สำรวจปากน้ำปราณ เร่งวางแผนฟื้นฟูชายฝั่ง มุ่งแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ 15 สิงหาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) โดยกองอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ลงพื้นที่ตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำรวจและเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) บริเวณโครงการติดตั้งหัวหาดเทียมผสมผสานแนวทางการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสำรวจแหล่งทรายบริเวณเขื่อนกันทรายและคลื่นปากน้ำปราณ การสำรวจครั้งนี้ มุ่งเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่และองค์ประกอบชายฝั่งอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการออกแบบและวางแผนฟื้นฟูชายฝั่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งด้วยแนวทางที่สอดคล้องกับธรรมชาติ หรือ Nature-based Solution ซึ่งเป็นแนวทางที่ ทช. ให้ความสำคัญในการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ส่วนวิศวกรรมและฟื้นฟูชายฝั่งจะรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ เพื่อนำไปวิเคราะห์และประกอบการจัดทำแผนดำเนินโครงการต่อไป โดยมุ่งให้การฟื้นฟูชายฝั่งปากน้ำปราณเกิดประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ชุมชน และประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน

Beachlover

August 15, 2026

ทางเลือกการป้องกันชายฝั่งด้วยธรรมชาติ กรณีศึกษา: ชายฝั่ง Marysville

Beach Lover ได้นำเสนอบทความที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันชายฝั่งแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปแล้วในหลายโพส ครั้งนี้ขอเล่าเรื่องกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จกันบ้าง กรณีศึกษานี้อยู่ที่เมือง Marysville รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา บริเวณริมแม่น้ำ St. Clair ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งแบบแม่น้ำ ไม่ใช่ชายฝั่งทะเลเปิด เทคนิคที่ใช้เป็นแนวทางป้องกันชายฝั่งแบบอิงธรรมชาติ หรือ Nature-Based Shoreline Protection โดยประกอบด้วยแนวหินสันต่ำ หรือ sill ร่วมกับการปลูกพืชพรรณชายฝั่ง และการใช้แนวหินช่วยป้องกันขอบตลิ่ง ภาพรวมของโครงการ เมือง Marysville ได้เปลี่ยนแนวกำแพงกันตลิ่งยาว 1,885 ฟุต ริมแม่น้ำ St. Clair ให้กลายเป็นแนวบึงน้ำตื้นร่วมกับแนวหินสันต่ำ หรือ marsh sill จุดประสงค์หลักคือเพื่อลดการสูญเสียถิ่นอาศัยของปลาและสัตว์ป่าในแม่น้ำ ก่อนเริ่มก่อสร้าง ชายฝั่งบริเวณนี้ประกอบด้วยกำแพงกันตลิ่งแบบแผ่นเหล็กและหิน ซึ่งอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ด้านบนของตลิ่งเป็นสนามหญ้าที่ถูกตัดสั้น ชายฝั่งบริเวณนี้ได้รับพลังงานคลื่นระดับปานกลางจากคลื่นท้ายเรือขนาดใหญ่ เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือระหว่างทะเลสาบ Erie และทะเลสาบ Huron โครงการนี้ได้รับทุนจาก Great Lakes Restoration Initiative และเมือง Marysville ร่วมกับพื้นที่ปัญหาสิ่งแวดล้อม St. Clair River Area of […]

Beachlover

June 29, 2026

Green–Gray Infrastructure : ตอนที่ 2 กุญแจสำคัญ

ตามอ่านตอนที่ 1 ได้จาก https://beachlover.net/greengray-infrastructure-1/ “กุญแจสำคัญ” ในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ คือ การเข้าใจ ประเมิน และนำแนวคิด “ความหลากหลายของหน้าที่” (multifunctionality) ของโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่งมาใช้ กล่าวคือ โครงสร้างหนึ่ง ๆ ควรให้ประโยชน์หลายด้าน นอกเหนือจากแค่การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่งให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายฟังก์ชัน โดยการผสมผสานระหว่างโครงสร้างแบบสีเขียว (green infrastructure) และแบบสีเทา (gray infrastructure) จะเปิดโอกาสให้สามารถบูรณาการฟังก์ชันของการบรรเทาและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมได้ การเพิ่มความหลากหลายของฟังก์ชันในโครงสร้างจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนทางการเงิน ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมมักมุ่งเน้นการควบคุมภูมิทัศน์โดยรอบ แต่โครงสร้างพื้นฐานในอนาคตที่มีความยืดหยุ่นควรทำงานไปกับพลวัตของธรรมชาติเพื่อรับมือกับแรงกระแทกและฟื้นตัวจากความเสียหาย หากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม โครงสร้างพื้นฐานแบบผสมสีเขียว–สีเทานี้จะสามารถสร้างประโยชน์หลากหลาย ได้แก่ การดูดซับคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร การสร้างรายได้ การกรองน้ำ และสุขภาวะของมนุษย์และควรมีความยืดหยุ่นในการออกแบบ ก่อสร้าง และดูแลรักษา แม้แนวคิดนี้จะเริ่มถูกนำมาใช้ในบางพื้นที่ แต่ในบริบทของชายฝั่ง ยังถือว่า “เพิ่งเริ่มต้น” เท่านั้น นอกจากนี้ การวัดผลว่าโครงสร้างเหล่านี้มีประโยชน์หลากหลายแค่ไหน และคุ้มค่าแค่ไหน เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งต้องใช้ประโยชน์บนชายฝั่งและในทะเลอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการป้องกันภัย การผลิตอาหาร และการพักผ่อนท่องเที่ยว เมื่อโลกของเรากำลังเปลี่ยนแปลง และมีโอกาสสร้างสิ่งใหม่ เราจึงควรถามตนเองว่า… “ในอนาคต…เราต้องการให้โครงสร้างชายฝั่งของเรา […]

Beachlover

May 9, 2025

Green–Gray Infrastructure : ตอนที่ 1 ความจำเป็น

ชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ได้หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์มาเป็นหมื่นๆ ปี ตลอดช่วงเวลานั้น มนุษย์มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยให้เปลี่ยนผ่านจากการดำรงชีวิตแบบล่าสัตว์และเก็บของป่า ไปสู่การตั้งถิ่นฐานในรูปแบบชุมชนเกษตรกรรมขนาดเล็ก และในที่สุดก็กลายเป็นสังคมรัฐที่ซับซ้อน พื้นที่ชายฝั่งอย่างปากแม่น้ำ อ่าว และทะเลสาบ เป็นท่าเรือธรรมชาติมาแต่เดิม เมื่อชุมชนชายฝั่งเติบโตขึ้น พื้นที่เหล่านี้ก็ถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย ผู้คนพัฒนาแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร สร้างโครงข่ายคมนาคม และจัดการสภาพแวดล้อมชายฝั่งให้เหมาะกับการดำรงชีพและขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อความมั่งคั่งของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้น เมืองและชุมชนจึงขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งมากขึ้น แต่การขยายตัวของเมืองที่หนาแน่นก็ทำให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติของชายฝั่งรับภาระเกินขีดจำกัด ทั้งด้านการดูดซับมลพิษและการรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในโลกยุคปัจจุบันที่มีประชากรเกือบ 8 พันล้านคน และกว่าครึ่งอาศัยอยู่ห่างจากทะเลไม่เกิน 200 กิโลเมตร พื้นที่ที่สามารถใช้สำหรับการอยู่อาศัยและการดำเนินไปของธรรมชาติก็เหลือน้อยลงเรื่อยๆ พื้นที่ธรรมชาติถูกลดทอนและรบกวนด้วยสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เมื่อระบบธรรมชาติไม่สามารถรองรับผู้คนได้อีกต่อไป ประชากรจำนวนมากจึงย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองที่เติบโตอย่างไร้ระเบียบ เป็นชุมชนแออัดที่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ทั้งทางกายภาพและการบริการของรัฐ หลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว กำลังทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่ ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาก็เร่งลงทุนเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง ประชากร และอุตสาหกรรม แต่คำถามสำคัญคือ การพัฒนาเหล่านี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวางแผน การดำเนินงาน และการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม หากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ยั่งยืน อาจกลายเป็นภาระของคนรุ่นหลัง ทั้งในรูปแบบของหนี้สิน ความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้น และการเสียโอกาสในการปรับตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่านี้ในอนาคต ขณะที่สังคมเริ่มตระหนักถึงความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามที่ใหญ่อีกประการหนึ่ง นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จาก สภาพอากาศรุนแรง ที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นและหนักขึ้นเพราะโลกร้อน เช่น พายุขนาดใหญ่หรือฝนตกหนักผิดปกติ ในอนาคตอันใกล้ปัญหา ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ของชุมชนชายฝั่ง เพราะมันเพิ่มความเสี่ยงทั้งจากน้ำท่วมและน้ำเค็มที่ซึมเข้าแหล่งน้ำใต้ดิน […]

Beachlover

May 2, 2025

Hybrid solution แนวทางผสมผสานเพื่อป้องกันชายฝั่ง

การกัดเซาะชายฝั่งทะเลเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของชุมชนชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศไทย แนวทางดั้งเดิม เช่น กำแพงกันคลื่นและเขื่อนกันคลื่น มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย และการรบกวนพลวัตของตะกอนตามธรรมชาติ แนวทางการแก้ไขที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนคือการใช้ “Hybrid Solution” หรือ “แนวทางผสมผสาน” ซึ่งรวมข้อดีของวิศวกรรมโครงสร้างทางวิศวกรรม เข้ากับโครงสร้างที่เลียนแบบธรรมชาติ (nature-based solutions หรือ NbS) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชายฝั่งและฟื้นฟูระบบนิเวศ แนวทาง Hybrid Solution: การผสมผสานเพื่อการป้องกันชายฝั่งที่ยั่งยืน 1. โครงสร้างเลียนแบบธรรมชาติ (Nature-Based Solutions – NbS) NbS มุ่งเน้นการใช้หรือฟื้นฟูองค์ประกอบธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าชายเลน การสร้างแนวสันทราย หรือการใช้แนวไม้ไผ่เพื่อชะลอคลื่น แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงคลื่นและการกัดเซาะ แต่ยังส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศชายฝั่ง 2. โครงสร้างทางวิศวกรรม (Grey Infrastructure) โครงสร้างทางวิศวกรรม เช่น เขื่อนกันคลื่น (seawalls), แนวหินป้องกัน (revetments), และแนวหินใต้น้ำ (submerged breakwaters) มักถูกใช้เพื่อป้องกันการกัดเซาะโดยตรง อย่างไรก็ตาม การใช้โครงสร้างเหล่านี้เพียงอย่างเดียวอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและการเคลื่อนที่ของตะกอนทราย​ 3. […]

Beachlover

April 28, 2025

ป่าชายเลน…ปราการธรรมชาติของหาดโคลน

ป่าชายเลนเปรียบเสมือนเกราะป้องกันชายฝั่งตามธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีกลไกการทำงานที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติในการปกป้องชายฝั่งจากการกัดเซาะของคลื่นและกระแสน้ำ เริ่มต้นจากระบบรากที่แผ่กว้างและหนาแน่นของต้นไม้ป่าชายเลน เช่น ต้นโกงกาง แสม ลำพู ซึ่งทำหน้าที่เสมือนตาข่ายใต้น้ำที่สอดประสานกันอย่างซับซ้อน เมื่อคลื่นและกระแสน้ำพุ่งเข้าปะทะชายฝั่ง รากเหล่านี้จะช่วยชะลอความเร็วและลดพลังงานของคลื่นลงอย่างมาก เปรียบเสมือนกำแพงธรรมชาติที่คอยสกัดกั้นคลื่นไม่ให้เข้าถึงชายฝั่งโดยตรง นอกจากนี้ รากของต้นไม้ยังช่วยดักจับตะกอนดิน ทราย และอินทรียวัตถุต่างๆ ที่พัดพามาตามน้ำ ทำให้เกิดการสะสมของตะกอนบริเวณชายฝั่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่และความแข็งแรงให้กับชายฝั่งตามธรรมชาติ ระบบรากของไม้ป่าชายเลนมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามชนิดของพันธุ์ไม้ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นดินเลน น้ำท่วมขัง และมีออกซิเจนต่ำ โดยสามารถแบ่งประเภทของรากได้ดังนี้ 1. รากค้ำจุน (Prop roots หรือ Stilt roots): เป็นรากที่งอกออกมาจากลำต้นส่วนล่าง แล้วเจริญเติบโตลงไปในดิน ทำหน้าที่พยุงลำต้นให้แข็งแรง คล้ายเสาค้ำยัน ช่วยให้ต้นไม้ทรงตัวได้ดีในดินเลนที่อ่อนนุ่ม นอกจากนี้ รากค้ำจุนยังมีช่องอากาศ (Lenticels) เพื่อช่วยในการหายใจและรับออกซิเจน ตัวอย่างไม้ป่าชายเลนที่มีรากค้ำจุน ได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ 2. รากหายใจ (Pneumatophores): เป็นรากที่งอกขึ้นมาจากดินในแนวดิ่ง มีลักษณะคล้ายดินสอหรือเข็ม ทำหน้าที่หลักในการแลกเปลี่ยนก๊าซ โดยเฉพาะการรับออกซิเจนเข้าสู่ราก เนื่องจากดินเลนมีออกซิเจนน้อย รากหายใจจึงมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของต้นไม้ ตัวอย่างไม้ป่าชายเลนที่มีรากหายใจ ได้แก่ ลำพู แสมทะเล 3. […]

Beachlover

July 31, 2024