“กัดเซาะชายฝั่ง” สาธารณภัยที่อาจไม่เหลือแม้แผ่นดิน

บทความเป็น Original content หากนำบางส่วนของบทความไปใช้ประโยชน์ กรุณาอ้างอิงด้วย “ภัยพิบัติอื่นเมื่อเหตุการณ์สงบลง เรายังคงเหลือผืนแผ่นดิน แต่ภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งเมื่อผ่านพ้นไป เรามิอาจคาดเดาได้ว่าแผ่นดินจะกลับคืนมาเหมือนดังเดิมได้หรือไม่ และเมื่อไหร่” ชายฝั่งทะเลตลอดแนว 3,151 กิโลเมตร ของประเทศไทยใน 23 จังหวัด กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ถูกคุกคามทั้งจากธรรมชาติและด้วยน้ำมือของมนุษย์เอง “กัดเซาะชายฝั่ง” ภัยนี้กำลังค่อยๆกลืนกินผืนแผ่นดินที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน บางสถานการณ์นั้นอาจพบเห็นผลกระทบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หรือในบางสถานการณ์ก็อาจสร้างความเสียหายอย่างฉับพลันในวงกว้าง อันที่จริง “กัดเซาะชายฝั่ง” มิได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ดำรงอยู่เรื่อยมาอย่างยาวนาน แต่ที่เราเพิ่งรู้สึกว่าเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์บนพื้นที่ชายฝั่งทะเลของมนุษย์ ก็เพราะการเจริญเติบโตของเมืองส่งผลให้เกิดการพัฒนาของพื้นที่ริมชายฝั่งทะเลมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต เราจึงสังเกตเห็นว่าภัยจากการกัดเซาะชายฝั่งนั้นเขยิบเข้าใกล้วิถีชีวิตของเรามากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งนั้นเกิดจากธรรมชาติและมนุษย์ โดยภัยจากธรรมชาตินั้น มักเกิดขึ้นตามฤดูกาลและมักเกิดขึ้นในลักษณะที่ทำให้ชายหาดเสียสมดุลหรือถูกกัดเซาะไปเพียงชั่วคราว เช่น เราอาจสังเกตเห็นการกัดเซาะชายฝั่งในช่วงมรสุม แต่หลังจากมรสุมได้ผ่านพ้นไป ชายฝั่งจะค่อยๆปรับตัวคืนสู่สภาพเดิม และจะเป็นกระบวนการเช่นนี้หมุนเวียนไปเรื่อยๆตราบเท่าที่สมดุลของธรรมชาตินี้ยังคงดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าภัยคุกคามที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การพัฒนาริมชายฝั่งทะเล จะส่งผลให้กระบวนการทางธรรมชาตินี้ถูกแทรกแซง จนทำให้การปรับสมดุลของชายฝั่งผิดไปจากเดิม กล่าวคือ เราอาจเห็นการกัดเซาะชายฝั่งเกิดขึ้นอย่างถาวร โดยไม่อาจกลับมาฟื้นคืนสภาพเดิมได้อีกแม้ผ่านพ้นช่วงมรสุมไปแล้วก็ตาม ด้วยกิจกรรมและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ขยับเข้าใกล้ทะเลมากกว่าในอดีตมาก และด้วยธรรมชาติทางทะเลที่คาดเดาได้ยาก “กัดเซาะชายฝั่ง” ควรถือเป็น “สาธารณภัย” และควรถูกกำหนดอย่างชัดเจนในนิยามของ คำว่า “สาธารณภัย” แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ด้วยเหตุผล 3 ประการดังต่อไปนี้ ประการที่ 1 “กัดเซาะชายฝั่ง” มีสาเหตุทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ โดยส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของรัฐและเอกชน ประการที่ 2 “กัดเซาะชายฝั่ง” คาดเดาความเสียหายจากผลกระทบได้ยาก แม้ความรุนแรงของธรรมชาติเท่ากันแต่ความเสียหายที่เกิดกับแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาก็แตกต่างกันด้วย อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate change) จะยิ่งเป็นปัจจัยทำให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต โดยที่เรามิอาจคาดเดาได้อย่างแม่นยำ นับว่าเป็นความเสียหายที่เกิดจากสาธารณภัยที่มีความไม่แน่นอนของผลกระทบสูง และยากจะควบคุม ประการที่ 3 “กัดเซาะชายฝั่ง” เกิดขึ้นแบบเร่งด่วนฉุกเฉิน เหตุเพราะปัจจัยทางธรรมชาติ อาทิ มรสุม พายุ […]

Beachlover

September 19, 2024

ท่อน้ำมันดิบไทยออยล์ แตกรั่ว น้ำมันดิบไหลลงทะเล

ที่มา: https://web.facebook.com/profile.php?id=100066914075214 เมื่อวันที่ 4 กันยายน2566 สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชลบุรี รายงานผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 66 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุขณะไทยออยล์รับส่งสินค้า (น้ำมันดิบ) พบว่ามีท่อจ่ายแตกรั่ว ทำให้มีปริมาณน้ำมันดิบไหลลงทะเล (ไม่ทราบปริมาณ) ขนาดความดันขนถ่ายสินค้า 8 บาร์ บมจ.ไทยออยล์ ร่วมกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาชลบุรี ได้ดำเนินการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ โดยล้อมและฉีดพ่นสารเคมีจุดเกิดเหตุ และในช่วงเช้านำโดรนบินสำรวจพบว่ามีขนาดความกว้างของน้ำมันดิบในทะเลประมาณ 5 กม. ในการนี้ บมจ.ไทยออยล์ได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ณ อาคารหอประชุมบริษัท ไทยออยล์ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชลบุรี ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปแล้ว

Beachlover

September 5, 2023