เชิญชวนประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ ณ บางกะไชย จันทบุรี [1ก.ค.2564]
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: https://ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์.com วันที่ 11มิ.ย.64 เวลา13.00.น นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติพร้อมด้วยตัวแทนผู้ร้องเรียนได้เข้ายื่นหนังสือกับนายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวน้อยบริเวณชายหาดอ่าวน้อยหมู่ที่2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์ งบประมาณการก่อสร้าง68ล้านบาท ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการฯว่าหน่วยงานของกรมโยธาธิการฯได้ขออนุญาต-และปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์หรือไม่ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่11กันยายน2562 ศาลปกครองจ.ประจวบคิรีขันธ์ ได้มีคำพิพากษาให้ทางกรมโยธาธิการฯต้องดำเนินการขออนุญาตเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกฎหมายที่ดินและให้ระงับการก่อสร้างฯ ระยะที่2 และที่3 ที่จะมีการก่อสร้างต่อจากระยะที่1จนกว่าจะได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดให้ถูกต้องและในคำพิพากษามีคำสั่งให้กรมโยธาธิการฯดำเนินการเรื่องขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องและให้ระงับการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอ่าวน้อย ในระยะที่2 และ3ไว้ก่อน จนกว่าจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ให้ถูกต้องครบถ้วนส่วนคำสั่งให้ชะลอการก่อสร้างให้ยกเลิกไป โดยขณะนี้ผู้ร้องเรียนได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเอาไว้แล้วโดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด แต่ปัจจุบันปรากฏว่ายังมีการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2564เป็นต้นมาการก่อสร้างในครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายของชายหาดอ่าวน้อยเป็นอย่างมากและจากการตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่พบว่าทางกรมโยธาธิการฯได้ดำเนินการขออนุญาติเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินในบริเวณพื้นที่ก่อสร้างแต่อย่างใด จึงขอให้อธิบดีกรมโยธาธิการฯตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้หรือไม่และขอให้ระงับการก่อสร้างระยะที่1-3ไว้ก่อน เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในข้อกฏหมายต่อไป หลังจากที่นายพรพจน์ เพ็ญพาสอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วได้เปิดเผยว่าเรื่องที่ร้องเรียนเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุดซึ่งตนจะไปก้าวล่วงอำนาจศาลไม่ได้ถ้าศาลตัดสินออกมาแบบไหนตนพร้อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทันที่และขอยืนยันว่าจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดและภายใน15วันจะมีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแจ้งถึงผู้ร้องเรียนให้ทราบต่อไป
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง
ที่มา: ข่าวเด่นนิวส์สยามออนไลน์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค 64 เวลา 11.00 น. นายคฑาภณ สนธิจิตร ประธานเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติเปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนให้ช่วยตรวจสอบการก่อสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพื้นที่ชายฝั่งอ่าวน้อย ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคิรีขันธ์บริเวณหาดอ่าวน้อย หมู่ 2 มูลค่าการก่อสร้างเฟส 1 จำนวน 65 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าการก่อสร้างในครั้งนี้ได้ดำเนินการชอบด้วยกฏหมายและประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายอื่นๆหรือไม่ เพราะคดีนี้ศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ได้มีคำพิพากษาให้เจ้าของโครงการ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเปลี่ยนสภาพพื้นที่สาธารณะประโยชน์ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดินให้เรียบร้อยก่อนลงมือก่อสร้าง ซึ่งจากการตรวจสอบจนถึงขณะนี้ทางเจ้าของโครงการก็ยังไม่ดำเนินการยื่นขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯ แต่อย่างใดแต่กลับเร่งดำเนินการก่อสร้างโดยไม่สนใจคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น จ.เพชรบุรี ให้ไปขอเปลี่ยนแปลงสภาพฯก่อนลงมือก่อสร้าง โดยสัปดาห์หน้าทางเครือข่ายสื่อมวลชนต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบแห่งชาติจะนำเอกสารหลักฐานเข้าร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทยให้ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ว่ามีหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยได้ปฎิบัติตามข้อกฎหมายหรือไม่
โดยทั่วไปเรามักพบเห็นโครงการป้องกันชายฝั่งที่ดำเนินงานโดยกรมโยธาธิการและผังเมืองในรูปแบบของโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ โดยเน้นที่กำแพงกันคลื่นรูปแบบต่างๆเป็นหลัก (ศึกษาได้จากโพสเก่าๆ) โครงการนี้น่าจะเป็นโครงการแรกๆของกรมโยธาฯที่ทำการปักไม้ไผ่เพื่อป้องกันชายฝั่ง โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันตกโดยการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนี้ กำลังเกิดขึ้นที่แหลมใหญ่ สมุทรสงคราม ความยาว 4 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณ 25.9 ล้านบาท เนื่องจาก Beach Lover ยังไม่มีรายละเอียดของโครงการ รวมถึงสถานการณ์กัดเซาะจนเป็นเหตุผลความจำเป็นให้ต้องดำเนินโครงการนี้ แต่จากข้อมูลเท่าที่มีข้างต้น พบประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ (1) การปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นนั้น เป็นมาตรการที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเน้นย้ำมาตลอดว่าเป็นการช่วยเร่งให้ตะกอนตกทับถมเพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตของป่าชายเลนด้านใน เพราะสำหรับหาดโคลนแล้วถือว่าโครงสร้างป่าชายเลนและระบบรากที่ช่วยยึดเกาะตะกอนนั้นเป็นปราการทางธรรมชาติ ที่ช่วยกันคลื่นลมและส่งเสริมให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพที่ดีที่สุด โดยมักพบว่าดำเนินการร่วมไปกับการปลูกป่าชายเลน หรือ มีป่าชายเลนที่ต้องการให้เกิดความสมบูรณ์อยู่ด้านใน คำถาม: งานอนุรักษ์ป่าชายเลนนั้น เป็นหนึ่งในภารกิจของกรมโยธาธิการและผังเมืองหรือไม่ ? (2) งานปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่ดำเนินการโดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ผ่านมา ใช้งบประมาณ 4 ล้านบาทต่อหนึ่งกิโลเมตร (https://beachlover.net/ทช-ปักไม้ไผ่-ปี63/) หากปักไม้ระยะทาง 4 กิโลเมตรตามโครงการนี้ควรใช้งบประมาณเพียง 16 ล้านบาทเท่านั้น คำถาม: เหตุใดราคากลางของกรมโยธาธิการและผังเมือง (39.186 ล้านบาท) หรือแม้แต่วงเงินงบประมาณที่ชนะการประกวดราคา (25.9 ล้านบาท) จึงสูงลิ่วกว่าของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างมาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้จะว่าอย่างไร … รอติดตามอย่างใจเย็น