นิติรัฐสิ่งแวดล้อม: การดำเนินโครงการก่อสร้างบนพื้นที่ชายฝั่งทะเล
นิติรัฐสิ่งแวดล้อม: การดำเนินโครงการก่อสร้างบนพื้นที่ชายฝั่งทะเล
นิติรัฐสิ่งแวดล้อม: การดำเนินโครงการก่อสร้างบนพื้นที่ชายฝั่งทะเล
สดๆร้อนๆ !!! (ร่าง) งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ประจำปีงบประมาณ 2564 ใน 3 กรม จาก 3 กระทรวง รวม 1,735,484,800 บาท มีหลายประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะงานป้องกันชายฝั่งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สตูล ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 12 โครงการ พบว่าหลายพื้นที่ก่อสร้างไม่มีบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่ต้องป้องกัน โดยโครงการถูกบรรจุไว้ในแผนบูรณาการโครงการมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ (ขาวคาดแดงเล่มที่ 8 และ ขาวคาดแดงเล่มที่ 18-1) บางโครงการแม้สร้างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ถูกตั้งงบประมาณกระจายไปในหลายโครงการ เช่น โครงการป้องกันชายฝั่งปากแตระ ระโนด จ.สงขลา จำนวน 4 โครงการ ในพื้นที่หมู่ 3, 4 และ 5 ที่ตั้งงบประมาณไว้ใน โครงการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และโครงการป้องกันการสูญเสียดินแดน (ขาวคาดแดงเล่มที่ 8) ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ทั้ง 80 โครงการในปี 2564 […]
หาดราไว (Rawai Beach) แหล่งท่องเที่ยวใน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเล ที่มีการตกสะสมตัวของตะกอนทรายจากตอนเหนือบริเวณปากคลองวังวนที่บ้านราไวเหนือ และยาวต่อเนื่องลงไปทางตอนใต้จนถึงปากคลองยานซื่อด้านตรงข้ามกับบ้านตันหยงละไน้ รวมเป็นหาดทรายที่มีความยาวประมาณ 3.5 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา เป็นหาดทรายที่เกิดจากกระแสน้ำเลียบชายฝั่งพัดพาเอาตะกอนทรายมาสะสมตัวงอกขนานไปกับแนวชายฝั่ง โดยมีแนวป่าชายเลนอยู่ระหว่างสันดอนทรายกับชายฝั่งทะเลที่เป็นพื้นที่เชิงเขา ผืนทรายมีลักษณะสีเทาคล้ำด้วยเศษซากอินทรีย์ บางบริเวณพบการสลับกันระหว่างชั้นเศษซากอินทรีย์กับชั้นทรายบาง ๆ เรียงซ้อนขนานไปกับแนวชายฝั่ง (http://www.satun-geopark.com) ทีม Beach Lover ได้ลงพื้นที่นี้เมื่อปี 2560 พบว่าชายหาดแห่งนี้มีความลาดชันหน้าหาดเพียง 2.60 องศา (ความลาดชันชายหาดเฉลี่ยของหาดทรายประเทศไทยคือ 7 องศา)และมีขนาดเฉลี่ยของตะกอนทรายปนโคลนที่ค่อนข้างละเอียดคือ 0.12 มิลลิเมตรเท่านั้น (ขนาดเฉลี่ยของหาดทรายประเทศไทยคือ 0.25 มิลลิเมตร) จากการสังเกตสภาพโดยรวมพบว่า มีถนนเลียบชายฝั่งตลอดแนว แต่มิได้ประชิดชายฝั่งมากนัก มีจุดแวะพักสำหรับนักท่องเที่ยว ลานจอดรถ และสนามเด็กเล่น มีกำแพงกันคลื่นขนานไปกับแนวชายหาดตั้งแต่จุดแวะพักนักท่องเที่ยวขึ้นไปทางทิศเหนือจรดปากคลอง สร้างโดยองค์การบริหารส่วนตำบลขอนคลาน ไม่มีชุมชนอาศัยอยู่บริเวณนั้น มีเพียงบ้านกระจายทางฝั่งตะวันออกของถนนอย่างประปราย ช่วงน้ำลงชายหาดกว้างมากกว่า 50 เมตร และน้ำทะเลสามารถขึ้นถึงริมฝั่งได้ในช่วงน้ำขึ้นของบางฤดูกาล จนเดือนเมษายน 2563 เครือข่ายของ Beach for life […]
ชายหาดระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา ยามนี้ (15 มี.ค. 2563) กำลังมีการก่อสร้างโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง คาดว่าน่าจะเป็นกำแพงกันคลื่น ขณะนี้ทีม Beach lover ยังไม่ทราบรายละเอียด หากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมจะนำมาเสนอโดยไว
พาชมกำแพงกันคลื่นหน้าวัดเกาะพยาม ณ เกาะพยาม จ.ระนอง ดำเนินการโดยวัด เพื่อการอยู่รอดของวัด ประกอบด้วยกำแพงคอนกรีตแบบเอียง และกำแพงที่สร้างโดยหล่อปูนในยางรถยนต์ ช่วงที่ทำการสำรวจเป็นช่วงเวลาน้ำขึ้น พบว่าด้านหน้าโครงสร้างนั้นแทบไม่มีชายหาดหลงเหลืออยู่เลย ดูจากพื้นที่ข้างเคียงแล้ววัดน่าจะล้ำลงมาใช้ประโยชน์บนชายหาด จนทำให้ต้องสร้างโครงสร้างป้องกันแบบนี้
กําแพงกันคลื่น มีลักษณะเป็นกําแพงวางตัวตามแนวประชิดและขนานชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่น ทําให้พื้นที่ด้านหลัง กําแพงกันคลื่นไม่ถูกกัดเซาะ มักใช้ในการป้องกันชายฝั่งที่มีพื้นที่แคบๆ นิยมใช้ในการป้องกันพื้นที่ของเอกชนเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย ไม่สูงมากนัก อาจมีได้หลากหลายรูปแบบเช่น กําแพงกันคลื่นแบบหินทิ้ง แบบเข็มพืด แบบ Tetrapod แบบเกเบียน เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเชิงพื้นที่และงบประมาณ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ เกิดการสะท้อนกลับของคลื่นที่เข้ามากระทบโดยจะมีความ รุนแรงมากหน้ากําแพง ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อการใช้ประโยชน์ ด้านหน้ากําแพงได้ เมื่อคลื่นเข้าปะทะกําแพงจะเกิดการตะกุยตะกอนทรายจากชายหาดด้านหน้ากําแพงกันคลื่น แล้วกระแสน้ําในทิศทางออกจากฝั่งซึ่งเกิดจากคลื่นจะพาตะกอนทรายเหล่านั้นออกไปนอกชายฝั่ง ทําให้เกิดการกัดเซาะบริเวณหน้ากําแพงกันคลื่น ทําให้การเข้าถึงชายหาดถูกปรับเปลี่ยนสภาพไป อาจเกิดความไม่สะดวกขึ้น ทําให้เกิดการกัดเซาะที่ฐานและด้านท้ายน้ําของกําแพง (Downdrift) โดยมีลักษณะเป็น Local effect หากเป็นกําแพงกันคลื่นแบบหินทิ้งมักก่อให้เกิดอันตรายเมื่อลม พายุขนาดใหญ่หอบเอาหินเข้ามาที่ชายฝั่งด้านใน เป็นอันตรายต่อ พื้นท่ีใกล้เคียงได้ ส่งผลเสียต่อทัศนียภาพริมทะเล ที่สำคัญ หากจุดสิ้นสุดของปลายกำแพงไม่ใช่หัวหาด หัวแหลม โครงสร้างป้องกันชายฝั่ง หรือโครงสร้างปากแม่น้ำ จะเกิดการกัดเซาะต่อเนื่องทางด้านท้ายน้ำ จนอาจจะต้องสร้างกำแพง “ต่อไปเรื่อยๆ” ใช้งบประมาณ “ต่อไปเรื่อยๆ” เพื่อแก้ไขปัญหานี้ “ต่อไปเรื่อยๆ” ตามรูป คำถามตัวโตๆคือ ประเทศไทยร่ำรวยพอที่จะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ “ต่อไปเรื่อยๆ” หรือไม่
จากเอกสาร “รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง บริเวณตำบลชิงโค ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จ.สงขลา (บริเวณหาดทรายแก้ว)” ที่ได้จัดทำไว้เมื่อพฤษภาคม 2558 โดยบริษัท เอส ที เอส เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด โดยมีเจ้าของงานคือกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม พบรายละเอียดของโครงการดังนี้ (หน้า 2-57 ถึง 2-58) การก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณหาดทรายแก้ว ได้ออกแบบให้เป็น เขื่อนกันคลื่นนอกฝั่งสันต่ำ จำนวน 6 ตัว ทำหน้าที่สลายพลังงานคลื่น และมีหัวหาด (Head land) ทั้งทางด้านเหนือ (NHL) และด้านใต้ (SHL) ของโครงการเป็นตัวควบคุมความสมดุลของแนวชายฝั่ง โดยหัวหาดเหนือห่างจาก Spending beach breakwater ประมาณ 100 เมตร และหัวหาดด้านใต้ห่างออกจากฝั่งประมาณ 300 เมตร นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบให้มีช่องระบายน้ำอยู่ชิดกับหัวหาด และมีกำแพงกันดินแบบหินทิ้ง (RR1 และ RR2) ทั้ง 2 ข้างของช่องทางระบายน้ำ เพื่อกันทรายไม่ให้ถูกพัดเข้าไปทับถมในทางระบายน้ำดังรูป สำหรับการเสริมทราย จะดำเนินการรื้อรอดักทรายบริเวณเดิมออก […]