สมิหลา-ชลาทัศน์…ชายหาดไม่ต้องมี Zoning จริงหรือ?

กลับมาที่ หาดสมิหลา-ชลาทัศน์ จังหวัดสงขลา อีกครั้ง หาดท่องเที่ยวชื่อดังใจกลางเมืองสงขลาที่แทบทุกคนรู้จัก ทั้งรูปปั้นนางเงือก เกาะหนูเกาะแมว ชายหาดกว้าง และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดแนวชายฝั่ง

ครั้งนี้ไม่ได้มาดูเรื่องการกัดเซาะ ไม่ได้มาดูการเปลี่ยนแปลงของชายหาด แต่มาดูอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “เราจัดการพื้นที่ชายหาดกันอย่างไร” สิ่งที่พบคือ ดูเหมือนว่าหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ แทบไม่มีการแบ่งพื้นที่การใช้งาน หรือ Beach Zoning ที่ชัดเจน

หลายอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นตามสภาพที่เป็นอยู่ ฟังเผินๆ อาจรู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีก็ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่นา เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีกฎระเบียบมาบังคับกันมากมาย

แต่คำถามคือ สำหรับชายหาดท่องเที่ยวที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก “การไม่มี Zoning เลย” เป็นเรื่องที่ดีจริงหรือ

ชายหาดไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับเดินเล่นหรือเล่นน้ำเท่านั้น ในพื้นที่เดียวกันอาจมีทั้ง คนมาเล่นน้ำ ครอบครัวพาเด็กมาพักผ่อน นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูป คนมาออกกำลังกาย ร้านค้าและผู้ประกอบการ กิจกรรมทางน้ำ รถเข้า–ออก พื้นที่สำหรับกิจกรรมหรือเทศกาล และพื้นที่ชายหาดที่ควรปล่อยให้ธรรมชาติทำงานของมันเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมเหล่านี้ไม่ดี แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นเมื่อ ทุกกิจกรรมต้องการใช้พื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน เมื่อนั้น ความขัดแย้งในการใช้พื้นที่ก็เริ่มเกิดขึ้น บางช่วงของชายหาดอาจเต็มไปด้วยร้านค้า บางจุดอาจมีรถหรือสิ่งกีดขวาง บางพื้นที่คนเล่นน้ำต้องปะปนกับกิจกรรมอื่น ส่วนคนที่เพียงอยากหาพื้นที่ว่างๆ เพื่อนั่งมองทะเล อาจต้องคอยหาพื้นที่ที่เหลืออยู่ นี่คือเหตุผลที่ชายหาดท่องเที่ยวหลายแห่งจำเป็นต้องคิดเรื่อง Zoning

Zoning ไม่ได้หมายถึงการสร้างรั้วแบ่งชายหาด หรือการแบ่งพื้นที่แข็งๆ หรือการสร้างข้อห้ามเต็มชายหาด อันที่จริงแล้ว การจัดโซนอาจเป็นเพียงการกำหนดอย่างง่ายๆ ว่า

บริเวณไหนควรเน้นการเล่นน้ำ
บริเวณไหนเหมาะกับกิจกรรมชายหาด
บริเวณไหนอนุญาตให้มีร้านค้าหรือเก้าอี้
บริเวณไหนเป็นทางสัญจร
บริเวณไหนควรรักษาไว้เป็นพื้นที่เปิด
และบริเวณไหนควรลดกิจกรรมเพื่อรักษาระบบชายหาด

บางแห่งอาจไม่ต้องมีป้ายหรือเส้นแบ่งชัดเจนด้วยซ้ำ แต่ผู้ใช้พื้นที่ควรสามารถ “อ่าน” ชายหาดออกว่า
พื้นที่ตรงไหนมีหน้าที่อะไร

อีกคำถามหนึ่งที่น่าคิดคือ เวลาพูดว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” เรากำลังพูดถึงธรรมชาติจริงๆ หรือกำลังหมายถึง “ใครเข้ามาใช้พื้นที่ก่อน ก็ใช้ไปก่อน” สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน

ธรรมชาติของชายหาดคือกระบวนการ คลื่น ลม ระดับน้ำทะเล และการเคลื่อนตัวของทราย แต่การตั้งร้าน การวางโต๊ะ การจอดรถ การจัดกิจกรรม หรือการยึดครองพื้นที่สาธารณะ เป็นเรื่องของ การบริหารจัดการพื้นที่โดยมนุษย์ หากเราไม่จัดการ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการจัดสรรพื้นที่ แต่พื้นที่จะถูกจัดสรรโดยผู้ที่เข้าถึงพื้นที่ได้ก่อน มีอำนาจมากกว่า หรือใช้พื้นที่ต่อเนื่องมานานกว่าโดยอัตโนมัติ และคนทั่วไปอาจเป็นฝ่ายเสียพื้นที่ไปทีละน้อย

Beach Lover เน้นย้ำมาตลอดว่าชายหาดคือพื้นที่สาธารณะ ประเด็นสำคัญที่สุดของ Beach Zoning จึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม แต่คือเรื่องของ ความเป็นธรรมในการใช้พื้นที่สาธารณะ

ชายหาดควรเป็นพื้นที่ที่ คนท้องถิ่นใช้ได้ นักท่องเที่ยวใช้ได้ ผู้ประกอบการทำมาหากินได้ เด็กและผู้สูงอายุเข้าถึงได้ และธรรมชาติยังมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่มีใครจำเป็นต้องถูกไล่ออกจากชายหาด แต่ทุกคนอาจต้องยอมรับว่า การใช้พื้นที่ร่วมกัน จำเป็นต้องมีกติกาบางอย่าง

หาดสมิหลา-ชลาทัศน์ เป็นหนึ่งในชายหาดสำคัญที่สุดของสงขลา จึงเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากเรามองการจัดการชายหาดเพียงเรื่องความสะอาด การจัดภูมิทัศน์ หรือการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ไม่ได้ถามคำถามพื้นฐานว่า ใครควรใช้พื้นที่ตรงไหน? กิจกรรมอะไรควรอยู่ด้วยกัน? กิจกรรมอะไรควรแยกออกจากกัน? เราควรเหลือพื้นที่ชายหาดเปิดโล่งไว้มากแค่ไหน? พื้นที่สำหรับผู้ประกอบการควรมีขอบเขตหรือไม่? และที่สำคัญ

คนทั่วไปยังสามารถเดินมาถึงชายหาด แล้วเลือกใช้พื้นที่ได้อย่างเป็นอิสระจริงหรือไม่?

Beach Zoning ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำให้ชายหาดดูเป็นระเบียบจนแข็งทื่อ ตรงกันข้าม มันควรทำให้ชายหาดยังดูเป็นธรรมชาติ แต่ทุกคนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้โดยไม่เบียดเบียนกันมากเกินไป บางทีคำถามของหาดสมิหลา-ชลาทัศน์ ในวันนี้จึงอาจไม่ใช่

“เราควรจัดชายหาดให้เป็นระเบียบมากขึ้นหรือไม่”

แต่อาจเป็น

“เราจะจัดการชายหาดอย่างไร ให้ทุกคนยังมีที่ของตัวเอง โดยที่ชายหาดก็ยังคงเป็นชายหาด”

เพราะการไม่จัดการพื้นที่เลย ก็เป็น “รูปแบบหนึ่งของการจัดการ” เช่นกัน เพียงแต่มันอาจไม่ใช่รูปแบบที่เราตั้งใจเลือก