น้ำทะเลหนุนในคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่เมืองกลับรับไม่ไหว

วันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีรายงานข่าวน้ำทะเลหนุนสูงจนเอ่อล้นเข้าท่วมตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม บ้านเรือน ร้านค้า และทางเดินริมคลองได้รับผลกระทบ ชาวบ้านบางรายบอกว่าเคยเผชิญน้ำทะเลหนุนมาหลายสิบปี แต่ครั้งนี้น้ำสูงกว่าที่คุ้นเคย จนบางจุดล้นขึ้นไปถึงชั้นบนของบ้าน (Link: Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอส) Beach Lover เคยเขียนบทความให้ความรู้เรื่องระดับน้ำทะเล และปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องไปแล้วในหลายโพส ตามอ่านได้จาก Search icon มุมขวาบน คำถามสำหรับข่าวนี้คือ ทำไมน้ำทะเลจึงขึ้นสูงได้ขนาดนั้น? หลายคนอาจนึกถึงพระจันทร์เต็มดวง หรือที่เราคุ้นเคยกันว่าเป็นช่วงน้ำเกิด แต่ดวงจันทร์เกี่ยวข้องกับน้ำทะเลอย่างไร และหากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เหตุใดบางครั้งจึงกลายเป็นน้ำท่วมรุนแรง? คำตอบต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า น้ำทะเลไม่ได้อยู่นิ่ง แม้ในวันที่ไม่มีคลื่นลมหรือพายุ ระดับน้ำก็ยังเคลื่อนขึ้นและลงตามจังหวะของธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ทำไมน้ำทะเลจึงขึ้นและลง? น้ำขึ้นน้ำลง  เกิดจากแรงก่อให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งเป็นผลจากความแตกต่างของแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์กระทำต่อส่วนต่าง ๆ ของโลก ร่วมกับการเคลื่อนที่ของระบบโลก–ดวงจันทร์ ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณสองเท่า แม้ดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่ามหาศาล แต่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้มวลน้ำในมหาสมุทรเกิดการตอบสนองเป็นคลื่นคาบยาว และระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงตามเวลา บางพื้นที่มีน้ำขึ้นสูงและลงต่ำวันละสองครั้ง ขณะที่บางพื้นที่มีรูปแบบต่างออกไป ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศชายฝั่ง ความลึกของทะเล และลักษณะการเคลื่อนที่ของคลื่นน้ำขึ้นน้ำลง ที่สำคัญ น้ำขึ้นน้ำลงไม่ใช่น้ำทะเลที่ไหลเข้าหาฝั่งพร้อมกันทั้งโลก แต่เป็นปรากฏการณ์ที่มีเวลาและความสูงแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก ทำไม น้ำทะเลขึ้นลงแต่ละแห่งไม่เท่ากัน และ การขึ้นลงของระดับน้ำทะเลแต่ละพื้นที่นั้นไม่เหมือนกัน) ทำไมพระจันทร์เต็มดวง น้ำจึงขึ้นสูงกว่าปกติ? ในช่วงพระจันทร์เต็มดวง (Full Moon) ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์อยู่ในแนวเกือบเดียวกัน ทำให้แรงก่อให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เสริมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือ ช่วงต่างระดับระหว่างน้ำขึ้นสูงสุดกับน้ำลงต่ำสุดมีแนวโน้มมากกว่าปกติ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Spring Tide หรือภาษาไทยว่า น้ำเกิด น้ำเกิดไม่ได้หมายความว่าน้ำขึ้นอย่างเดียว แต่หมายความว่าน้ำขึ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น และน้ำลงก็มีแนวโน้มต่ำลงด้วย ที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่เฉพาะคืนพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้นที่เกิดน้ำเกิด แต่ในช่วงเดือนมืด (New Moon)  ก็เกิดน้ำเกิดได้เช่นกัน เพราะทั้งสามยังอยู่ในแนวเกือบเดียวกัน ส่วนช่วงข้างขึ้น 8 ค่ำ และข้างแรม 8 ค่ำ ซึ่งดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ทำมุมใกล้เคียง 90 องศาเมื่อมองจากโลก อิทธิพลของแรงก่อให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงจะหักล้างกันบางส่วน ช่วงต่างระดับน้ำขึ้นน้ำลงจึงลดลง เรียกว่า Neap Tide หรือ น้ำตาย นั่นหมายความว่า ในหนึ่งรอบเดือนทางจันทรคติ ประมาณ 29.5 วัน จะมีช่วงน้ำเกิดประมาณสองครั้ง และช่วงน้ำตายอีกสองครั้ง เป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว  แล้วเหตุใดน้ำทะเลหนุนครั้งนี้จึงรุนแรง? พระจันทร์เต็มดวงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เวลา 11.11 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมอัมพวาที่เป็นข่าวเพียงสองวัน จึงอยู่ในช่วงที่อิทธิพลของน้ำเกิดยังมีความสำคัญ  แต่จะสรุปว่าน้ำท่วมอัมพวาครั้งนี้เกิดจากดวงจันทร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะระดับน้ำทะเลที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในช่วงวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้แจ้งเตือนว่า บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนส่งผลให้เกิดลมฝ่ายตะวันออกและคลื่นลมแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง  ปรากฏการณ์เช่นนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิด Compound Flooding หรือการเกิดน้ำท่วมจากหลายปัจจัยร่วมกัน ลองนึกภาพว่าระดับน้ำทะเลจากน้ำเกิดกำลังอยู่ในช่วงสูง หากขณะเดียวกันลมพัดดันน้ำเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง และมีน้ำจากแม่น้ำไหลลงมาสมทบ ระดับน้ำในพื้นที่ปากแม่น้ำก็อาจเพิ่มสูงขึ้นจนล้นตลิ่งได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ น้ำเกิดเป็นจังหวะธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ แต่ความรุนแรงของน้ำท่วมยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในเวลานั้นด้วย สำหรับเหตุการณ์อัมพวา การจะระบุว่าปัจจัยใดมีส่วนทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นมากน้อยเพียงใด จำเป็นต้องนำข้อมูลระดับน้ำที่ตรวจวัดจริงมาเปรียบเทียบกับระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่คำนวณจากดาราศาสตร์ รวมถึงตรวจสอบลม ความกดอากาศ และปริมาณน้ำในแม่น้ำด้วย 4. น้ำขึ้นสูงส่งผลต่อชายหาดอย่างไร? สำหรับชายหาด น้ำขึ้นสูงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดน้ำท่วมชุมชนเสมอไป แต่สิ่งที่เราเห็นได้ชัดที่สุดคือ พื้นที่หาดทรายที่เคยใช้ประโยชน์อาจแคบลง หรือหายไปชั่วคราว เวลาน้ำลง เราอาจเดินเล่นบนหาดกว้างหลายสิบเมตร แต่เมื่อน้ำขึ้นสูง พื้นที่เดียวกันอาจถูกน้ำท่วมถึงจนแทบไม่เหลือทรายให้เดิน นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของชายหาด ไม่ใช่หลักฐานว่าชายหาดเกิดการกัดเซาะเสมอไป อย่างไรก็ตาม หากน้ำขึ้นสูงเกิดพร้อมกับคลื่นขนาดใหญ่ คลื่นจะสามารถเคลื่อนตัวเข้าถึงพื้นที่ส่วนบนของชายหาดได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสเกิดการกัดเซาะบริเวณสันหาด  เนินทรายชายฝั่ง  หรือพื้นที่ด้านหลังชายหาด สำหรับชายหาดที่มีกำแพงกันคลื่นตั้งอยู่ใกล้แนวน้ำทะเล ระดับน้ำที่สูงขึ้นอาจทำให้คลื่นกระแทกโครงสร้างได้โดยตรง และเพิ่มโอกาสเกิดน้ำกระเซ็นหรือน้ำล้นข้ามสันกำแพง ดังนั้น ระดับน้ำทะเลจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง ไม่แพ้ความสูงคลื่น เพราะคลื่นขนาดเท่ากันอาจสร้างผลกระทบแตกต่างกันอย่างมากเมื่อระดับน้ำทะเลเปลี่ยนไป 5. น้ำเกิดไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ความเสี่ยงของเราอาจกำลังเปลี่ยนไป สิ่งที่น่าสนใจจากข่าวอัมพวาไม่ใช่เพียงระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นคำบอกเล่าของชาวบ้านที่รู้สึกว่าน้ำหนุนครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคยพบ ในทางวิชาการ คำบอกเล่านี้เป็นข้อสังเกตที่ควรนำไปตรวจสอบกับข้อมูลระยะยาว ไม่ใช่หลักฐานที่ใช้ยืนยันได้ทันทีว่าระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งหนึ่งที่ทราบแน่ชัดคือ เมื่อระดับน้ำทะเลเฉลี่ยสูงขึ้น หรือเมื่อแผ่นดินทรุดตัวจนระดับพื้นดินต่ำลงเมื่อเทียบกับทะเล ระดับน้ำขึ้นสูงที่เคยไม่สร้างปัญหาอาจเริ่มล้นเข้าท่วมพื้นที่ได้บ่อยขึ้น สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งกับพื้นที่ลุ่มต่ำริมชายฝั่งและปากแม่น้ำ โดยเฉพาะบริเวณที่มีชุมชนตั้งอยู่ใกล้ระดับน้ำทะเล ปัญหาจึงไม่ใช่การทำให้น้ำทะเลหยุดขึ้น เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแรงที่ก่อให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ได้ แต่เป็นการทำความเข้าใจระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลง และวางแผนใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ การมีข้อมูลระดับน้ำทะเลที่ถูกต้อง ตรวจสอบย้อนหลังได้ และเข้าถึงได้ง่ายสำหรับประชาชน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องทางวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนเตรียมรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ (อ่านเพิ่มเติมได้จาก ข้อมูลระดับน้ำทะเลมีอยู่แล้ว […]

Beachlover

October 29, 2026