตะกอนหรือไม่?
ที่ผ่านมา การจัดการน้ำในประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับการกักเก็บน้ำ การระบายน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมเป็นหลักเมื่อน้ำมาก เราพยายามระบายออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด แต่หากมองจากมุมวิศวกรรมชายฝั่ง แม่น้ำไม่ได้มีหน้าที่เพียงขนส่งน้ำเท่านั้น แม่น้ำยังเป็นเส้นทางลำเลียงตะกอนจากแผ่นดินไปสู่ชายฝั่งด้วย
การสร้างเขื่อน การเปลี่ยนทางน้ำ การก่อสร้างริมแม่น้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ล้วนมีโอกาสส่งผลต่อการขนส่งและการกระจายตัวของตะกอน นี่จึงเป็นเหตุผลที่แนวคิด Sediment Management หรือการบริหารจัดการตะกอน ควรได้รับความสนใจควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำ
เราอาจเริ่มจากการติดตามปริมาณตะกอนที่ไหลออกจากแม่น้ำในแต่ละฤดูกาล ศึกษาการแพร่กระจายของตะกอนด้วยข้อมูลดาวเทียม และตรวจวัดว่าตะกอนเหล่านั้นตกสะสมหรือถูกพัดพาออกจากชายฝั่งอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นว่าการจัดการแม่น้ำบนแผ่นดินส่งผลต่อชายฝั่งทะเลอย่างไร และมีโอกาสใดบ้างที่จะรักษาการส่งตะกอนสู่พื้นที่ที่ต้องการได้ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมหรือกระทบระบบนิเวศ
แน่นอนว่าเราไม่สามารถนำแนวทางจากต่างประเทศมาใช้กับอ่าวไทยได้ทันที เพราะลักษณะคลื่น กระแสน้ำ สภาพชายฝั่ง และการใช้ประโยชน์พื้นที่แตกต่างกัน แต่หลักคิดเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำกับทะเลเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากขึ้น
เพราะน้ำท่วมอาจผ่านพ้นไปภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ แต่ตะกอนที่ไหลไปกับน้ำอาจส่งผลต่อชายฝั่งไปอีกนานแสนนาน
บางส่วนอาจกลายเป็นพื้นที่ดินงอกใหม่ บางส่วนอาจถูกพัดไปตกกลางทะเล และบางส่วนอาจเป็นตะกอนจากชายฝั่งที่กำลังถูกกัดเซาะอยู่ก็เป็นได้ การจัดการน้ำท่วมจึงไม่ควรมองเพียงว่าจะระบายน้ำออกจากแผ่นดินได้อย่างไร แต่ควรมองต่อไปด้วยว่า สิ่งที่น้ำพาออกไปนั้นจะส่งผลต่อทะเลและชายฝั่งอย่างไร
เพราะแม่น้ำกับทะเลไม่เคยแยกจากกัน มีเพียงวิธีคิดและการบริหารจัดการของเราเท่านั้น ที่อาจยังแยกสองระบบนี้ออกจากกัน
…..จบ series บทความ จากน้ำท่วมถึงทะเล ทั้ง 3 ตอน…