เปิดปม “กำแพงกันคลื่น” หาดกัดเพราะรัฐสร้าง
ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ที่มา : กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ที่มา: https://siamrath.co.th/n/209907 ฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ทะเลมีคลื่นลมแรงซัดเข้าหาฝั่ง ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้พี่น้องประชาชน ใน อ.ระโนด จ.สงขลา ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลอ่าวได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ ม.3 และ ม.2 ต. ท่าบอน อ.ระโนด ซึ่งตอนนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากคลื่นได้ถล่มเข้าหาชายฝั่งตั่งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ล่าสุดในวันนี้ 6 มกราคม 2564 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ พร้อมด้วย ร.ต.อ. อรุณ สวัสดี ส.ส. เขต 4 สงขลา ไปตรวจสอบสภาพปัญหาบ้านเรือนของชาวบ้านหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ต. ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา พบว่า คลื่นลมในทะเลยังแรงคลื่นสูงประมาณ3 เมตร ซัดเข้าใส่ผนังกันคลื่นที่เคยสร้างด้วยคอนกรีต ความยาวกว่า 5 กิโลเมตร จนพังทลาย และกัดเซาะชายฝั่งเข้ามาอย่างรุนแรง จนมาถึงบ้านเรือนประชาชน ซึ่งโดนคลื่นถล่มกัดเซาะเอาดินใต้พื้นออกหมดทำให้บ้านพังและกำแพงแตกร้าว […]
หลังผ่านพ้นพายุโนอึลไปเมื่อกลางเดือนกันยายน 2563 Beach lover ได้นำเสนอปัญหากัดเซาะบริเวณหาดบางเนียงไปแล้วตามโพส https://beachlover.net/หาดบางเนียงพังงา/ หลังจากนั้นได้ทราบข่าวว่ามีความพยายามร่วมกันหารือเพื่อป้องกันชายฝั่งบริเวณนี้จากทั้งรัฐและเอกชน โดยทางเจ้าของที่ดินเองได้นำทรายด้านหน้าหาดมาถมพื้นที่ที่ถูกกัดเซาะไป แต่ก็ไม่เป็นผล Beach Lover ได้มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์นี้อีกครั้งช่วงสิ้นสุดมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2563 พบว่าพื้นที่ที่เคยถูกกัดเซาะนั้นบางส่วนยังคงสภาพเดิม บางส่วนทางเจ้าของพื้นที่ได้ทำดินมาถมเพื่อปรับพื้นที่ด้านบนให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะประกอบกิจการต่อได้ และเมื่อระดับน้ำทะเลลดระดับลงเป็นปกติไม่สูงเหมือนช่วงมรสุมก็ส่งผลให้คลื่นซัดเข้ามาไม่ถึงพื้นที่ด้านในแล้ว เมื่อเดินถัดไปตามแนวชายฝั่งทางทิศเหนือของพื้นที่แถวๆปากคลองพบว่า พื้นที่ส่วนนี้ยังคงปกติไม่ปรากฏร่องรอยของการกัดเซาะ โดยพบว่าแนวฝั่งเป็นแนวเดียวกันกับแนวกำแพงกันคลื่นเดิมทางทิศใต้ ความหมายคือ การกัดเซาะในพื้นที่นี้เป็นการกัดเซาะที่เรียกว่าเฉพาะถิ่น หรือ Local effect จากการแทรกแซงสมดุลชายฝั่งที่เกิดขึ้นเป็นการเฉพาะในพื้นที่ ตามที่เคยได้อธิบายไว้ในโพสก่อนหน้านี้แล้วว่าปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแทรกแซงสมดุลชายฝั่งจนส่งผลให้พื้นที่นี้ถูกกัดเซาะมากขึ้นกว่าปกติในรูปแบบที่ผิดธรรมชาติ (โค้งเว้า) ก็เพราะกำแพงกันคลื่นที่อยู่ทางทิศใต้นั่นเอง (ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกำแพงกันคลื่น https://beachlover.net/กำแพงกันคลื่น-ไปต่อหรือพอแค่นี้/ และ https://beachlover.net/seawall/) เป็นความจริงที่ว่าในอดีตกำแพงกันคลื่นบนพื้นที่เอกชนแห่งนี้อยู่ห่างจากชายฝั่งเข้ามาประมาณหนึ่ง ไม่ถึงกับประชิดน้ำทะเลมาก แต่ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงของทั้งคลื่นลม ระดับน้ำทะเล ประกอบกับปราการทางธรรมชาติเพื่อช่วยป้องกันคลื่นสำหรับชายหาดแถบนี้อย่างแนวโขดหินใต้น้ำและปะการังธรรมชาติได้ถูกทำลายไปในช่วง Tsunami 2004 ส่งผลให้ชายหาดโดยภาพรวมของพังงาเริ่มกัดเซาะมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงเป็นเหตุให้กำแพงกันคลื่นของเอกชนที่สร้างทางทิศใต้ของพื้นที่เข้ามาอยู่ในระยะประชิดน้ำทะเลมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้กำแพงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการรบกวนการเคลื่อนที่ของคลื่นและตะกอนชายฝั่ง จึงเป็นเหตุให้พื้นที่ทางทิศเหนือของกำแพงเกิดการกัดเซาะในลักษณะโค้งเว้าจากการเลี้ยวเบนของคลื่นตามที่เห็น มาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาทั้งระบบของรัฐจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ระหว่างนี้ปัญหาเฉพาะหน้ายามมรสุมเป็นสิ่งที่รัฐควรคำนึงถึงเพื่อสวัสดิภาพของประชาชนผู้ใช้ประโยชน์ริมชายหาด
Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของชายหาดมหาราชไปแล้วในหลายตอน ติดตามได้จาก โพสเดิมๆโดยใช้ icon search มุมขวาบน แล้วพิมพ์คำว่า “หาดมหาราช” ได้เลย กำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันไดริมชายหาดมหาราช จ.สงขลา ระยะที่ 2 ที่กำลังเร่งมือก่อสร้างในช่วงเวลานี้ ได้ก่อสร้างต่อจากโครงสร้างกำแพงกันคลื่นที่มีอยู่เดิมทางทิศใต้ ที่มีความยาว 92 เมตรในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นช่วงที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้อ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นลมแรง และระดับน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้น จากการสำรวจภาคสนามโดยเครือข่าย Beach for life พบว่า ระดับน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้นกว่าปกติ ชายหาดด้านหน้าหายไป รวมถึงคลื่นวิ่งเข้าปะทะกำแพงและสะท้อนออกไปอย่างปั่นป่วน ยอดน้ำกระเซ็นของปลายคลื่นได้หอบเอาทรายขนาดละเอียดข้ามสันโครงสร้างเข้ามาด้านในบางส่วน เมื่อสำรวจไปทางทิศเหนือห่างจากจุดเดิมไปประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในช่วงเวลาเดียวกัน บริเวณที่กำลังมีการก่อสร้างกำแพงกันคลื่นระยะที่สองของกรมโยธาธิการและผังเมือง พบว่าหลุมบ่อที่เคยขุดไว้เพื่อเปิดหน้าหาดสำหรับงานฐานรากถูกทรายกลบจนหมด (สังเกตจากภาพวันที่ 29 ต.ค.2563 เทียบกับภาพของวันที่ 1 ม.ค.2564) แต่ยังพอหลงเหลือพื้นที่หน้าหาดอยู่บ้างเนื่องจากโครงสร้างในส่วนของขั้นบันไดยังไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกันกับพื้นที่ส่วนถัดไปที่เป็นตำแหน่งสิ้นสุดโครงสร้างระยะที่สองนี้ เป็นชายหาดที่ยังไม่มีโครงสร้าง แต่วางแผนว่าจะสร้างต่อไปในระยะที่สาม พื้นที่ส่วนนี้ยังคงมีพื้นที่หน้าหาดอยู่พอสมควร ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่หน้าหาดของกำแพงกันคลื่นระยะที่ 1 […]
ที่มา: https://www.facebook.com/SaveMaharatBeach ชมกันเเบบเต็มๆกำเเพงกันคลื่นหาดมหาราช เฟสที่ 1 กรมโยธาฯ บอกว่า จะรับเเรงคลื่นเมื่อเข้ามาปะทะ คลื่นจะค่อยๆสลายพลังงานไป เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คลื่นกระโจนเข้ามา เเละ เขายืนยันตลอดว่า กำเเพงกันคลื่นนี้น้ำทะเลเข้ามาไม่ถึง หาดหน้ากำเเพงจะไม่หายไป จริงอยู่ไม่หายไปในปีนี้ เเต่ถ้าคลื่นเข้ามาปะทะเรื่อยๆเเบบนี้หายไปเเน่นอน เเละประด็นคือ นี่คือกำเเพงกันคลื่นที่เเพงมาก มูลค่า 150 กว่าล้านบาท สุดท้ายเราได้กำเเพงกันคลื่นที่ทำให้คลื่นปะทะกำเเพงกันคลื่น กระโจนข้ามเข้ามาในแผ่นดิน เเละทำให้หาดทรายหายไป เกิดการกัดเซาะชายฝั่งไปเรื่อยๆ
ที่มา: https://www.facebook.com/Beachforlife.BFL/ วันที่ 1 มกราคม 2564 หาดทรายเเก้ว-ชิงโค จ.สงขลา โดยภาพแรก ถ่าย ณ ตำเเหน่งที่มีกำเเพงกันคลื่น เเละภาพที่สองถ่าย ณ ตำแหน่งที่ไม่มีกำเเพงกันคลื่น ภาพที่ 1 หาดที่มีกำเเพงกันคลื่น คลื่นปะทะข้ามกำเเพงกันคลื่นเข้ามา พื้นที่ด้านหลังกำเเพงกันคลื่น น้ำทะเลท่วมขัง ไอน้ำทะเลฟุ้งกระจายเต็มพื้นที่ ภาพที่ 2 เป็นสุดสิ้นสุดกำเเพงกันคลื่น ยังคงมีชายหาดอยู่ หาดทรายค่อยๆซับพลังงานคลื่น
ที่มา: https://www.one31.net/news/ พรมสีเขียวมรกตคล้ายกำมะหยี่จากสาหร่ายสีเขียว ที่เกาะติดตามขั้นบันไดปูนเขื่อนกันคลื่นระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร บริเวณชายหาดปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น เนื่องจากสีสันที่สวยงาม เมื่อกระทบเกลียวคลื่นจะเกิดแสงระยิบระยับ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาพักผ่อนชายทะเล ต่างหยิบโทรศัพท์มาบันทึกภาพเก็บไว้และแชร์ส่งต่อกันในโซเชียล หากใครจะมาเที่ยวชมปรากฏการณ์พรมสีเขียวมรกตนี้ ต้องมาช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดลง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงถึงเย็น จะมองเห็นได้ชัดเจนและสวยงาม สำหรับปรากฏการณ์สาหร่ายสีเขียวมรกตจะเกิดขึ้นช่วงมีฤดูมรสุมพัดเข้าหาฝั่ง ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมกราคม ของทุกปี และจะเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณชายหาดที่น้ำทะเลท่วมถึง เป็นช่วงที่น้ำทะเลใสสะอาด อากาศบริสุทธิ์ มีแสงแดดที่สาดส่องลงมาในอุณหภูมิที่เหมาะสม จนเกิดความสมดุลของระบบนิเวศน์ก็จะเกิดสาหร่ายทะเลสีเขียวมรกตขึ้นมา แต่ก็จะเกิดไม่นานเมื่อไหร่ที่น้ำทะเลลดลง บริเวณขั้นบันไดน้ำทะเลขึ้นไม่ถึง สาหร่ายก็จะถูกแสงแดดแผดเผาจนแห้งเป็นสีขาวและตายไป ก็ถือเป็นไฮไลท์ในช่วงนี้ก็ว่าได้.
Beach Lover ได้เคยนำเสนอสภาพความเสียหายของกำแพงกันคลื่นปากน้ำปราณไปเมื่อ มิถุนายน 2563 ตาม Link https://beachlover.net/กำแพง-ปากน้ำปราณ-เสียหาย/ ณ ในเวลานั้นพบว่าลานเอนกประสงค์ที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนด้านหลังกำแพงกันคลื่นนั้นเสียหายเพียงบางส่วน โดยกำแพงกันคลื่นแนวดิ่งนั้นเริ่มเอียงลงทะเลแล้ว ในเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ Beach Lover ได้ลงสำรวจความเสียหายของกำแพงกันคลื่นนี้อีกครั้ง พบว่ากำแพงกันคลื่นที่เคยเอียงลงทะเล บัดนี้ได้ล้มลงทั้งแผงและหมดหน้าที่ของความเป็นกำแพงกันคลื่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพบว่าลานเอนกประสงค์ด้านหลังกำแพงก็ไหลลงทะเลด้วยเช่นกัน ส่วนที่ถัดจากกำแพงที่พังลงนั้น เดิมทีมีความเสียหายเกิดขึ้นอยู่แล้ว และหน่วยงานที่รับผิดชอบได้นำ Big bag ใส่ทรายมาวางเพื่อป้องกันความเสียหายด้านหลังกำแพง จากการสำรวจสภาพในครั้งนี้พบความเสียหายเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ด้านหลังกำแพงและ Big bag นอกจากนี้ยังพบว่า สะพานปลาที่มีสภาพพังเสียหายบัดนี้โครงสร้างหลักได้พังลงทะเลเกือบหมดแล้ว และจากคำบอกเล่าของผู้เกี่ยวข้องพบว่าซากที่พังของสะพานและหล่นลงทะเลนั้น วางตัวประหนึ่งเป็นรอดักทรายเนื่องจากวางตัวตั้งฉากกับการเคลื่อนตัวของตะกอนเลียบชายฝั่งซึ่งมีทิศเคลื่อนที่จากใต้ขึ้นเหนือ โดยพบการกัดเซาะในพื้นที่ด้านทิศเหนือของซากสะพานปลา ซึ่งเดิมเคยมีอาคารร้านค้าตั้งอยู่ริมทะเล แล้วถูกรื้อถอนไป แต่ยังคงพบซากปรักหักพังของโครงสร้างคอนกรีตบางอย่างหลงเหลือทิ้งไว้บนชายหาด ล่าสุด กรมโยธาธิการและผังเมืองมีแผนใช้งบประมาณเพื่อฟื้นฟูบูรณะกำแพงกันคลื่นบริเวณนี้พร้อมปรับภูมิทัศน์ความยาว 930 เมตร มูลค่างานรวม 147.963 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงบประมาณ, 2563) ปัจจุบันยังมิได้ลงมือก่อสร้าง โดยพบว่ามีเครือข่ายประชาชนแถบปากน้ำปราณได้ร้องเรียนให้ปรับรูปแบบและปรับเปลี่ยนแนวของโครงสร้างที่กรมโยธาวางแผนไว้ว่าจะยาวต่อเนื่องจากสามแยกถึงศาลสมเด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ นอกจากนี้พื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการทางด้านทิศเหนือของซากสะพานปลายังมีคดีความฟ้องร้องเรื่องการรุกพื้นที่สาธารณะเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัว โดยยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ซึ่งนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ยังมิได้ลงมือก่อสร้าง หากมีความคืบหน้าประการใด Beach Lover […]
Beach Lover ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของชายหาดสวนสน จ.ระยอง ไปบ้างแล้ว ทั้งงานก่อสร้างกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได [https://beachlover.net/กำแพงกันคลื่น-ไปต่อหรือพอแค่นี้/] ความเสียหายของพื้นที่ด้านบนของกำแพงกันคลื่นแบบตั้งตรงที่มีอยู่เดิม [https://beachlover.net/ปรักหักพัง-หาดสวนสน/] ครั้งนี้ Beach Lover ได้ลงสำรวจพื้นที่อีกครั้งเมื่อปลายเดือน พ.ย.2563 พบว่า กำแพงกันคลื่นนี้อาจจะไม่เสร็จตามแผนที่วางไว้ในอีกไม่ถึงเดือนคือ เดือนธันวาคม 2563 พบว่าพื้นที่ทางทิศตะวันตกของแนวกำแพง โครงสร้างหลักคือขั้นบันไดนั้นสร้างเกือบเสร็จแล้ว ยังคงเหลือโครงสร้างด้านบนสุดตรงสันกำแพงและการปรับภูมิทัศน์ ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันออกของแนวกำแพงพบเพียงงานขึ้นโครงเหล็กและหล่อโครงสร้างหลักทิ้งไว้เท่านั้น สภาพโดยรวมมีคนงานทำงานอยู่ไม่มาก กำแพงกันคลื่นที่ปรากฏ ณ หาดสวนสนนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการป้องกันตลิ่งริมทะเล โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองที่ใช้รูปแบบกำแพงกันคลื่นแบบขั้นบันได้เหมือนกับในอีกหลายๆพื้นที่ ที่ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว และกำลังสร้างอยู่ รวมถึงที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นไปบ้างแล้ว ก็ออกมาเป็นรูปแบบเดียวกันนี้ โดยทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เคยชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมหลายๆเวทีไว้ว่า “รูปแบบนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันชายฝั่งได้ดี หยุดการขยับของตลิ่ง ทำให้ชายฝั่งมีเสถียรภาพ สามารถลดความรุนแรงของคลื่นและลดการสะท้อนของคลื่นได้ ทำให้ลดปัญหาการคุ้ยทราย ลดการพัดพาทรายด้านหน้าหาดได้ในระดับหนึ่ง โครงสร้างได้ออกแบบให้มีความลาดชันเพียงพอต่อการให้ทรายไต่ขึ้นมาสะสมบริเวณหน้าโครงสร้างได้ นอกจากนั้น ระดับโครงสร้างถูกออกแบบให้มีความสูงเพียงพอในการป้องกันคลื่นซัดกระเซ็นข้ามสันคลื่นในฤดูมรสุมได้” หลังงานก่อสร้างแล้วเสร็จ Beach Lover จะลงสำรวจอีกครั้งและกลับมานำเสนอในโอกาสต่อไป
ที่มา: https://www.facebook.com/DMCRTH วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ กรม ทช. โดยสำนักงาน ทช.ที่๕ (สงขลา) เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ ๑ โครงการออกแบบและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเล พื้นที่ชายฝั่งทะเล ต.ท่าขึ้น และ ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนวัดทางขึ้น ม.๑ ต.ท่าขึ้น อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช จัดโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อชี้แจงรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้มีแผนการก่อสร้างโครงการดังกล่าวในพื้นที่ ม.๓ ต.ท่าขึ้น ความยาว ๗๐๐ ม. และ ม.๑ ต.ท่าขึ้น และ ม.๑๐ ต.ท่าศาลา ความยาว ๒,๔๐๐ ม. รวมระยะทางการก่อสร้างทั้งสิ้น ๓,๑๐๐ ม. มีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๐๐ คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ทั้งส่วนภูมิภาค […]