เปิด 5 รายชื่อบริษัทที่ได้งานป้องกันชายฝั่ง 2558-2562

Beach Lover ได้นำเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายเพื่อการป้องกันชายฝั่งมาแล้วอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2564 สามารถติดตามได้จาก https://beachlover.net/budget-2563-beach-erosion/ และ https://beachlover.net/ร่างงบประมาณ-ชายฝั่ง-2564/ จะพบว่าหน่วยงานหลักทั้งสามหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการป้องกันชายฝั่งต้องจัดสรรงบประมาณ 1500-1800 ล้านบาทต่อปีเพื่อป้องกันชายฝั่ง หากตีเป็นตัวเลขกลมๆพบว่างบประมาณจำนวนนี้สามารถส่งเด็กเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัยได้ประมาณ 1000 คนในสถานศึกษาของรัฐ (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2561) Beach Lover ได้ตามต่อจากงบประมาณลึกลงไปในส่วนของบริษัทที่ชนะการประมูลงานป้องกันชายฝั่งของรัฐในช่วง 2558-2563 เท่าที่มีข้อมูลเปิดเผยจากฐานข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ แสดงดังกราฟด้านล่าง พบว่า เกือบ 1 ใน 4 ของงบประมาณป้องกันชายฝั่งตลอดระยะเวลา 6 ปีร่วม 4,000 กว่าล้านบาทนั้น บริษัทตากใบการโยธาชนะการประมูลและได้รับงานไปเป็นอันดับหนึ่งคิดเป็น 24.541% รองลงมาคือบริษัทเอสซีจี 1995 จำกัด คิดเป็น 23.617% สามารถติดตามผลงานบางส่วน ของบริษัทตากใบการโยธาที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันได้จาก https://beachlover.net/ความคืบหน้า-กำแพงบ่ออิฐ/ และ https://beachlover.net/ตรวจงาน-เขื่อน-หาดแก้ว/ และ https://beachlover.net/โครงสร้าง-หาดแก้ว/

Beachlover

Beachlover

August 29, 2020

งบประมาณตั้งใหม่เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งปีนี้ คิดเป็น 18.84% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2564

ตามที่ Beach Lover ได้นำเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายเพื่อป้องกันชายฝั่งทะเลประจำปีงบประมาณ 2564 ไปแล้วนั้น (https://beachlover.net/ร่างงบประมาณ-ชายฝั่ง-2564/) พบว่า ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ผูกพันมาตั้งแต่ปีงบประมาณก่อนหน้า เมื่อจำแนกลงในรายละเอียดแล้วพบว่า โครงการป้องกันชายฝั่งที่ตั้งใหม่ในปีงบประมาณ 2564 รวมทั้ง 3 กรม จำนวน 19 โครงการ รวมงบประมาณ 327 ล้านบาท หรือคิดเป็น 18.84% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ประเด็นที่น่าสังเกตคือโครงการส่วนใหญ่ที่ตั้งใหม่ มักมีระยะเวลาผูกพันโครงการ 3 ปี นั่นหมายความว่า หากแต่ละโครงการผ่านการพิจารณางบประมาณประจำปี และอนุมัติให้ดำเนินการได้ งบประมาณส่วนนี้จะผูกพันไปอีกสามปีโดยมากแล้วในปีงบประมาณถัดๆก็จะไม่สามารถตัดทอนหรือลดทอนส่วนของงบผูกพันนี้ออกไปได้ ดังนั้นหากโครงการใดไม่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างเพียงพอและไม่สมควรเกิดขึ้น จำเป็นต้องแสดงความเห็นให้มีการตัดทอนรายโครงการไปตั้งแต่เริ่มปีงบประมาณที่ตั้งใหม่ เพราะหากปล่อยให้โครงการเหล่านั้นดำเนินไปและกลายเป็นงบผูกพันไปแล้ว จะเป็นการยากหากจะไปตัดทอนงบประมาณส่วนนั้นในปีถัดๆไป ดังจะเห็นได้จากตารางที่ได้รวบรวมมานี้ว่าสัดส่วนมากกว่า 80% ของงบประมาณรายจ่ายนั้นเป็นงบผูกพันมาจากปีก่อนๆ คำถาม: เหล่าผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่มีหน้าที่พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้น มีข้อมูลและเท่าทันความรู้มากน้อยขนาดไหนที่จะไปต่อรองกับภาครัฐเจ้าของโครงการ คำตอบ: ?>#@$%&*!

Beachlover

Beachlover

July 15, 2020

สดๆร้อนๆ ! เปิด (ร่าง) งบประมาณแผ่นดินปี 2564 เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งใน 3 กรม

สดๆร้อนๆ !!! (ร่าง) งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างและซ่อมแซมโครงสร้างป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ประจำปีงบประมาณ 2564 ใน 3 กรม จาก 3 กระทรวง รวม 1,735,484,800 บาท มีหลายประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต โดยเฉพาะงานป้องกันชายฝั่งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สตูล ปัตตานี และนราธิวาส จำนวน 12 โครงการ พบว่าหลายพื้นที่ก่อสร้างไม่มีบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่ต้องป้องกัน โดยโครงการถูกบรรจุไว้ในแผนบูรณาการโครงการมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ (ขาวคาดแดงเล่มที่ 8 และ ขาวคาดแดงเล่มที่ 18-1) บางโครงการแม้สร้างอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ถูกตั้งงบประมาณกระจายไปในหลายโครงการ เช่น โครงการป้องกันชายฝั่งปากแตระ ระโนด จ.สงขลา จำนวน 4 โครงการ ในพื้นที่หมู่ 3, 4 และ 5 ที่ตั้งงบประมาณไว้ใน โครงการแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และโครงการป้องกันการสูญเสียดินแดน (ขาวคาดแดงเล่มที่ 8) ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องคือ ทั้ง 80 โครงการในปี 2564 […]

Beachlover

Beachlover

July 1, 2020

กำแพงกันคลื่นใน 3 พื้นที่ ที่ต้องตั้งงบประมาณ “ต่อไปเรื่อยๆ” [17ม.ค.2563]

กําแพงกันคลื่น มีลักษณะเป็นกําแพงวางตัวตามแนวประชิดและขนานชายฝั่ง เพื่อรับแรงปะทะจากคลื่น ทําให้พื้นที่ด้านหลัง กําแพงกันคลื่นไม่ถูกกัดเซาะ มักใช้ในการป้องกันชายฝั่งที่มีพื้นที่แคบๆ นิยมใช้ในการป้องกันพื้นที่ของเอกชนเนื่องจากมีค่าใช้จ่าย ไม่สูงมากนัก อาจมีได้หลากหลายรูปแบบเช่น กําแพงกันคลื่นแบบหินทิ้ง แบบเข็มพืด แบบ Tetrapod แบบเกเบียน เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมเชิงพื้นที่และงบประมาณ ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ เกิดการสะท้อนกลับของคลื่นที่เข้ามากระทบโดยจะมีความ รุนแรงมากหน้ากําแพง ส่งผลให้เกิดอันตรายต่อการใช้ประโยชน์ ด้านหน้ากําแพงได้ เมื่อคลื่นเข้าปะทะกําแพงจะเกิดการตะกุยตะกอนทรายจากชายหาดด้านหน้ากําแพงกันคลื่น แล้วกระแสน้ําในทิศทางออกจากฝั่งซึ่งเกิดจากคลื่นจะพาตะกอนทรายเหล่านั้นออกไปนอกชายฝั่ง ทําให้เกิดการกัดเซาะบริเวณหน้ากําแพงกันคลื่น ทําให้การเข้าถึงชายหาดถูกปรับเปลี่ยนสภาพไป อาจเกิดความไม่สะดวกขึ้น ทําให้เกิดการกัดเซาะที่ฐานและด้านท้ายน้ําของกําแพง (Downdrift) โดยมีลักษณะเป็น Local effect หากเป็นกําแพงกันคลื่นแบบหินทิ้งมักก่อให้เกิดอันตรายเมื่อลม พายุขนาดใหญ่หอบเอาหินเข้ามาที่ชายฝั่งด้านใน เป็นอันตรายต่อ พื้นท่ีใกล้เคียงได้ ส่งผลเสียต่อทัศนียภาพริมทะเล ที่สำคัญ หากจุดสิ้นสุดของปลายกำแพงไม่ใช่หัวหาด หัวแหลม โครงสร้างป้องกันชายฝั่ง หรือโครงสร้างปากแม่น้ำ จะเกิดการกัดเซาะต่อเนื่องทางด้านท้ายน้ำ จนอาจจะต้องสร้างกำแพง “ต่อไปเรื่อยๆ” ใช้งบประมาณ “ต่อไปเรื่อยๆ” เพื่อแก้ไขปัญหานี้ “ต่อไปเรื่อยๆ” ตามรูป คำถามตัวโตๆคือ ประเทศไทยร่ำรวยพอที่จะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ “ต่อไปเรื่อยๆ” หรือไม่

Beachlover

Beachlover

January 17, 2020